บางพระชาติก่อนตรัสรู้เป็นพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า (ตอน ๑)

วันที่ 08 ตค. พ.ศ.2547

บางพระชาติก่อนตรัสรู้เป็นพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า (ตอน ๑)

 

 

พระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า (ตอน ๑)


.....พระโพธิสัตว์ในชาติแรกปรารถนาความพ้นทุกข์ และช่วยเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ด้วย คือชาติที่เป็นชายหนุ่มแบกมารดาว่ายน้ำในทะเลในยามที่เรือสินค้าอับปางลง ได้เห็นความทุกข์ของตนเองและเพื่อนกะลาสีเรือด้วยกัน ที่จมน้ำตายไปต่อหน้าต่อตา จนไม่มีใครเหลือเลย มีรายละเอียดดังนี้

เมื่อนานมาแล้วเกินเวลากว่า ๒๐ อสงไขยแสนมหากัป เวลานั้นเป็นเวลาสุญญกัป ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ไม่มีแม้กระทั่งพระปัจเจกพุทธเจ้า มีชายผู้หนึ่งเกิดมากำพร้าพ่อ อยู่ตามลำพังกับแม่ มีฐานะยากจนมากหาเลี้ยงชีวิตมารดาและตนเองไปวันๆ

ต่อมามารดาชรามากขึ้น ชายหนุ่มจึงต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน มารดาขอให้หาหญิงมาเป็นภรรยาสักคนหนึ่งเพื่อจะได้ช่วยเหลืองานบ้าน เขาปฏิเสธ เพราะเห็นว่ารายได้ที่มีในแต่ละวันยังแทบไม่พอเลี้ยงชีวิตตนเองและมารดา ถ้ามีภรรยาก็จะต้องมีลูกเพิ่มมาอีก จะเอาอะไรเลี้ยงภรรยาและลูก

วันหนึ่งเมื่อเขาขายสิ่งของหมดแล้ว รู้สึกเหน็ดเหนื่อยจึงนั่งพักอยู่ใกล้ท่าเรือเดินทะเลที่นำสินค้าไปขายในต่างแดน ขณะนั้นพอดีมีเรือสินค้ากลับจากต่างแดนเข้าเทียบท่า ลูกเรือลงมาจากเรือเป็นจำนวนมาก ดูแต่ละคนมีความสุข แต่งตัวดีมีทรัพย์สินติดตัวมาด้วยมาก

ภาพที่เห็นทำให้ชายหนุ่มคิดถึงชีวิตของตนเอง ถ้ายังทำอาชีพเดิมต่อไป จะต้องยากจนอยู่ไม่รู้จบ ยามชราหมดเรี่ยวแรงทำมาหากิน จะเอาสิ่งใดเลี้ยงชีวิต ลูกเต้าก็ไม่มีสมควรจะต้องหาอาชีพที่มีรายได้ดีพอมีเหลือเก็บไว้ใช้กินยามแก่ อาชีพลูกเรือที่เห็น ก็ดูมีรายได้ดี หรือถ้าได้เดินทางไปสุวรรณภูมิ มีลู่ทางทำมาหากินอย่างอื่นที่ดีกว่า ก็จะไปประกอบอาชีพที่นั่น

ชายหนุ่มคิดแล้วจึงเข้าไปสมัครเป็นลูกเรือกับเจ้าของเรือ โดยขอนำมารดาติดเรือไปด้วยเพราะไม่มีใครเลี้ยงดู เจ้าของเรือเห็นลักษณะเป็นคนดี ยังมีความกตัญญูต่อมารดาจึงรับไว้ทำงาน

