โทษแห่งการมุสาวาท

วันที่ 14 กพ. พ.ศ.2546

.....ก่อนจะกล่าวถ้อยคำใด ๆ ออกไป เรามั่นใจหรือไม่ว่ามันเป็นความจริง เพราะการโกหกหลอกลวงนั้น คือการทำลายคุณค่าของตนเอง ดังที่ปุโรหิตผู้หนึ่งได้ทำลายคุณค่าของตนจนหมดสิ้น ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ

.....กักการุชาดก*

.....ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสี พระองค์ได้จัดให้มีมหรสพครั้งใหญ่ขึ้น โดยมีเหล่ามนุษย์ นาค ครุฑ ภุมมัฏฐกเทพยดา พากันมาชมมหรสพเป็นจำนวนมาก ในครั้งนั้น มีเทพบุตร ๔ องค์ ลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อมาชมมหรสพ เทพบุตรทั้ง ๔ องค์นั้น ล้วนมีพวงมาลัยดอกไม้ทิพย์ ประดับรอบศีรษะ

.....กลิ่นดอกไม้ทิพย์นั้นได้หอมฟุ้ง ตลบอบอวลไปทั่วพระนคร พวกมนุษย์จึงเที่ยวสืบหากันว่า ผู้ใดที่ประดับดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมเช่นนี้ เทพบุตรเหล่านั้นจึงเหาะมาแสดงตนให้ปรากฏอยู่ในอากาศ ตรงหน้าพระราชวัง มหาชนที่มาประชุมอยู่ ณ ที่นั้น ได้ถามและทราบว่าดอกไม้ทิพย์คือ ดอกฟักทิพย์ จึงได้กล่าวขอต่อเทพบุตร เพื่อจะขอทัดทรงบ้าง

.....เหล่าเทพบุตรจึงตอบว่า "ดอกไม้ทิพย์เหล่านี้มีอานุภาพมาก สมควรแก่หมู่เทพยดาพวกเดียวเท่านั้น ไม่สมควรแก่ผู้ไม่มีศีล ไม่มีปัญญา มีอัธยาศัยน้อมไปในทางชั่วช้าลามก ซึ่งมีอยู่ในมนุษยโลก"

.....เมื่อตอบดังนี้แล้ว เทพบุตรองค์ที่ ๑ จึงกล่าวว่า "ผู้ใดไม่ลักสิ่งของของผู้อื่น ไม่พูดเท็จ ได้รับยศแล้วไม่มัวเมา ผู้นั้นแลสมควรประดับดอกฟักทิพย์"

.....เทพบุตรองค์ที่ ๒ จึงกล่าวว่า "ผู้ใดแสวงหาทรัพย์ ได้มาโดยชอบธรรม ไม่หลอกลวงเอาทรัพย์ของผู้อื่น เมื่อได้ทรัพย์แล้วไม่ประมาทมัวเมา ผู้นั้นแลสมควรประดับดอกฟักทิพย์"

.....เทพบุตรองค์ที่ ๓ ได้กล่าวว่า "ผู้ใดมีจิตไม่จืดจางเร็ว และมีศรัทธาไม่คลายง่าย ๆ ไม่บริโภคของอร่อยแต่ผู้เดียว ผู้นั้นแลสมควรประดับดอกฟักทิพย์"

.....เทพบุตรองค์ที่ ๔ จึงกล่าวว่า "ผู้ใดไม่ด่าว่าสัตบุรุษทั้งในที่ต่อหน้าและลับหลัง พูดอย่างใดทำอย่างนั้น ผู้นั้นแลสมควรประดับดอกฟักทิพย์"

.....ครั้งนั้นปุโรหิตของพระเจ้าพาราณสี ได้ฟังคำของเทพบุตรทั้ง ๔ องค์แล้ว จึงคิดว่าตนไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ แต่จะโกหกเพื่อรับเอาดอกฟักทิพย์มาประดับศีรษะ เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าตนเป็นผู้มีคุณสมบัติเหล่านี้ จึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเป็นผู้มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบทุกอย่าง" แล้วรับเอาดอกฟักทิพย์จากเทพบุตรมาประดับศีรษะตน

.....เมื่อเทพบุตรทั้ง ๔ ให้พวงมาลัยดอกฟักทิพย์แก่ปุโรหิตแล้ว ก็พากันกลับสู่สวรรค์ ในขณะนั้นเอง ปุโรหิตเกิดอาการเจ็บปวดศีรษะแปลบ เหมือนกับถูกทิ่มแทงด้วยปลายมีดที่แหลมคม ทั้งปวดตึงราวกับศีรษะถูกรัดไว้ด้วยเชือกเหล็ก ต้องล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาอยู่ ณ ที่นั้น มหาชนทั้งหลายต่างพากันซักถาม ปุโรหิตจึงสารภาพว่า ตนได้พูดเท็จเพื่อขอดอกฟักทิพย์มาจากเทวดา

.....ปุโรหิตได้ร้องไห้อย่างทุกข์ทรมานอยู่นานถึง ๗ วัน พระราชาทรงปรึกษากับหมู่อำมาตย์ เพื่อช่วยรักษาชีวิตของปุโรหิตผู้ไม่มีศีล และโปรดให้จัดมหรสพขึ้นอีก เทพบุตรทั้ง ๔ ก็มาปรากฏกายแก่มหาชนอีกครั้ง ปุโรหิตจึงกล่าวอ้อนวอนเทพบุตรเหล่านั้นว่า "ขอเทพบุตรทั้งหลาย จงช่วยชีวิตข้าพเจ้าด้วยเถิด"

.....เทพบุตรทั้ง ๔ พากันติเตียนปุโรหิตนั้น ในท่ามกลางมหาชนว่า "ดอกฟักทิพย์เหล่านี้ ย่อมไม่สมควรแก่ผู้ไม่มีศีล ไม่มีกัลยาณธรรมเช่นท่าน ท่านได้หลอกลวงพวกเรา จึงได้รับผลแห่งมุสาวาทนั้น"

.....ครั้นกล่าวติเตียนแล้ว จึงปลดพวงมาลัยนั้นออกจากศีรษะปุโรหิต จากนั้นก็ให้โอวาทแก่มหาชน ให้ตั้งอยู่ในศีล แล้วพากันกลับไปสู่สวรรค์

.....พวงมาลัยดอกไม้อันงดงาม ที่กลับกลายเป็นความแหลมคมเข้าทิ่มแทง จะสร้างความเจ็บปวดได้ก็เพียงกาย แต่ความเจ็บปวดรวดร้าวใจของปุโรหิตผู้นั้น

.....ไหนเลยจะบรรเทาลงได้ จากบุคคลผู้เคยเป็นที่เคารพนับถือ กลับต้องมีชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างน่าอับอาย แต่...ปุโรหิตผู้น่าสงสาร จะรู้หรือไม่ว่า ความทุกข์เหล่านั้น ยังมิใช่โทษทัณฑ์ที่แท้จริง

.....เพราะการที่ใครสักคนจะกล่าวคำเท็จได้นั้น เขาจะต้องบิดเบือนความจริงในใจ ต้องทำลายสัจธรรมที่มีอยู่ในใจ คำเท็จของเขา จึงทำลายใจเขาก่อนใคร และทำลายใจเขามากกว่าใคร ยิ่งกล่าวซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ใจของเขาจะยิ่งทรุดโทรมเสื่อมสมรรถภาพลงไป นี่คือผลอันร้ายกาจ ของการโกหกหลอกลวง

 

.....อ้างอิง : พระสูตรและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏฯ เล่มที่ ๕๘ หน้า ๕๕๕

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร