เมา..อย่าขับ!

วันที่ 15 เมย. พ.ศ.2548

.....ในช่วงสงกรานต์นี้ เรื่องยอดฮิตที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าการละเล่นแบบไทยๆ คือ เรื่องอุบัติเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการดื่มสุรา ทุกคนต่างก็รู้อยู่แล้วว่า การเมาแล้วขับรถ เป็นการท้าทายกับอุบัติเหตุ เพราะไม่อาจควบคุมสติสัมปชัญญะและการเคลื่อนไหวในร่างกายได้ และบัดนี้ยังศึกษาพบด้วยว่า ร่างกายของคนเมายังเปราะบางกับการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตยิ่งกว่าปกติธรรมดาอย่างน่าหวาดเสียวนัก

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกนในสหรัฐฯ เล่าผลการค้นพบในการศึกษาวิจัยว่า คนสองคนแม้จะประสบอุบัติเหตุอย่างเดียวกัน แต่ต่างจะบาดเจ็บหนักเบารุนแรงผิดกัน ยิ่งหากคนหนึ่งดื่มเหล้ามา จะยิ่งเคราะห์ร้ายหนัก เพราะเหล้ายิ่งทำให้ร่างกายคนเราเปราะบางกับการกระทบกระแทก

ในการศึกษากับอุบัติเหตุรถชนกัน 1,362 ราย โดยคำนึงถึงแรงปะทะของอุบัติเหตุของแต่ละครั้งด้วย เมื่อตรวจดูตามอัตราของความรุนแรงของการบาดเจ็บ จะเห็นว่า ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ดื่มเหล้ามา จะได้รับบาดเจ็บรุนแรงกว่าเพื่อนที่ไม่ดื่มถึง 30%

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการบาดเจ็บของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ดร.โรนัลด์ มาอิโอ กล่าวว่า คอเหล้าที่ดื่มมามากและดื่มมานานควรจะระวังเนื้อระวังตัวเอาไว้ให้มาก เพราะเชื่อได้ว่ามีลางบอกได้ว่า หากเกิดอุบัติเหตุ จะยิ่งเจ็บเนื้อตัวหนัก " ร่างกายอาจจะบอบบางหลายอย่าง ตั้งแต่ระบบการแข็งตัวของเลือดเมื่อเกิดบาดแผลขึ้น ความดันโลหิตตกหรือเกิดช็อกลงได้อย่างรวดเร็ว แรงกระแทกที่หน้าอกอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอันอาจเป็นอันตราย และสมองกับไขสันหลังจะได้รับความเสียหายหนักขึ้น" เขากล่าวบอกสรุปว่า " สุราถือได้ว่าเป็นสาเหตุใหญ่ ที่ทำให้ผู้คนเป็นร้อยเป็นพัน เอาชีวิตมาทิ้งกันบนถนน".

ขึ้น ชื่อว่า “ สุรา” หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่าชนิดไหนก็ตาม ทุกคนย่อมรู้แก่ใจว่าเป็นสิ่งไม่ดี เป็นน้ำเมาที่นำพาเราไปสู่ความฉิบหายได้ในชั่วพริบตา เพราะอย่างที่คำสอนว่าไว้ ถ้าแอลกอฮอล์เป็นของดีจริง พระพุทธเจ้าคงไม่จับสุราอยู่ในศีลข้อ 5 เป็นแน่

บางคนอาจจะบอกว่าสุราเป็นน้ำประสานสัมพันธ์ ทุกครั้งที่ยกแก้วขึ้นดื่ม “ เหล้า” ได้ช่วยเพิ่มรสชาติในการพูดคุยกับเพื่อนฝูงหรือญาติสนิท มิตรสหาย แต่ที่จริงแล้วในมุมกลับกันโทษของมันกลับมากกว่าเป็นประโยชน์ อย่างชนิดเทียบกันไม่ได้ และอีกอย่าง ถ้าเพื่อนจะไม่คบคุณเพราะคุณไม่กินเหล้า เขาคงไม่ใช่เพื่อนแท้เป็นแน่ เพราะหมดฤทธิ์เหล้าก็หมดความเป็นเพื่อน ไม่คบไว้นั่นแหละดี

หลายต่อหลายครั้งที่การดื่มทำให้คนขาดสติ ก่อเรื่องทะเลาะวิวาท อันรวมไปถึงขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งสำหรับคนเมาแล้วขับมีบ่อยครั้งที่ประสบอุบัติเหตุ อย่างเบาอาจจะบาดเจ็บ หนักหน่อยก็พิการ แต่ถ้าโชคร้ายก็ตายไปเลย ไม่มีโอกาสแก้ตัวรอบสอง พระไตรปิฎกยังมีบันทึกไว้ คนกินเหล้าตายแล้วยังต้องไปรับโทษในอบายภูมิอีก ลงมหานรกขุม ๕ แถมเมื่อพ้นโทษจากนรกมาเกิดเป็นมนุษย์ยังต้องเป็นคนไม่สมประกอบ ไม่มีสติสตัง เป็นคนบ้าใบ้ ปัญญาอ่อน จึงนับว่า สุรา มหาโทษจริงๆ

