จักรวาล คือ กรงขังสัตว์ ๔

วันที่ 15 กค. พ.ศ.2548

 
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้หาทางออกจากกรงขังสำเร็จ และพาผู้อื่นออกได้ด้วย

 

.....พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ทรงอุบัติบังเกิดขึ้นในโลก แต่เดิมก็เป็นมนุษย์ทั่วไปอย่างเราๆ ทำดีบ้างทำชั่วบ้างคละเคล้ากันไป แล้วก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ภพโน้นบ้างภพนี้บ้าง เวียนอยู่ทั้ง ๓๑ ภูมิ นับเวลายาวนานประมาณไม่ได้ว่ากี่ล้านชาติ ไม่ทราบชาติแรกและชาติสุดท้าย ถูกความทุกข์ในการเกิดๆ ตายๆ ครอบงำอยู่ตลอดมา จนกระทั่งมีอยู่ชาติหนึ่งเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย มองเห็นทุกข์ของชีวิต ใคร่อยากหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์ และถ้าพบทางหลุดพ้น เมื่อใดตนเองปฏิบัติสำเร็จแล้วจะต้องช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้รอดพ้นด้วย ตั้งแต่นั้นมา ก็ลองผิดลองถูก ค้นหาหนทางพ้นทุกข์ ชาติแล้วชาติเล่าที่เกิดขึ้น

 

เวลาใดที่ตั้งใจดังกล่าวแล้วนี้ เรียกว่าผู้นั้นเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว เพียงแต่ยังมีสภาพไม่แน่นอน บางชาติอาจหลงลืม พลาดพลั้งไปทำบาปกรรมขึ้นมาใหม่ ต้องกลับไปรับผลกรรมในอบายภูมิ เสียเวลาค้นคว้าหาทางพ้นทุกข์ บางครั้งเป็นเวลาหลายๆ หมื่นปี เมื่อมีสติปัญญานึกได้เริ่มกระทำใหม่ กลับไปกลับมาลองผิดลองถูกอยู่เป็นเวลายาวนานคำนวณนับกันไม่ได้ จึงเรียกกันว่าเป็นกัป จนกระทั่งสะสมความตั้งใจและบำเพ็ญคุณงามความดีได้เต็มที่ พอได้มีโอกาสเกิดมาพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเข้า

 

( พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้หาทางออกจากกรงขังสำเร็จ ฯ )

 

ในชาตินี้เอง ได้มีโอกาสสร้างบุญกุศลใหญ่ในสำนักพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระองค์ทรงพยากรณ์ให้ว่า จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล นับจากนั้นจะกลายเป็นพระโพธิสัตว์ชนิดถาวร เรียกว่า “ นิยตโพธิสัตว์” ใจแน่วแน่มั่นคงไม่กลับไปกลับมาอีก เที่ยงแท้แน่นอนที่จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์ดังนี้แล้ว พระโพธิสัตว์นั้น จะไม่บังเกิดในภพภูมิที่อาภัพอีกเลย ไม่เกิดเป็นชีวิตที่มีอุปสรรค หรือเสียเวลาสร้างบารมี คือจะไม่เป็น

 

๑. คนป่า เพราะไม่มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ไม่พบกัลยาณมิตรให้คำแนะนำชี้ทางตักเตือน

 

๒. เทวบุตรมาร ซึ่งเป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิ เช่นเชื่อว่า ชีวิตเวียนว่ายตายเกิดเป็นของดี ไม่เห็นความจริง

 

๓. อสัญญีสัตตาพรหม พรหมที่มีแต่รูปร่าง ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ทำให้ปัญญาไม่เจริญงอกงาม

 

๖. อรูปพรหม เป็นพรหมที่ทำฌานจิตด้วยเอาสิ่งที่ไม่มีรูปมากำหนดเป็นอารมณ์ มีอายุยืนมาก เสียเวลา ไม่มีประสาทหูประสาทตาฟังธรรม

 

