ทรงเปล่งพระวาจาปรารถนาพุทธภูมิ และได้รับพุทธพยากรณ์ (ตอน ๒)

วันที่ 19 พย. พ.ศ.2547

 

 

ทรงเปล่งพระวาจาปรารถนาพุทธภูมิ และได้รับพุทธพยากรณ์ (ตอน ๒)

 


.....ในสมัยพระพุทธกาลของพระตันหังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลานั้นมนุษย์มีอายุขัย ๑ แสนปี พระตันหังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีมา ๑๖ อสงไขยแสนกัป ทรงบันเกิดในตระกูลกษัตริย์ครองฆราวาสวิสัยอยู่หนึ่งหมื่นปี เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงทำความเพียรอยู่เพียง ๗ วัน จึงตรัสรู้ ทรงประกาศพระสัทธรรมวางรากฐานพระพุทธศาสนา สั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่จนพระชนมายุหนึ่งแสนพรรษาจึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน

พระโพธิสัตว์ของพวกเราได้บำเพ็ญอธิการสร้างบารมีอยู่ในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ทรงเปล่งพระวาจาขอเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต ต่อพระบรมศาสดาตันหังกระ แต่ไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ เพราะธรรมสโมธานยังไม่บริบูรณ์

ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเสื่อมลง อายุมนุษย์ลดลงเรื่อยมาจนถึงเหลือ ๑๐ ปี แล้วเจริญขึ้นใหม่ถึงอสงไขยปี เสร็จแล้วค่อยลดลงเหลือเก้าหมื่นปี พระเมธังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในตระกูลกษัตริย์ ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๘ พันปี จึงเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทำความเพียรอยู่ ๑๕ วัน จึงตรัสรู้ แล้วเสด็จประกาศพระศาสนาอยู่จนครบอายุขัย ๙ หมื่นปี จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน

พระโพธิสัตว์ของเราได้ทรงบังเกิดพบและบำเพ็ญอธิการพร้อมทั้งทรงเปล่งพระวาจาในทำนองเดียวกัน แต่ไม่ได้รับพุทธยากรณ์

ต่อจากสมัยพระเมธังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า อายุของมนุษย์ก็ไขลงกระทั่งเหลือ ๑๐ ปี แล้วไขขึ้นถึงอสงไขยปี แล้วไขลงใหม่เหลือ ๘ หมื่นปี พระสรณังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในตระกูลกษัตริย์ ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๗ พันปี จึงเสด็จออกมหาภิเษกรมณ์ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑ เดือน จึงตรัสรู้

พระโพธิสัตว์ของเราทรงกรทำอธิการในทำนองเดียวกันโดยไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ จนกระทั่งถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๔ คือ พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระปัจฉิมทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า)

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสพุทธพยากรณ์แก่พระโพธิสัตว์ของเราพระองค์แรก

ทรงพระนามว่า พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระสรีระสูง ๘๐ ศอก

อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๑ แสนปี

ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุเทวะ และพระนางสุเมธาอัครมเหสี แห่งนครรัมมวดี

ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๒ หมื่นปี เสวยโลกียสุขในปราสาทต่างฤดู ๓ หลัง พระนางปทุมาเป็นพระอัครมเหสี มีพระสนมนารีมากถึง ๓ แสน ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ แล้วสลดพระทัย เมื่อพระโอรสอุสภขันธกุมารประสูติจึงปลงพระทัย ทรงพญาช้างต้นเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงใข้เวลาบำเพ็ญเพียร ๑๐ เดือน

ทรงรับข้าวมธุปายาสในนครแห่งหนึ่ง เมื่อเวลาเช้าของวันเพ็ญกลางเดือนวิสาขะ พอถึงเวลาเย็นทรงปูลาดนิสีทนสันถัต กว้าง ๕๓ ศอก สุนันทะอาชีวกเป็นผู้ถวายหญ้าคา ๘ กำ ประทับนั่งโคนต้นปิปผลิ (ต้นเลียบ)

พระอัครสาวกคือ พระสุมังคละ และพระติสสะ

พระพุทธอุปัฏฐากคือ พระสาคตะ

ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง

ครั้งแรก แสดงที่สุนันทาราม

ครั้งที่ ๓ ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนไม้ซีกใหญ่ ใกล้ประตูพระนครอมรวดีแล้วจึงเสด็จไป ทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎก ๗ ปกรณ์ ที่ภพเทวดาเพื่อโปรดพระพุทธมารดา

ทรงมีพระสาวก ๔ แสนรูป ล้วนแต่มีอภิญญา มีฤทธิ์มากแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา

มีสาวกสันนิบาติเกิดขึ้น ๓ ครั้ง พระตถาคตเจ้าเสด็จจาริกไปสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในธรรมตามสภาพของตน บ้างก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ บ้างตั้งใจมั่นในศีล ๑๐ ศีล ๕ อย่างน้อยที่สุดก็ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ พระพุทธศาสนาแผ่รุ่งโรจน์กว้างไกลนัก กล่าวกันว่า หากภิกษุเหล่าใดไม่บรรลุพระอรหันตตผล เมื่อละโลกไปจะถูกครหา

เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๑ แสนพรรษา ที่พระวิหารนันทาราม พระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุสูง ๗๖ โยชน์ อยู่ ณ พระวิหารนั้น ส่วนพระสถูปบรรจุบาตร จีวร บริขาร และเครื่องบริโภคของพระองค์สูง ๓ โยชน์ อยู่ ณ โคนต้นไม้โพธิพฤกษ์

 

สุเมธดาบส

ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้เอง พระโพธิสัตว์ของเราทรงถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ มีชื่อว่า สุเมธ เป็นผู้คงแก่เรียนเชี่ยวชาญในศาสตร์ทั้งหลายที่มีอยู่ในศาสนาพราหมณ์ เมื่อบิดามารดาละโลกไปแล้ว เบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด จึงสละทรัพย์ถวายพระราชาใช้บำรุงบ้านเมือง แล้วออกบวชเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมพานต์ ทำความเพียรอยู่ ๗ วัน บรรลุฌาน อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ มีความสุขในการเข้าฌาน

 

วันหนึ่งท่านสุเมธดาบสออกจากฌานสมาบัติ เหาะไปในอากาศ เห็นชาวเมืองช่วยกันแผ้วถางหนทาง และปรับพื้นที่ให้เป็นทางเดินกันอยู่มากมาย จึงลงจากอากาศไปสอบถาม ได้รับคำตอบว่าเตรียมหนทางให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงฆ์อรหันตสาวก ๔ แสนรูป เสด็จบิณฑบาตตามที่ชาวเมืองทูลอาราธนาไว้

เมื่อสุเมธดาบสได้ยินคำว่า พุทธะ ก็มีความปีติตื่นเต้นยินดีเป็นที่ยิ่ง จึงขอมีส่วนร่วมในการทำทางบ้าง ชาวเมืองแบ่งส่วนที่เป็นโคลนตมให้เพราะเห็นว่าเป็นผู้มีฤทธิ์เหาะได้ แต่สุเมธดาบสต้องการให้ได้บุญกุศลมาก จึงกระทำด้วยเรี่ยวแรงของตนเองไม่ยอมใช้ฤทธิ์ พยายามขนดินมาถมทางในขณะทำงานก็เปล่งคำว่า พุทโธ พุทโธ ด้วยความปีติตลอดเวลา

จนกระทั่งถึงเวลาพระบรมศาสดาเสด็จมา หนทางส่วนที่เป็นของสุเมธดาบสยังทำไม่เสร็จ เป็นที่โคลนตมเฉอะแฉะอยู่เท่าช่วงตัว สุเมธดาบสตัดสินใจใช้ร่างกายของตนเองนอนบนเลนทอดร่างต่างสะพาน มองดูพระพุทธลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ พร้อมด้วยอนุพยัญชนะ(ส่วนปลีกย่อย) ๘๐ พระบรมศาสดามีพระรูปโฉมงดงามยิ่งนั้น พระสรีระล้อมรอบด้วยพระรัศมีแปลบปลาบประดุจสายฟ้า

เหล่ามนุษย์และเทพยดาต่างพากันแซ่ซ้องสาธุการ ตามเสด็จพระองค์มามากมายเหลือคณานับ ดาบสเห็นแล้วพลันปรารถนาจะเป็นเช่นองค์พระบรมศาสดานั้น ไม่ต้องการเป็นพระอรหันต์ซึ่งสามารถเป็นได้ในชาตินั้นจึงอธิษฐานจิตขออำนาจบุญกุศลที่ตน ใช้ร่างกายต่างสะพานให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จผ่านพร้อมพระขีณาสพอีก ๔ แสนรูป บันดาลให้ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต

พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึง ประทับยืนอยู่ชิดศีรษะสุเมธดาบส ทรงทราบว่า ดาบสโพธิสัตว์กำลังกระทำอธิการอยู่ พร้อมทั้งเปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิ พระองค์ทรงตรวจไปในอนาคตตังสญาณว่า ดาบสผู้นี้จะสมปรารถนา จึงตรัสพยากรณ์ว่า

นับแต่นี้ต่อไปเป็นเวลา ๔ อสงไขแสนกัป สุเมธดาบสผู้นี้จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า

นับแต่เวียนว่ายตายเกิดสร้างบารมีมานับชาติไม่ถ้วน ชาตินี้เป็นชาติแรกที่พระโพธิสัตว์ของเรา ได้รับพุทธพยากรณ์ สุเมธดาบสดีใจเป็นล้นพ้น เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระพุทธเจ้าตรัสคำใดต้องเป็นไปตามนั้น เหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้ยินพระพุทธพยากรณ์นั้น ก็พากันดีใจถ้วนหน้า ว่าถ้าหากพวกตนยังไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินี้ ก็จะไม่ท้อถอย จะเร่งสร้างบารมีเรื่อยไปทุกภพทุกชาติ แล้วจะได้ไปบรรลุธรรมในชาติที่สุเมธดาบสบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ต้องเป็นให้ได้ (ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า)
โดย อุบาสิกาถวิล (บุญทรง) วัติรางกูล