ทำอย่างไรให้ ไม่เครียด

วันที่ 25 ตค. พ.ศ.2550

 

คำถาม

....กราบเรียนถามว่า พ่อบ้านทำธุรกิจ ลูกๆ ก็ยังอยู่ในวัยรุ่นแล้วก็วัยเรียน คนเล็กกำลังจะสอบเอ็นทรานซ์ จะทำอย่างไร ที่จะทำให้บ้านเกิดความสงบและไม่เครียด

 

คำตอบ

....ก่อนอื่น คุณโยมต้องไม่เครียดเอง ถ้าคุณโยมไม่เครียดเสียเองบรรยากาศต่างๆก็จะดีขึ้น เห็นใจนะ เพราะว่าลูกก็คือความหวังของเราทั้ง ๒ คน ดังนั้นบางทีก็อดจะเครียดไม่ได้

 

....แต่อย่างไงก็ตาม คุณโยมถือหลักอย่างนี้ คือ ก่อนอื่นดูแลพ่อบ้านให้ดี ยังไงเสียเศรษฐกิจของบ้านขอให้ดำเนินไปราบรื่น พ่อบ้านจะหาเก่งเท่าไรทำงานเก่งเท่าไรก็ตาม ถ้าช้างเท้าหลังคือแม่บ้านระวังหลังไม่ดี คือทั้งรายจ่าย ทั้งรายละเอียดปลีกย่อยในบ้าน ถ้าแม่บ้านทำดีเสียแล้ว พ่อบ้านกลับมา หน้าบานตั้งแต่ที่ทำงานมา พอมาถึงบ้านหน้ายิ่งบานหนักเข้าไปอีก ถ้าอย่างนี้ชนะไปแล้ว ๑ พัก เราไม่ต้องห่วงเศรษฐกิจ

 

....ทีนี้สำหรับลูก เราเจาะลงไปดูที่ตรงลูกเราก่อนว่า จริงๆแล้วในเรื่องของการร่ำการเรียนเรียกได้ว่าเป็นความสำคัญต่อเขาในอนาคต เพราะว่านั่นคือ การศึกษา คือการปูพื้นฐานในเรื่องอาชีพให้เขา ในเรื่องของสังคมให้เขา

 

....แต่ว่าเมื่อเทียบกับส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือ ในเรื่องของศีลธรรมประจำใจของลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกเราไม่ได้เสียหายอะไรก็จริงอยู่ ข้อสำคัญก็คือ การรักษาอารมณ์ของลูก ถ้าลูกรักษาอารมณ์เป็น ให้กำลังใจตัวเองเป็น คือแค่ ๒ สิ่งนี้ ถึงแม้ลูกเราจะมีปัญหาสอบได้ ไม่ได้ อย่างไรก็ตามที ถ้าเป็นหลวงพ่อนะ หลวงพ่อหมดห่วง ลูกเรารักษาอารมณ์ได้แล้วก็ทำใจเป็นอย่างนี้ ความประพฤติดีอย่างนี้เราก็พอใจแล้ว

 

....ส่วนการเรียน เราอย่าเอา pressure อย่าไปกดดันเขา จะได้หรือไม่ได้ แม่ต้องคอยให้กำลังใจเพราะในชีวิตคน ขอให้มีความรับผิดชอบเท่านั้น ความรู้ความสามารถอย่างอื่นเรื่องเล็ก เมื่อเป็นอย่างนี้ คุณโยมเองนั่นแหละ ต้องรักษาอารมณ์ให้ดี นั่งสมาธิเยอะๆแล้วก็ดูแลพ่อบ้าน อะไรที่จะเป็นรูรั่วของพ่อบ้าน เพราะว่าพ่อบ้านเมื่อออกไปทำงานข้างนอก เหมือนทัพหน้า เหมือนนักมวยพอขึ้นเวที ต่อยไปบางทีก็มีผิดพลาด คุณโยมต้องช่วยดู ระวังพ่อบ้านตรงนี้ให้ดี ไม่ใช่หมายความว่าพ่อบ้านคุณโยมไม่เก่งนะ เก่งแสนเก่ง เราช่วยดูตรงนั้นให้ดี รักษาอารมณ์เขาให้ดี แล้วก็มาดูแลการเงิน ดูแลเศรษฐกิจในบ้านให้ดี เราชนะไปแล้วครึ่งค่อน

 

