อุจฉังคชาดก ชาดกว่าด้วยหญิงผู้มีใจรักพี่รักน้อง

วันที่ 28 มค. พ.ศ.2549

นิทานชาดก

อุจฉังคชาดก ชาดกว่าด้วยหญิงผู้มีใจรักพี่รักน้อง
 

นิทานชาดก   อุจฉังคชาดก ชาดกว่าด้วยหญิงผู้มีใจรักพี่รักน้อง

นิทานชาดก

อุจฉังคชาดก
ชาดกว่าด้วยหญิงผู้มีใจรักพี่รักน้อง

 

สถานที่ตรัสชาดก

เชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี

สาเหตุที่ตรัสชาดก…

      สมัยพุทธกาล ณ แคว้นโกศล มีโจรกลุ่มหนึ่งปล้นสะดมชาวบ้านแล้วหนีไป ชาวบ้านจึงพากันหาโจรจนมาถึงหมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง พบชายฉกรรจ์ ๓ คนกำลังไถนาอยู่กลางทุ่ง ชาวบ้านเห็นจึงคิดว่าเป็นโจรแกล้งปลอมเป็นชาวนา จึงจับกุมทุบตีแล้วคุมตัวมาถวายพระเจ้าโกศล

     ต่อมา ได้มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินร้องให้อยู่รอบๆ พระราชวัง รำพันขอพระราชทานเครื่องนุ่งห่ม ความทราบถึงพระเจ้าโกศล พระองค์มีรับสั่งให้นำผ้าสาฎกไปมอบให้แก่นาง แต่นางกลับยิ่งร้องไห้หนักขึ้นและกล่าว “ขอพระราชทานเครื่องนุ่งห่ม คือสามี”

     ราชบุรุษจึงนำนางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าโกศลให้ทรงซักถาม นางจึงว่า “สามีชื่อว่าเครื่องนุ่งห่มของหญิง เมื่อไม่มีสามี แม้หญิงจะนุ่งห่มผ้าราคาตั้ง ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ ก็ย่อมชื่อว่าหญิงเปลือยอยู่นั่นเอง แม่น้ำไม่มีน้ำ ชื่อว่าเปลือย แว่นแคว้นไม่มีราชา ชื่อว่าเปลือย หญิงปราศจากสามี ถึงจะมีพี่น้องตั้ง ๑๐ คน ก็ชื่อว่าเปลือย”

     พระเจ้าโกศลเกิดเลื่อมใสจึงตรัสคืนชายหนึ่งคนให้ นางจึงขอพี่ชายและให้เหตุผลว่า ถ้ายังมีชีวิตย่อมหาสามีใหม่และมีบุตรใหม่ได้ แต่บิดามารดาได้สิ้นชีวิตไปแล้ว ไม่อาจจะมีพี่ชายได้อีก พระเจ้าโกศลเห็นความฉลาดของนางจึงโปรดไว้ชีวิตชายทั้งสาม

     เรื่องดังกล่าวเลื่องลือแม้กระทั่งในหมู่ภิกษุ ความทราบถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงระลึกชาติหนหลังด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วตรัสเรื่องในอดีตดังนี้

 

เนื้อหาชาดก

     เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติกรุงพาราณสี มีชาย ๓ คน ไถนาอยู่ที่หมู่บ้านชายแดน ขณะนั้นมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งถืออาวุธครบมือ วิ่งเข้ามาจับชายทั้งสามโดยกล่าวหาว่าทั้งสามเป็นโจรปล้นทรัพย์แล้วแกล้งทำเป็นชาวนาเพื่อตบตาคนอื่น ชายทั้งสามชี้แจงแต่ชาวบ้านไม่ฟัง ยังทุบตีแล้วลากตัวไปถวายพระเจ้าพรหมทัต

     ต่อมา หญิงคนหนึ่งได้เดินร้องให้อยู่รอบๆ พระราชวัง รำพันขอพระราชทานผ้าห่ม เมื่อพระเจ้าพรหมทัตให้ราชบุรุษนำผ้าห่มมามอบให้ หญิงนั้นกลับบอกว่า ต้องการสามี และกล่าวว่า “แม่น้ำไม่มีน้ำ ชื่อว่าเปลือย แว่นแคว้นไม่มีราชา ชื่อว่าเปลือย หญิงปราศจากสามีถึงจะมีพี่น้องตั้ง ๑๐ คน ก็ชื่อว่าเปลือย ด้วยเหตุนี้หม่อมฉันจึงขอพระราชทานสามีเพคะ”

     พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสว่า คนทั้งสามมีความผิดร้ายแรง เที่ยวปล้นสะดมแล้วยังแกล้งปลอมตัวเป็นชาวบ้าน แม้ถูกจับได้ยังปากแข็งไม่รับสารภาพ แต่จะไว้ชีวิตให้สักคน เพราะคนทั้งสามมีโทษถึงตายเท่ากันหมด

     เมื่อนางเอ่ยขอเลือกพี่ชาย พระเจ้าพรหมทัตจึงแปลกพระทัย เพราะทรงคาดว่านางต้องเลือกสามีหรือลูก จึงตรัสถามเหตุผล นางทูลว่า นางย่อมให้กำเนิดบุตรเองได้ ส่วนสามีถ้ายังมีชีวิตอยู่ย่อมหาได้ไม่ยากนัก แต่ไม่มีโอกาสมีพี่น้องร่วมท้องพ่อแม่เดียวกันอีกแล้ว เพราะพ่อแม่เสียชีวิตแล้วทั้งคู่ และพี่เป็นผู้เลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนน้ำ คอยปกป้องภยันตรายทั้งหลาย สอนให้รู้ดีรู้ชั่ว จึงขอตอบแทนคุณพี่ชาย

     ภาพที่นางร้องไห้ล่ำลาสามีกับลูก ทั้งถ้อยคำอำลานั้น ได้ก่อให้เกิดความสะเทือนใจแก่พระเจ้าพรหมทัตและอำมาตย์ข้าราชบริพารโดยทั่วหน้า เห็นถึงความกตัญญูกตเวที รู้บาปบุญคุณโทษ พระเจ้าพรหมทัตจึงทรงซักถามความเป็นมาของชายทั้งสามด้วยพระองค์เอง ด้วยพระปรีชาสามารถและปฏิภาณ พระองค์ทรงแน่พระทัยว่า ชายทั้งสามเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงโปรดให้ปล่อยตัวไปในวันนั้น
 

ประชุมชาดก

     เมื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

     คนทั้งสี่ ในอดีต ได้มาเป็น คนทั้งสี่ในครั้งนี้

     พระเจ้าพรหมทัต ได้มาเป็น พระองค์เอง
 

ข้อคิดจากชาดก

     ๑. ผู้ที่มีหน้าที่ปราบปราม นำคนผิดมาลงโทษ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าจับคนด้วยเพียงการคาดคะเน เพราะการลงโทษคนบริสุทธิ์เป็นบาปอย่างยิ่ง การปล่อยคนผิดไป ๑๐๐ คน ยังดีกว่าการลงโทษคนบริสุทธิ์เพียงคนเดียว

     ๒. คนเราควรหาโอกาส “ตอบแทนคุณ” ของผู้ที่มีพระคุณต่อเราอยู่เสมอ

     ๓. ผู้ที่รู้บุญคุณและตอบแทนบุญคุณ ย่อมไม่ถึงความตกต่ำอย่างแน่นอน

     ๔. ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในหลักธรรม แม้ความตายมาถึงตัว ก็มีสติตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว สามารถเผชิญความตายโดยอาจหาญ ย่อมเป็นผู้ที่ “ประสบสุขได้แม้ในยามทุกข์”

     ๕. พี่น้องกันนั้น “ฆ่ากันไม่ตาย ขายกันไม่หมด” แม้จะมีเรื่องผิดใจกันอย่างไร แต่เมื่อมีเรื่องเดือดร้อน ย่อมพึ่งพากันได้

 

 

 นิทานชาดก อุจฉังคชาดก ชาดกว่าด้วยหญิงผู้มีใจรักพี่รักน้อง

นิทานชาดก
อุจฉังคชาดก
ชาดกว่าด้วยหญิงผู้มีใจรักพี่รักน้อง