๗. ผู้หญิง เป็นเพศที่มีจิตใจไม่ใคร่เข้มแข็ง สร้างบารมีได้ไม่มาก ร่างกายเป็นอุปสรรค

 

๘. คนบอด หนวก ใบ้ ความพิการทำให้แสวงหาความรู้ได้ยาก ไม่มีอวัยวะใช้งาน

 

๙. ลูกทาส ไม่มีอิสระแก่ชีวิต ไม่เป็นไทแก่ตน ทำสิ่งใดได้ยาก เพราะอยู่ในความควบคุมของผู้อื่น

 

๑๐. คนโรคเรื้อนกุฏฐัง มีทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บ ใจไม่ผ่องใส ไม่มีกำลังใจสร้างบารมีเต็มที่

 

๑๑. เป็นกะเทย ใจไม่เข็มแข็ง อ่อนแอโลเล ขาดฉันทะความพอใจ ศรัทธาเกิดได้ยาก

 

๑๒. เป็นคนทำปัญจานันตริยกรรม กรรมหนัก ๕ อย่าง คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต ทำสงฆ์ให้แตกแยก ตายแล้วต้องไปเกิดในอเวจีมหานรก ช้านานมาก

 

๑๓. สัตว์ในโลกันตริยนรก นรกขุมนี้ไม่มีกำหนดอายุ ทุกข์ทรมานมาก อยู่ขอบเขาจักรวาล มืดสนิท เสียเวลาสร้างบารมี

 

๑๔. สัตว์ในอเวจีมหานรก เพราะมีอายุถึง ๑ อันตรกัป เสียเวลาสร้างบารมี

 

๑๕. เปรต ๓ ประเภท ที่มีความทุกข์มาก อายุยืนมาก ถ้าจะเกิดก็เกิดเป็นเปรตที่มีชีวิตด้วยการขอส่วนบุญของญาติเพียงประการเดียว ( ปรทัตตุปชีวิกเปรต)

 

๑๖. สัตว์ที่เล็กกว่านกกระจาบ และโตกว่าช้าง สัตว์เล็กเกินไป มันสมองน้อยปัญญาพลอยน้อยไปด้วย สัตว์ที่ตัวโตมาก เวลาส่วนใหญ่หมดไปด้วยการหาอาหารกิน ก็หาได้ไม่พออิ่มในแต่ละวัน ไม่มีเวลาสร้างปัญญาหรือพัฒนาสมองแต่ประการใด

 

๑๗. พรอริยบุคคล ในระหว่างเวลา ๔ อสงไขยแสนมหากัป อันเป็นเวลาที่น้อยที่สุดในการสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเป็นพระอริยบุคคลแล้ว แม้แต่ขั้นต่ำสุด พระโสดาบันบุคคล ก็จะใช้เวลาเกิดอีกอย่างมากไม่เกิน ๗ ชาติ จะต้องบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงหมดโอกาสตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

 

การเวียนว่ายตายเกิดของพระโพธิสัตว์เพื่อสร้างบารมีนั้น แต่ละคนใช้เวลามากน้อยไม่เท่ากัน แล้วแต่ประเภทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

บางพระองค์ตรัสรู้ด้วยทรงมีพระวิริยะอันยิ่งยวด เรียกว่า วิริยาธิกสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้เวลานานมากที่สุดถึง ๑๖ อสงไขยแสนมหากัป

 

บางพระองค์ตรัสรู้ด้วยทรงมีพระศรัทธายิ่งยวด เรียกว่า ศรัทธาธิกสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้เวลานานรองลงมาครึ่งหนึ่งคือ ๘ อสงไขยแสนมหากัป


บางพระองค์ตรัสรู้ด้วยทรงมีพระปัญญาเป็นเลิศ เรียกว่า ปัญญาธิกสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้เวลาน้อยที่สุด เพียง ๘ อสงไขยแสนมหากัปเท่านั้น พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าในกัปที่เรามีชีวิตอยู่นี้ ทรงเป็นแบบพระปัญญาธิกสัมมาสัมพุทธเจ้า