เรือเดินทางออกจากฝั่งมาได้ ๗ วันเท่านั้น ก็ถูกพายุพัดล่มลง ต่างคนต่างว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ส่วนชายหนุ่มแบกมารดาไว้บนบ่า เกาะไม้กระดานแผ่นหนึ่งตะเกียกตะกายว่ายน้ำ มองเห็นเพื่อนร่วมทางจมน้ำตายไปต่อหน้าคนแล้วคนเล่า ตัวเขาเองก็หมดเรี่ยวแรงขาดสติจมน้ำอยู่หลายครั้ง ทำให้ได้คิดว่า พามารดามาประสบทุกข์ยากลำบากสาหัส ชีวิตโดยปกติก็มีทุกข์ประจำอยู่แล้ว เช่น ต้องหิว ต้องกิน อิ่มแล้วก็ต้องถ่าย ยังมีเจ็บไข้ได้ป่วย ยังมีแก่หมดกำลังวังชา ในที่สุดก็ต้องตาย ทุกข์ประจำดังกล่าวนี้สัตว์ทั้งหลายไม่เคยนึกถึง และยังไม่มีหนทางแก้ไข แต่กลับต้องพบกับทุกข์จรอื่นๆ อีก อย่างชีวิตของตนเองขณะนั้น ทุกข์เพราะพบกับของที่ไม่ชอบ ทุกข์เพราะพลัดพรากจากของที่ชอบ ฯลฯ ชีวิตเป็นของน่ากลัว การเกิดเป็นทุกข์ น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก

ชายหนุ่มคิดอยากพ้นทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้ พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่าจะต้องมีหนทางพ้นทุกข์ เพราะทุกอย่างในโลกนี้ มีของตรงกันข้ามปรากฏให้เห็นอยู่ มีมือก็มีสว่าง มีกลางคืนก็มีกลางวัน มีร้อนก็มีเย็น มีจนมีรวย มีดีมีชั่ว ดังนั้นมีเกิดแก่เจ็บตาย ก็จะต้องมีไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มีทุกข์ก็จะต้องมีสุข

เมื่อมีของแก้กันดังนี้ ก็จะต้องมีวิธีแก้ไขด้วย ชายหนุ่มคิดถึงเรื่องพ้นทุกข์ในเวลาลอยคออยู่ในน้ำทะเลนั้นเอง

คิดปรารถนาพ้นทุกข์ดังนี้ จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าพามารดารอดตายไปได้ จะตั้งหน้าหาหนทางให้พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อพบแล้วจะบอกให้เพื่อนร่วมโลกรู้และทำตามให้พ้นทุกข์เหล่านี้ด้วย

ด้วยมีใจใหญ่ปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมโลก ชายหนุ่มผู้ที่กล่าวถึง จึงสมควรแก่การได้ชื่อใหม่ว่า “ พระโพธิสัตว์”

การคิดช่วยผู้อื่นเป็นกุศลจิตอันยิ่งใหญ่ พลันให้ชายหนุ่มกลับมีเรี่ยวแรงรวบรวมกำลังว่ายน้ำพามารดาเข้าถึงฝั่งภายใน ๒-๓ วันต่อมา คนอื่นๆ ตายสิ้นในท้องทะเล

เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ตั้งหน้าตั้งหน้าทำมาหากินเลี้ยงมารดา และพยายามกระทำความดีต่างๆ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคลำบากยากเข็ญเพียงใด ก็ไม่ย่อท้อ กระทั่งมารดาสิ้นชีวิตไปแล้ว พระโพธิสัตว์ยิ่งทุ่มเทสั่งสมเพิ่มพูนความดีให้ยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อถึงแก่ความตายจึงไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์

หมดบุญก็จุติจากสวรรค์เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ เรื่อยมานับชาติไม่ถ้วน คราวใดที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ จะทรงมีพระสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีพระปัญญาเฉียบแหลม มองเห็นทุกข์ภัยในวัฏฏสงสาร จึงทรงตั้งมั่นทำคุณงามความดีทุกวิถีทาง เพื่อหนทางหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ให้ได้ ดังพระชาติที่เป็นพระเจ้า

 