แต่ที่ถือว่าเคราะห์หามยามซวยจริง ๆ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนเดินดินตามถนนบางคนโดนรถชนบาดเจ็บหนักหรือแม้กระทั่งสังเวยชีวิตตกเป็นเหยื่อพวกนักซิ่งขี้เมา ทั้งที่เขาเหล่านั้นไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย ที่เมืองไทยรู้กันว่าโทษไม่สาหัส ค่อนข้างเบา เสียเงินแค่ไม่กี่หมื่นและเสียเวลาขึ้นศาลเล็กน้อย บรรดานักซิ่งน้ำเมา ก็ได้ออกมาปร๋อกระทืบคันเร่งบนถนนได้สบายใจเฉิบ

แต่ต่างกันที่ประเทศอื่นในยุโรปไม่ว่าจะอังกฤษ หรือที่อเมริกา ไม่ว่าคุณดังขนาดไหน มีชื่อเสียงขนาดไหน แต่ถ้าคุณเมาแล้วขับ แล้วโดนตำรวจจับได้ คุณแทบต้องย้ายนิวาสถานไปยังซังเตหรือที่เรียกว่าคุกสถานเดียว สำหรับนักกีฬาชื่อดังว่าไปแล้วมีอยู่หลายรายไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อความเมา และสุดท้ายก็ได้ระเห็จเข้าไปนอนในคุก ต่างกับเมืองไทยลิบลับ

จากสถิติผู้เสียชีวิตในแต่ละปีที่ผ่านมาทำให้เราทุกคนนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งอาจจะเป็นเราหรือคนที่เรารัก ใครจะไปรู้ เพราะเมื่อถึงเทศกาลทีไร เดินไปไหนมีแต่คนเมาเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างนี้ เผยสงกรานต์  ที่แล้วบาดเจ็บชั่วโมงละ 222 คน ตายชั่วโมงละเกือบ 4 คน แล้วพบ 2 จังหวัด คือ กทม.และอุดรธานีครองแชมป์ ส่วนใหญ่เกิดบนถนนสายรอง เหตุหลัก  " เมา"และ"ไม่สวมหมวกกันน็อค" เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาจริงเอาจังในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะคมนาคมให้ดูแลสภาพการจราจรให้เรียบร้อย จากสถิติเปิดเผยผลการวิเคราะห์  การบาดเจ็บในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีที่ผ่านมาพบว่า ในช่วงฉลองเทศกาล 6 วันมีผู้บาดเจ็บเกิดขึ้น 32,014 ราย เฉลี่ยชั่วโมงละ 222 คน ตาย 530 ราย เฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 4 คน อีกทั้ง กองระบาดวิทยาได้วิเคราะห์ข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากโรงพยาบาลศูนย์  13 แห่งทั่วประเทศ พบว่าผู้บาดเจ็บที่เมาสุรามีสัดส่วนระหว่างร้อยละ 33-81 จังหวัดที่พบผู้บาดเจ็บเมาสุราแล้วขับรถมากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร พบร้อยละ 81 รองลงมาคือ อุดรธานี ร้อยละ 67 และขอนแก่นร้อยละ 63 ส่วนผู้บาดเจ็บที่ไม่สวมหมวกกันน็อคมีจำนวนระหว่างร้อยละ 81-98 จังหวัดที่ไม่สวมเลยได้แก่กรุงเทพมหานคร และอุดรธานี รองลงมาจังหวัดลำปางและจังหวัดจันทบุรี ไม่สวมร้อยละ 98 อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดบนถนนสายรอง และเกิดกับรถจักรยานยนต์ม  ากที่สุด โดยมีเหตุหลัก  จากการเมาสุราแล้วขับรถ และการไม่สวมหมวกกันน็อคขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ รวมทั้งพฤติกรรมการขับขี่ฝ่าฝืนกฎจราจร รวมทั้งปัจจัยอื่น อาทิ พื้นผิวการจราจร ระบบสัญญาณไฟ ไฟส่องสว่าง ตลอดจนป้ายสัญญาณจราจรที่ไม่อยู่ในสภาพปลอดภัยต่อการจราจร จะเห็นได้ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาจริงเอาจังในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น โดยเมื่อต้นเดือนมีนาคมได้ลงนามในหนังสือขอความร่วมมือจากผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้บังคับใช้กฎหมายจราจรทั้งเรื่องการขับขี่ขณะมึนเมาสุรา การคาดเข็มขัดนิรภัยและการสวมหมวกกันน็อคอย่างจริงจัง

แต่เรื่องที่สำคัญที่สุด ให้ใครมาบอกมาเตือนคงไร้ความหมาย ถ้าตัวเราไม่เตือนตัวเอง พึงระลึกเสมอถึงโทษภัยของสุรา ตั้งใจว่า ถ้าเมาแล้วจะไม่ขับ แต่คุณเชื่อไหม จะมีคนเมาสักกี่คน ที่มีสติหลงเหลือภายหลังจากดื่มเหล้าแล้ว ให้คิดได้ว่า เมา...อย่าขับ! เพราะความจริง คือ ทันทีที่เมาก็เสียสติไปเยอะแล้ว

คนที่บอกว่า กินเหล้าอย่างมีสติ อย่าไปเชื่อ ! เพราะทันทีสติก็ขาดผึง! เหล้ามีไว้ทำลายสติ

ดังนั้น การตั้งสติก่อนสตาร์ท ก็คือการมีสติว่าจะไม่ดื่มสุรา ไม่ใช่รอไปคิดตอนดื่มแล้ว เปล่าประโยชน์นึกถึงโทษและความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ตัวเราคนเดียว เห็นแก่คนที่อยู่ข้างหลังบ้าง อย่าเห็นแก่ความสนุกสนานเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แลกกับความสูญเสียทั้งชีวิต.. เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มกันเลย