ใกล้เวลาเสด็จดับขันธปรินิพพาน (ตอน ๑)

วันที่ 30 กค. พ.ศ.2547

 

 

ใกล้เวลาเสด็จดับขันธปรินิพพาน (ตอน ๑)


.....ในเวลานั้นข่าวการปลงอายุสังขารของพระบรมศาสดาแพร่สะพัดไป เหล่าภิกษุสงฆ์ต่างพากันมาเฝ้าแวดล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก พระองค์เสด็จจากโภคนคร ไปถึงเมืองปาวานคร ประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ บุตรช่างทอง

นายจุนทะทราบข่าวแล้วดีใจมาก รีบไปเข้าเฝ้า พระองค์ตรัสสอนให้นายจุนทะเชื่อเรื่องกรรมและวิบาก(ผลของกรรม) ให้ถือมั่นปฏิบัติตนอยู่ในกุศล มีความกล้าหาญรื่นเริงในการประพฤติที่ถูกทำนองคลองธรรม ปฏิบัติที่ถูกที่ควร

นายจุนทะกราบทูลนิมนต์พระบรมศาสดาพร้อมภิกษุทั้งหมดรับภัตตาหารเช้าวันรุ่งขึ้นที่บ้านของตน

รุ่งขึ้นเป็นวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์และเหล่าพุทธบริษัทเป็นจำนวนมาก เสด็จจากสวนมะม่วงไปยังบ้านนายจุนทะ

นายจุนทะถวายภัตตาหารอันประณีตต่างๆ รวมทั้งอาหารชื่อ สุกรมัททวะ (อาจปรุงด้วยเนื้อสุกรอ่อนจริง หรือปรุงด้วยเห็ดที่มีรสอร่อยเหมือนเนื้อสุกรอ่อนก็ได้) พระองค์ทรงรับอาหารชนิดนี้ไว้ ให้นายจุนทะถวายอาหารอื่นๆ แก่ภิกษุสงฆ์ ให้นำอาหารที่มีชื่อสุกรมัททวะที่เหลือจากพระองค์ไปเทฝังดินเสียทั้งหมด ห้ามผู้ใดบริโภค เพราะเป็นอาหารย่อยยาก เสร็จแล้วทรงแสดงธรรมให้นายจุนทะดีใจในบุญของตน

เมื่อพระบรมศาสดาทรงบริโภคอาหารของนายจุนทะไม่นาน ก็เกิดอาพาธแรงกล้า ทรงพระประชวรลงพระโลหิต(ถ่ายเป็นเลือด) มีทุกขเวทนามาก ทรงอดกลั้นด้วยอธิวาสขันติ ตรัสชวนหมู่ภิกษุเดินทางไปเมืองกุสินารา

ระหว่างทางทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายมาก ตรัสสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิรองประทับนั่ง ตรัสเรียกพระอานนท์ให้นำบาตรไปตักน้ำในแม่น้ำมาถวาย พระอานนท์กราบทูลคัดค้านว่า แม่น้ำนั้นมีน้ำน้อย เกวียน ๕๐๐ เล่มเพิ่งข้าม น้ำจึงขุ่นเป็นโคลนทั่วไปหมด ควรไปฉันน้ำที่แม่น้ำกกุธานทีซึ่งอยู่ถัดไป

พระบรมศาสดาตรัสสั่งถึง ๓ ครั้ง พระอานนท์จึงได้คิดว่า ธรรมดาผู้เป็นพระพุทธเจ้านั้นจะตรัสพระวาจาสิ่งใด ต้องมีสาเหตุทุกครั้งไป จึงรีบไปตักน้ำ ด้วยพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ เป็นที่น่าพิศวง เมื่อพระอานนท์ถือบาตรเข้าไปใกล้แม้น้ำ น้ำที่ขุ่นอยู่ด้วยล้อเกวียนก็พลันใสสะอาดเป็นอัศจรรย์

แรงกรรมนั้นเป็นสิ่งมีอำนาจมาก ทำกรรมใดไว้ถ้าถึงคราวให้ผล แม้ทรงบังเกิดเป็นถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่ออกุศลวิบากครั้งทรงเกิดเป็นพ่อค้านำเกวียนไปค้าขาย โคเทียมเกวียนกระหายน้ำ พ่อค้าเห็นน้ำขุ่น ไม่ยอมให้โคดื่ม ให้ทรมานลากเกวียนไปอีกไกลเพื่อดื่มน้ำที่ใสกว่า ผลของกรรมตามมาทันในขณะนี้ กรรมบันดาลให้พระอานนท์ชักช้าทำให้พระศาสดาทรงกระหายน้ำมากยิ่งขึ้น

