วิสาขบูชา ตอนที่ ๑

วันที่ 10 พค. พ.ศ.2546

 

 


.....พระธรรมราชานุวัตร วัดพระเชตุพนวิมลมังลาราม แสดง ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันธรรมสวนะ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๘ เวลา ๐๘.๐๐ น.


นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
กาโลยันเต มหาวีระ อุปปัชชะ มาตุกุจฉิยัง
สเทวะกัง ตาระยันโต พุชฌัสสุ อะมะตัง ปะทันติ ฯ


.....วันธรรมสวนะ วันพระวันนี้ เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา เป็นวันเพ็ญพระจันทร์ เต็มดวงอยู่ในหมู่ดวงดาวชื่อวิสาขะ เรียกกว่าวันวิสาขปูรณมี อันพุทธศาสนิกชนทั่วโลกพากันรำลึกถึงวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นวันที่น่าอัศจรรย์ เพราะต่างปีกันแต่เป็นวันเดือนเดียวตรงกัน สมกับเป็นพระมหาบุรุษผู้เป็นพระบรมศาสดาของโลก

 

.....จึงใคร่ขอนำพุทธประวัติโดยสังเขปมาพรรณนา เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้น้อนรำลึกถึงพระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ก็แลในคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สถิต ณ วัดพระเชตุพนฯ ทรงรจนาไว้ในกาลเสด็จลงสู่พระคัพโภธร ของพระพุทธองค์ด้วยพระโวหารอันไพเราะบางตอนว่า

 

.....ในกาลนั้น เป็นวันอาสาฬหปูรณมีเพ็ญเดือน ๘ พระนางเจ้าสิริมหามายาเทวี ในเพลาเช้าทรงโสรจสรงพระสุคนโธทก แล้วทรงบริจาคมหาทานด้วยพระราชทรัพย์นับได้ ๔ แสน ทรงขัตติยนารีราชภูษิต เสวยปณีตโภชนาหาร แล้วทรงอธิษฐานสมาทานอุโบสถศีล เสด็จเข้าสู่สิริคัพภ์อันประดับด้วยสรรพอลังการ ทรงไสยาสน์เหนือพระแท่นสิริไสยาสน์ หยั่งลงสู่นิทรารมณ์ ในเพลาราตรีปัจจุสสมัย ทรงพระสุบินนิมิต

 

.....พระนางสิริมหามายาทรงพระครรภ์อยู่ถ้วนทศมาสสิบเดือนบริบูรณ์แล้ว ทรงปรารถนาจะเสด็จไปสู่นครเทวทหะอันเป็นชาติภูมิแห่งพระองค์ จึงกราบทูลลาพระราชสามี

 

.....ครั้นเสด็จไปถึงป่ารังชื่อว่าลุมพินีวัน ซึ่งอยุ่ในระหว่างพระนครกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ วันนั้นเป็นวันวิสาขปุรณมี กลางเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๘๐ ปี พระโพธิสัตว์เจ้าก็ประสูติ ดังนี้

 

.....ครั้นประสูติได้ ๕ วัน สมเด็จบรมกษัตริย์สุทโธทนมหาราชทรงโปรดให้เชิญพราหมณ์ผู้จบไตรเพท ๑๐๘ คน มาบริโภคซึ่งมธุปายาส แล้วทรงพิจารณาเลือกสรรพราหมณาจารย์ ๘ คน ผู้ทรงคุณวิทยาประเสริฐกว่าหมู่พราหมณ์ทั้งนั้น ให้พิจารณาพระลักษณะ

 

.....พระโพธิสัตว์ พราหมณ์ ๗ คนแรก มีรามพราหมณ์ เป็นต้น พิจารณาพระลักษณะแล้ว จึงยกนิ้วขึ้นสองนิ้วทูลทำนายว่า พระราชกุมารกอปรด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ จะมีคติเป็นสอง คือ ถ้าสถิตอยู่ในฆราวาส จักเป็นพระเจ้าบรมจักรพรรดิ หากออกทรงบรรพชาจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมศาสดาเอกในโลก แต่โกณฑัญญพราหมณ์ผู้เดียวหนุ่มกว่าพราหมณ์ทั้งนั้น มีกฤษดาภินิหารปัญญามาก ยกนิ้วขึ้นเพียงนิ้วเดียว แล้วทำนายว่า พระราชกุมารทรงบริบูรณ์ด้วยมหาบุรุษลักษณะดังนี้ เหตุซึ่งจะสถิตในฆราวาสนั้น บมิได้มีจะออกทรงบรรพชา แล้วได้ตรัสรู้เป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่แท้ หาสงสัยมิได้

 

.....สมเด็จพระเจ้าสุทโธทนมหาราชจึงตรัสถามว่า ราชบุตรแห่งเราจะเห็นซึ่งสิ่งใดจึงจะออกบรรพชา พราหมณ์ทั้งนั้นกราบทูลว่า จะเห็นซึ่งนิมิต ๔ ประการ คือ คนแก่๑ คนเจ็บ๑ คนตาย๑ นักบวช๑ จึงจะสละราชสมบัติออกบรรพชา สมเด็จบรมกษัตรย์จึงตรัสสั่งอมาตย์ตั้งราชบุรุษให้คอยระวังรักษามิให้คน ๔ ประเภทนั้นเข้ามาสู่ทัศนวิสัยอันพระราชกุมารจะทัศนาเห็นได้ ด้วยมีพระราชหฤทัยปรารถนาจะชมพระราชกุมารเป็นบรมจักรพรรดิ เสวยสมบัติเป็นอิศราธิบดีใหญ่ยิ่งกว่ามหาทวีปทั้ง ๔ แล้วพราหมณ์ทั้งปวงจึงถวายพระนามพระโพธิสัตว์สองพระนามคือ พระอังคีรัสราชกุมาร เพราะมีพระรัศมีโอภาสจากพระสรีรกาย พระนามหนึ่ง พระสิทธัตถราชกุมาร เพราะทรงสำเร็จประโยชน์ทุกประการ พระนามหนึ่ง ในพระนามหลังนี้ เป็นพระนามที่ทราบกันแพร่หลาย ส่วนพระนางสิริมหามายาราชเทวี ครั้นประสูติพระโอสรแล้ว ๗ วัน ก็ทิวงคตไปจุติอุบัติในดุสิตเทวโลกตามประเพณีพุทธมารดา…

.....(ติดตามตอนที่ ๒ ฉบับวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๖)