ฝันร้าย…ของคนไทยทั้งชาติ ๑

วันที่ 07 กย. พ.ศ.2548

 

      แม่ของลูกชายคนหนึ่ง..ต้องสูญเสียลูกชายคนเดียวผู้เป็นที่รักดังแก้วตาดวงใจไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยวัยเพียง ๑๘ ปี ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์หลังจากดื่มเหล้าจนมึนเมาและขับรถกลับบ้าน ในวันรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย…ฝันร้ายนี้ได้ตามหลอกหลอนเธอมาโดยตลอด..ในวันนี้…เธอตระหนักดีที่สุดว่า…โทษภัยของน้ำเมาคืออะไร..เพราะความมึนเมาที่เกิดจากสุรามิใช่หรือลูกรักจึงจากไป ..และเธอต้องตื่นขึ้นมาร้องให้คร่ำครวญอยู่ทุกค่ำคืน

 

       เรื่องราวของการสูญเสียข้างต้นไม่ใช่เป็นรายแรก และแน่นอนย่อมไม่ใช่รายสุดท้าย เพราะตราบใดที่ค่านิยมในการดื่มสุรายังคงถูกบิดเบือนให้ต่างไปจากความเป็นจริง มีคนมากมายที่เชื่อว่าธุรกิจการค้าขายเครื่องดื่มมึนเมา เป็นเรื่องสุจริต และการดื่มเป็นเรื่องธรรมดา รวมทั้งมีการสร้างค่านิยมแบบใหม่ที่ว่า เครื่องดื่มมึนเมาไม่ใช่สิ่งเลวร้าย จะดีใจ เสียใจ อกหัก รักคุด หรือเลี้ยงฉลองความสำเร็จก็ต้องดื่มสุรา คนทันสมัยต้องหัดจิบ หัดดื่มเครื่องดื่มมึนเมาเพื่อการเข้าสังคม

 

     เมื่อมีข่าวออกมาว่า มีบริษัทน้ำเมาแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งมีกำไรในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มีความประสงค์ที่จะขยายฐานการผลิต โดยการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จดทะเบียนเป็นมหาชน เพื่อจะระดมทุน เพราะเกรงว่าจะแพ้น้ำเมาจากต่างประเทศที่จะเข้ามาขยายตลาดในเมืองไทย

 

     หากมองในเชิงธุรกิจ จะเห็นภาพหรูของหลักการทางเศรษฐกิจ เพราะธุรกิจมึนเมาของไทยจะเติบโตแบบก้าวกระโดด และข้ามคู่แข่งขันไปยืนอยู่ในอันดับต้นๆของโลก ด้วยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเงินทุนกว่าเจ็ดหมื่น ล้านบาทที่ระดมจากผู้ถือหุ้น ซึ่งสามารถทำให้ธุรกิจน้ำเมาของไทย ไปปรากฏโฉมอยู่บนสื่อสาธารณะทั่วโลก แม้ทีมฟุตบอลดังๆ ก็ยังต้องสวมเสื้อที่มีสัญลักษณ์ของน้ำเมาไทยแลนด์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่..แต่ลืมไปว่า ไทยมีสถิติของคนเมามากจนติดอันดับ ๕ ของโลก

กระแสข่าวของการของการนำธุรกิจน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้มีสติสัมปชัญญะในทุกๆวงการ พ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างรู้สึกเป็นห่วงบุตรหลานของตน เพราะ

 

1. ถึงแม้ว่าจะเพียรสั่งสอนถึงพิษภัยของน้ำเมาเพียงไร แต่พ่อแม่ ก็จะดูแลกวดขันได้เฉพาะเมื่อลูกอยู่ที่บ้านเท่านั้น หากทันทีที่ลูกพ้นสายตา มีแนวโน้มสูงที่ลูกจะตกเป็นเหยื่อของกระแสค่านิยมที่เชื่อว่า การดื่มน้ำเมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา และเด็กก็สามารถหาซื้อเหล้าเบียร์ได้ง่ายเหมือนซื้อน้ำอัดลม ทั้งๆที่มีป้ายตัวโตโชว์ให้เห็นอยู่ตำตาที่ร้านว่า การขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ปี ผิดกฎหมาย