มีหลายเรื่องในพระประวัติที่มีอกุศลวิบาก (ผลของกรรมชั่ว) ตามทัน ทำให้พระบรมศาสดาทรงพบเหตุการณ์ไม่สมควรต่างๆ เช่น ถูกสะเก็ดหินทำพระบาทห้อพระโลหิต (เพราะเคยผลักน้องชายต่างมารดาตกเหวตาย) ถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ความว่าทรงทำนางตั้งครรภ์ (เพราะเคยกล่าวใส่ความพระปัจเจกพุทธเจ้า) ประชวรลงพระโลหิต ฯลฯ ล้วนแต่เป็นการยืนยันให้เห็นอำนาจของแรงกรรมทั้งสิ้น

ขณะที่พระบรมศาสดาเสวยน้ำดับความกระหาย และประทับอยู่ใต้ร่มไม้เวลานั้นมีบุตรแห่งมัลลกษัตริย์ผู้หนึ่ง ชื่อ ปุกกุสะ เป็นสาวกของอาฬารดาบส กาลามโคตร ออกจากเมืองกุสินารา มาปาวานคร ผ่านมาทางซึ่งพระบรมศาสดาประทับนั่งอยู่ จึงเข้าไปถวายความเคารพ พระองค์ทรงแสดงสันติวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างสงบ)ให้ฟัง
ปุกกุสะฟังแล้วเกิดความเลื่อมใส ถวายผ้าเนื้อดี สีเหลืองดังทองคำ ทออย่างประณีต ชื่อ ผ้าสิงควรรณ ๒ ผืน พระบรมศาสดาให้แบ่งถวายพระอานนท์ผืนหนึ่ง เมื่อปุกกุสะจากไปแล้ว พระอานนท์ได้นำผ้านั้นถวายพระบรมศาสดา พระองค์ทรงนุ่งผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่ง

เมื่อครองผ้าเสร็จแล้ว พระวรกายพลันปรากฏพระรัศมีผุดผ่องเปล่งปลั่งผิดปกติทันที พระอานนท์กราบทูลสรรเสริญ พระบรมศาสดาชี้แจงว่า ผิวพรรณของพระองค์จะผุดผ่องเป็นพิเศษอยู่ ๒ ครั้ง ครั้งหนึ่งในคืนที่จะตรัสรู้ และครั้งที่สองในคืนที่จะปรินิพพาน พระองค์จะปรินิพพานในคืนนี้ ที่ระหว่างต้นสาละสองต้น ณ สาลวัน ของมัลลกษัตริย์เมืองกุสินารา

ครั้นแล้วตรัสชวนเสด็จไปยังแม่น้ำกกุธานที เพื่อลงสรงและเสวยสำราญพระอิริยบถตามพระพุทธอัธยาศัย แล้วเสด็จไปประทับที่สวนอัมพวัน ตรัสป้องกันนายจุนทะ ผู้ถวายอาหารมื้อสุดท้ายว่า

ถ้ามีใครตำหนิให้นายจุนทะเดือดร้อนใจว่า พระพุทธเจ้าทรงบริโภคอาหารของเขาทำให้เสด็จปรินิพพาน ให้ชี้แจงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจากพระโอษฐ์เองว่า อาหาร ๒ มื้อ ที่มีผลบุญยิ่งใหญ่มากเท่าๆ กัน เหนือการถวายภัตตหารในมื้ออื่นๆ ทั้งสิ้น คือ มื้อที่บริโภคแล้วตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และมื้อที่บริโภคแล้วปรินิพพานชนิดสิ้นกิเลสและชีวิต อานิสงส์การถวายอาหารมื้อสุดท้ายที่นายจุนทะกระทำแล้วนี้ จะเป็นกรรมดีส่งผลให้ได้รับอายุ วรรณะ สุข ยศ และสวรรค์ พร้อมทั้งความเป็นใหญ่

พระบรมศาสดาทรงให้พระอานนท์เป็นผู้กล่าวรับรองผลบุญดังกล่าวแล้วนั้น ให้ผู้อื่นฟัง

 

 

ต้องเป็นให้ได้ (ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า)
โดย อุบาสิกาถวิล (บุญทรง) วัติรางกูล