ตำนานพญานาคสองฝั่งโขง

วันที่ 31 ตค. พ.ศ.2547

 

ณัฐนารถ ปิ่นเฟื่อง

 

.....ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ “ บั้งไฟพญานาค ” ปมปริศนาอันลี้ลับ ท้าทายการพิสูจน์ ลูกไฟที่พุ่งขึ้นกลางลำน้ำโขงในคืนเดือนเพ็ญวันออกพรรษา ธรรมชาติ... ! วิทยาศาสตร์... ! หรือคือมหาศรัทธาอันแรงกล้า... ! ท่านจะพบกับคำตอบอันเหลือเชื่อที่พิสูจน์ได้ กับปรากฏการณ์มหัศจรรย์นี้ เพื่อสั่งสมบุญบารมี และความประทับใจที่ดีงามตลอดชีวิต

ตำนานพญานาคสองฝั่งโขง มนต์เสน่ห์แห่งแม่น้ำโขง และบั้งไฟพญานาค เป็นแรงดึงดูดให้ผู้คนทั้งโลกต้องเดินทางไปอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เพื่อจะคอยชมบั้งไฟพญานาค ด้วยความชื่นชมและชื่นบานหัวใจ ในวันออกพรรษาของประเทศไทย และประเทศลาว ของทุก ๆ ปี

จากปัญหาค้างคาใจ ! และประสบการณ์ตรงของผู้เรียบเรียงเอง ผนวกกับความรู้จากท่านอื่น ๆ รวมทั้งจากพระเถระชาวไทยท่านผู้รู้รูปหนึ่ง ท่านเมตตาเล่าให้ฟังเป็นตำนาน...ที่ถ่ายทอดมาเกี่ยวกับพญานาคนี้ คือเรื่องราวของความซาบซึ้งและประทับใจ ในความเคารพ เลื่อมใส ศรัทธาที่พญานาคมีต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเรื่องจริงจากคัมภีร์ทางศาสนาได้กล่าวไว้ว่า ครั้งพุทธกาลในวันมหาปวารณา (วันออกพรรษา) ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากดาวดึงส์เทวโลก ภายหลังจากได้เทศนาโปรดพุทธมารดาแล้ว ครั้งนี้ทรงเปิดโลกทั้งสาม คือ มนุษยโลก เทวโลก และนรกภูมิ ให้ได้เห็นกันตลอดทั่วถึงกันหมด ด้วยพุทธานุภาพ

และในกาลนี้ พญานาคราชใต้พิภพเมืองบาดาล ได้แลเห็นพระพุทธองค์ จึงบังเกิดความศรัทธา เลื่อมใส ปีติจนถึงกับพ่นดวงไฟจากปากออกมาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา นับตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ กาลเวลาได้ล่วงเลยมากว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ทว่าความเลื่อมใสศรัทธานี้ก็ยังคงอยู่ ทั้งพญานาคและบริวารได้พ่นดวงไฟเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าในวันออกพรรษาทุกปีตลอดมามิเคยขาดเลย

กำเนิดอาณาจักรพญานาค...เมืองบาดาลใต้ลำน้ำโขงซึ่งเป็นภพซ้อนภพ คือ เป็นภพละเอียดของนาค ซ้อนอยู่ในภพหยาบของโลกมนุษย์ และครอบคลุมดินแดนทั้งฝั่งไทยและลาว การสืบราชสมบัติพญานาค จากมธุรนาคราชได้ติดตามพญานาคราชโอฆินทรผู้บิดา ขึ้นไปบนพื้นดิน และได้เห็นเหตุการณ์วันเทโวโรหณะ พุทธองค์ทรงเปิดโลกด้วยพุทธานุภาพ

ความเป็นอยู่และการปกครองที่พวกกำเนิดโอปปาติกะเป็นชั้นปกครองตามระบบบุญญาธิปไตย ถือหลักผู้มีบุญมากปกครอง ครอบคลุมแผ่นดินที่เป็นปริมณฑลกว้างใหญ่ ทั้งฝั่งไทยและลาว ยาวตลอดลำน้ำโขง บริเวณสะดือแม่น้ำโขงซึ่งอยู่ตรงกับอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ถือว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองของภพบาดาล ทั้งใต้น้ำและใต้ดิน

พญานาคจะพร้อมใจกันกับบริวารพ่นบั้งไฟตอนกลางคืน ทั้ง ๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ในตอนสายของวันออกพรรษา ที่เป็นเช่นนี้เพราะ

๑.เทวดาและพญานาคทั้งหลายจะยึดวันเวลาตามจันทรคติ จึงใช้ดวงจันทร์ เป็นเครื่องกำหนดรู้

๒. ดวงจันทร์วันเพ็ญนั้น มีอิทธิพลต่อจิตใจของพญานาคมาก เมื่อปีติมากก็พ่นไฟมาก

๓.ในคืนเดือนเพ็ญเป็นคืนที่มนุษย์และเทวดาสามารถรับกระแสบุญจากพระนิพพานได้อย่างเต็มที่

มนุษย์ที่มาคอยดูทั้งสองฝั่งก็มีผลต่อการพ่นบั้งไฟพญานาคด้วย เพราะถ้าปีไหนมีการดื่มเหล้าเมายามาก และต่างพากันส่งเสียงดังเป็นการรบกวน ก็จะทำให้พญานาคขาดสมาธิในการกลั่นใจให้เกิดเป็นบั้งไฟพญานาค ให้เป็นดวงไฟสวย ๆ ผ่านท้องน้ำขึ้นไปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนท้องฟ้า ปีนั้นจะเกิดน้อย และเกิดไม่ตรงตามเวลา ซึ่งน่าเสียดายอย่างยิ่ง

แต่ถ้าปีไหนมนุษย์ไปรวมกันด้วยความสงบ มีการสั่งสมบุญต่าง ๆ ตั้งแต่เช้าของวัน เช่นมีการใส่บาตร เจริญภาวนา รักษาศีลและพร้อมใจกันสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ประสานงานร่วมใจกันบูชาพระพุทธองค์ระหว่างมนุษย์และพญานาค ปีนั้นพญานาคก็จะเกิดจิตปีติยินดี สมาธิจะตั้งมั่นเป็นพิเศษ และสามารถสร้างเหตุอัศจรรย์อื่น ๆ ยิ่งกว่าบั้งไฟตามมาอีกด้วย

อยากให้ทุกท่านที่ได้อ่านเรื่องนี้ เคารพ เลื่อมใส ศรัทธา และด้วยความรักและผูกพันในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เหมือนกับพญานาค เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและตัวเราเอง

บั้งไฟพญานาค ไม่ใช่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น แต่เป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เกิดด้วยแรงปีติ มหาปีติของพญานาค ซึ่งเจริญพุทธานุสติบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นการร่วมชุมนุมกันเป็นมหาสมาคม เพื่อสร้างบุญใหญ่ประจำปีของเหล่าพญานาคทั้งสองแผ่นดินนั่นเอง...

สอบถามเกี่ยวกับตำนานอันอัศจรรย์ที่น่าสนใจ น่าศึกษานี้ได้ที่ โทร. ๐๒-๕๒๔-๐๒๕๗, ๐๒-๖๑๕-๘๖๓๐.

 

สุพัฒนะ.