 

2. การที่จะสร้างเยาวชนของชาติให้เป็นคนดี เป็นประชาชนที่มีคุณภาพ คุณครูท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า เราต้องสอนให้เขามีวินิจฉัยที่ถูกต้องว่า สิ่งใดขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม แต่ถ้าธุรกิจมึนเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ คงยากที่จะบอกกับเยาวชนว่า น้ำเมาเป็นสิ่งไม่ดี เพราะใครๆก็รู้ว่า การที่ธุรกิจใดเข้าตลาดหลักทรัพย์ นั่นหมายถึงการยอมรับในสังคม

 

3. มีความเห็นจากนักโฆษณาท่านหนึ่งว่า ยิ่งมีเงินทุนมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะโหมกระพือโฆษณาในรูปแบบต่างๆ ก็มีมากเท่านั้น อิทธิพลของงานโฆษณา มีผลต่อความรับรู้ของคนทุกเพศทุกวัย ไม่เพียงแต่วัยรุ่นเท่านั้นที่จะตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาที่แนบเนียน แม้ผู้ใหญ่เองก็ถูกชักจูงให้คล้อยตามมามากแล้ว

 

4. ในอนาคต หากธุรกิจน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ การสร้างภาพลักษณ์ต่างๆ จะทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่เจียดผลกำไรเล็กน้อยจากรายได้มหาศาลมาทำโฆษณาส่งเสริมการขาย ใช้นายแบบนางแบบยอดนิยม ใช้เพลงเพราะๆประชาสัมพันธ์ว่า สินค้าของตนช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือประเทศชาติ เหล้าคือเพื่อนแท้ของทุกคน ..สร้างภาพกันอย่างหนักหน่วงเช่นนี้แล้วจะเหลือช่องว่างอะไรไว้ชี้ให้เด็กเห็นว่า..น้ำเมาเป็นสิ่งไม่ดี

 

5. แม้แต่เยาวชนของชาติก็รู้สึกเป็นห่วงอนาคตของตนเอง ดังที่มีนิสิตหญิงคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนเยาวชนว่า เธอไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะนำบริษัทน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะต่อไปจะสามารถหาซื้อเหล้าเบียร์ได้ง่ายขึ้น เธอมองว่าเยาวชนจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ถูกมอมเมาได้ง่าย เยาวชนเป็นอนาคตของชาติ ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ถ้าเยาวชนถูกมอมเมาด้วยอบายมุข เธอจึงฝากวิงวอนมายังผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจทุกท่าน ให้โปรดนึกถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่า เขาเหล่านั้นจะมีสภาพเป็นอย่างไร ถ้าบ้านเมืองของเราเต็มไปด้วยอบายมุข

 

6. อาจจะมีคนให้ความเห็นแย้งว่า บ้านเมืองมีกฎหมาย สังคมในอนาคตจะเต็มไปด้วยอาชญากรรมและความเลวร้ายได้อย่างไรหากน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันแม้เครื่องดื่มมึนเมายังมีกำลังการผลิตไม่มากเราก็ก็มีคดี ล้นศาล คนล้นคุกจนไม่มีที่จะคุมขังอยู่แล้ว

 

      นักกฎหมายท่านหนึ่ง ได้ให้คำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า การใช้กฎหมายแก้ปัญหาสังคมช่วยได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น การค้าน้ำเมาถือว่าเป็นอบายมุขอย่างหนึ่ง ถ้าเราส่งเสริมว่ามันถูกต้องโดยการใช้กฎหมายรองรับ หรือยอมรับว่าการค้าน้ำเมาเป็นธุรกิจที่น่ายกย่อง ก็น่าหนักใจ เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามแก้ปัญหาสังคมโดยใช้กฎหมาย แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่เพียงปลายเหตุ เพราะแหล่งอบายมุขยังอยู่และนับวันก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