พระเจ้าสัตตุตาปนะ

ชาติหนึ่งพระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ตระกูลกษัตริย์ ที่นครสิริมดี ทรงพระนามว่า พระเจ้าสัตตุตาปนะ ทรงมีพระราชสมบัติเพียบพร้อม แวดล้อมด้วยข้าราชบริพารที่จงรักภักดี ทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรม ประชาราษฎร์อยู่ร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้า

พระเจ้าสัตตุตาปนะโปรดการประพาสคล้องช้างเป็นอย่างยิ่ง วันหนึ่งทรงทราบข่าวเรื่องมีช้างเผือก จึงเสด็จไปคล้องได้มาโดยไม่ยาก โปรดให้นำมาขึ้นระวางเป็นช้างหลวง ทรงมีรับสั่งให้ควาญช้างผู้เชี่ยวชาญตำราคชเวท ฝึกหัดให้ช้างเชื่อง ชำนาญพิธีใช้งานได้อย่างดีภายใน ๗ วัน

พอวันที่ ๘ พระองค์ทรงประทับบนหลังช้างเสด็จชมเมืองจนถึงเวลาเย็น ทรงสดับข่าวว่า ในราตรีก่อนมีช้างป่าโขลงใหญ่บุกเข้าทำลายอุทยานพังยังเยิน จึงทรงช้างไปทอดพระเนตร

ทันทีที่เข้าเขตพระราชอุทยาน ช้างทรงของพระองค์ซึ่งเยื่องย่างเป็นสง่าอย่างดีก็พลันมีอาการเปลี่ยนแปรไป สลัดควาญช้างตกลง แล้วตั้งหน้าวิ่งเตลิดเข้าป่า แม้พระราชาจะทรงลงทัณฑ์โดยพระขอคมกริบเพื่อบังคับ ช้างทรงก็ไม่เกรงกลัว ยังคงวิ่งตะลุยฝ่าดงไม้ไม่คิดชีวิต

พระเจ้าสัตตุตาปนะ ทรงเห็นว่าพระองค์อาจถูกกิ่งไม้ทำอันตรายถึงแก่พระชนม์ชีพจึงทรงคว้ากิ่งมะเดื่อ โหนพระวรกายขึ้นประทับอยู่บนกิ่งไม้พ้นอันตรายในครั้งกระนั้น

เมื่อทรงซักถามควาญช้างถึงสาเหตุ ควาญช้างกราบทูลว่า เป็นเพราะช้างเผือกได้กลิ่นนางช้าง จึงเกิดมัวเมาด้วยไฟราคะ ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ความเจ็บปวด เมื่อได้พบนางช้าง และสำเร็จกิจตามประสงค์แล้ว จะเชื่องและกลับมาอยู่ในอำนาจมนต์ตามเดิม

เหตุการณ์เป็นไปตามที่ควาญช้างกราบทูล ช้างเผือกเชือกนั้นในไม่ช้าก็กลับมา ควาญช้างสั่งให้ทำสิ่งใดก็ยอมทำ แม้กระทั่งให้เอางวงถือก้อนเหล็กที่เผาไปจนแดง ช้างก็ทำตาม พระราชาทรงสลดพระทัย เห็นโทษภัยของไฟราคะว่าร้อนแรงนัก ก่อให้เกิดภัยอันตรายใหญ่หลวง มนต์ก็สะกดไม่อยู่ ไฟราคะนี้เองตรึงสรรพสัตว์ให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร ทรงดำริออกจากกาม ให้พ้นจากอำนาจของราคะ จึงทรงสละพระราชสมบัติออกบวชเป็นฤาษี ประพฤติพรหมจรรย์จนสิ้นอายุขัย ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์

จากนั้นก็เวียนว่ายตายเกิดอีกนานแสนนาน จึงบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นพระพรหมดาบส ...

 

ต้องเป็นให้ได้ (ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า)
โดย อุบาสิกาถวิล (บุญทรง) วัติรางกูล