....สำหรับลูกขอให้ความประพฤติของเขาดี แล้วเขารักษาอารมณ์ของเป็น การที่เขาจะได้ทั้ง ๒ อย่างนี้ ได้มาจากไหน คุณแม่ก็เป็นต้นแบบ เมื่อเขาเห็นว่าคุณแม่ไม่ได้กดดันเขา คุณพ่อก็ไม่ได้กดดันเขา ถ้าอย่างนั้นแล้วเป็นเรื่องของความรับผิดชอบส่วนตัวของเขาเอง เขาก็ไม่เครียดจนเกินไปแต่ถ้าแม่จี้เช้าจี้เย็น ถ้าสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ สอบไม่ผ่าน แม่ไม่ยอมนะ คราวนี้ไม่รอด เครียดเสียแล้ว เมื่อปล่อยเขาตามเส้นทางที่ควรจะเป็น ไม่ไปกดดันเขา เขาจะมีเวลาที่จะสำรวจตรวจสอบตัวเอง วันนี้ต้องฝึกให้เขาไปใช้ความสามารถของเขา เชื่อใจเขาว่าเขาทำได้ นอกจากจะทำได้แล้ว ก็ทำได้ดีด้วย เพราะเรา ๒ คน สามีภรรยาก็ประพฤติตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาดูมาโดยตลอดชีวิต

 

....เราเองเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น พ่อบ้านก็เป็นคนพูดคำไหนคำนั้น พูดง่ายๆเรา ๒ คนตายายเป็นคนมีความรับผิดชอบต่อคำพูดตลอดมา แล้วลูกเรา เท่าทีอาตมาเห็น ลูกของคุณโยมก็เป็นประเภทเดียวกับคุณโยมนั่นแหละ เขาไม่ใช่คนไม่รักษาคำพูด เมื่อเขามีความสามารถในการรักษาคำพูดของเขา เขาพูดอย่างไงเขาก็ทำอย่างนั้น อาตมาว่าจากตรงนี้ แสดงว่าเขามีความรับผิดชอบของเขา พอที่เราจะไว้วางใจว่าทำงานของเขาได้ เขาสอบของเขาได้

 

....สมมุติว่าเมื่อลูกของเราเกิดผิดพลาด เกิดสอบไม่ได้ขึ้นมา ในมุมมองของหลวงพ่อ หลวงพ่อกลับไม่เดือดร้อน เพราะมันก็ดีไปอย่าง ลูกเราบางอย่างอาจมีข้อบกพร่อง แล้วเขาไม่ยอมรับความบกพร่องของเขา วันนี้ถ้าเขาเกิดสอบไม่ได้ ก็พูดกับเขาว่าแม่เคยเตือนเรื่องนั้นแล้ว ลูกคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก วันนี้ลูกรู้ด้วยตัวเองแล้วนะ ว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็ก การที่เจอความผิดหวังอย่างนี้มากเข้า ซึ่งความผิดหวังระดับนี้มันไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย แต่มันกลับช่วยให้ลูกคิดขึ้นมาบ้าง หลวงพ่อก็ว่าไม่เสียหลายมันก็คุ้ม ถ้าจะเป็นการฝึกให้ลูกเรารู้จักเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยขึ้นมาบ้าง แล้ววันหลังที่เชื่อดี เชื่อความสามารถอย่างนั้นอย่างนี้ เคยทำเรื่องนั้นเรื่องนี้สำเร็จ บางทีกลายเป็นผยองไป วันนี้ก็เลิกผยองได้แล้วเพราะผลมันฟ้องแล้ว

 

....สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ที่มันเกิดขึ้นมา ถ้าเราไม่ไปเคร่งเครียดกับมันนัก มันก็ไม่เป็นปัญหาอะไร หลวงพ่อจำได้เมื่อตอนหลวงพ่อไปเรียนต่อต่างประเทศ เมื่อสมัยยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ไปค้างที่บ้านอาจารย์ลูกอาจารย์กำลังจะเข้าอนุบาล มาขออนุญาตแม่ ขอเล่นมีด แม่ไม่ให้ ทีแรกบอกไม่เอาเดี๋ยวบาดเอา ลูกก็จะเล่น แม่ว่าไง ก็ได้ แต่สัญญากับแม่ก่อนนะว่าถ้ามีดบาดแล้ว

 

๑.ห้ามร้องไห้

๒.ให้ทำแผลเอง

 

....ลูกรับปากแล้วแกก็ไปหยิบมา ไปหยิบเอาทิงเจอร์ หยิบผ้ากอซมา ไปหยิบพลาสเตอร์ หยิบกรรไกรมา บอกลูกทำเองนะรู้ไหม ถ้าแผลโดนทิงเจอร์เป็นไง แสบ ระวัง แสบนะ จำนะ ลูกก็รับปาก I grow enough. แกว่าแกโตแล้ว แกเล่นได้แกดูแลตัวเองได้ แม่บอกให้หยิบมีดเล่มนั้นมา มีดที่ทื่อที่สุดในครัวแกเอามาเล่า

 

....พอลับตาไป อาตมาก็ถาม ยูคิดว่ามีดไม่บาดลูกหรือ เขาตอบชัดเลยว่ายังไงก็บาด อ้าว! แล้วทำไมให้ลูกเล่น มันไม่คมนักหรอก บาดก็ไม่ลึกถือโอกาสจะฝึกลูก ถือโอกาสฝึกลูกให้ทำแผลเป็น เพราะจะต้องเข้าโรงเรียนแล้ว เราก็คิดว่า เอ๊ะ! ทำไมแม่เขาใจร้ายกับลูกอย่างนี้ พอว่าไม่ถึง ๕ นาที ลูกชายวิ่งมาแล้ว แม่ มีดบาดหน้าเบ้มาเลย แม่ทวงสัญญาเลย ลูกสัญญากับแม่ไม่ใช่หรือว่าจะไม่ร้องไห้ เจ้าลูกชายว่าไง ไอก็ไม่ได้ร้องไห้นี่(หัวเราะ) ยูสัญญานี่จะทำแผลเอง ไปทำเสีย เด็กรู้ทิงเจอร์แสบ แกจะไม่ยอมทำ แม่บอกว่าถ้าไม่ทำ แม่จะจับจุ่มลงไปในขวด แกก็เลยต้องทำ แล้วแกขู่ด้วย ทำให้ดีนะ ต้องทำแผลอย่างนี้นะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวแบคทีเรียเข้าละก็ มันเน่าละต้องตัดนิ้ว นิ้วด้วนนะ เอ้า แม่ขู่เลยทีนี้

 

....แกก็ค่อยทำแผลของแก ก็ประสาเด็ก พันไม่ได้ดี แม่เขาก็เลยพันให้ดูใหม่เรียบร้อย แล้วก็ถามลูกว่า ยูคิดว่ายูทำได้ไหมนี่ ได้ พอได้ปั๊บแกก็ตัดที่แกพันแผลไว้ทิ้งเลย แล้วให้ลูกพันใหม่ ลูกพันอยู่พักหนึ่ง แกพันได้ อยู่ในเกณฑ์ดีทีเดียว บางครั้งเขาก็ยังยอมให้ลูกเจ็บ เพราะมันไม่ได้เจ็บอะไรนักหนา กับมีดทื่อๆบาดเห็นเลือดหยด ๒ หยด

 

....ถ้าลูกครั้งนี้จะสอบตก แล้วได้ข้อคิดอีกมาก อาตมาว่าก็คุ้ม อย่าไปซีเรียสกับเขา อย่าไปอะไรกับเขาหนักหนา ให้เขารู้จักให้กำลังใจตัวเอง ให้เขารู้จักค้นหาข้อบกพร่องตัวเอง แล้วแม่คอยเป็นพี่เลี้ยงให้สักหน่อย ถ้ารู้สึกว่าเขาชักจะรับอาการนี้ไม่ได้ แม่ก็เข้าไป

 

....เพราะที่แน่ๆนับแต่วันนี้ไป เวลาคุณแม่ก่อนที่จะนั่งสมาธิก่อนนอนอย่างที่ทำประจำ เรียกคุณลูกไปนั่งด้วย เพราะตอนนี้เขาชักจะรู้ว่า เขาชักจะเครียด วิธีฝึกให้คลายเครียดมานี่ ลูกเอ๊ย มานั่งกับแม่เถอะ แล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรให้เขาวุ่นวายใจ คุณโยมทำไปสบายๆอย่างนี้ เดี๋ยวครอบครัวก็คืนสู่ปกติ เพราะว่าตอนนี้ความจริงมันก็ปกติ แต่คิดมากอยู่นะ ควรทำใจสบาย ๆ ทั้งครอบครัว เป็นสิ่งที่ควรกระทำมากกว่า

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร