ทําอย่าง ไรถึงจะชวนเพื่อน

วันที่ 24 เมย. พ.ศ.2551

 

คำถาม.....เมื่อเวลาไปชวนเพื่อนนักธุรกิจด้วยกันมาเข้าวัด เขามักจะปฏิเสธ เพราะเขามองเห็นว่าศาสนาสอนให้คนรักสันโดษและปล่อยวาง ซึ่งไม่เข้ากับชีวิตนักธุรกิจ กราบขอคำอธิบายจากหลวงพ่อเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดเหล่านี้ด้วย

 

คำตอบ.....คำว่าสันโดษ แปลว่าพอใจในสิ่งที่ควรมี ควรได้ อะไรไม่ควรมี ไม่ควรได้ ก็อย่าไปพอใจ แต่ถ้าตัวเขามีความรู้ มีความสามารถ มีความดี พอที่จะได้อะไรในทางที่ถูกที่ควร พอจะรวยได้เท่าไรๆ พุทธองค์ไม่ได้ทรงห้ามหรอก แต่ว่าความเข้าใจผิดตรงนี้แหละ ทำให้เป็นอุปสรรคในการเข้าวัด

           

.....ก่อนอื่นต้องรู้นะว่าธรรมชาติของคน โดยเฉพาะนักธุรกิจทั้งหลายในโลก เป้าหมายของเขา เป้าหลักเลย คือ อยากรวย นี่เป้าหลัก แล้วพวกที่รวยแล้ว ส่วนมากก็จะมีเป้าที่ ๒ ตามมาอีกด้วย คือ อยากดัง อยากรวย อยากดังเป็นเรื่องหลักๆ ของนักธุรกิจเขา

 

.....แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามรวย ส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงห้ามรวย ความจริงไม่ได้ห้าม ยิ่งกว่านั้นยังตรัสโทษของความจนอีกด้วย อยู่ทางโลกถ้าใครจน ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน แม้การกู้หนี้ยืมสินก็เป็นทุกข์ กู้หนี้ยืมสินแล้วก็ต้องจ่ายดอกเบี้ย จ่ายดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่มีดอกเบี้ยจะจ่าย ก็โดนทวง การโดน ตามทวงก็เป็นทุกข์ นี่เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้น ทราบความจริงไว้ด้วยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ห้ามนักธุรกิจหรือใครทั้งหลาย ในโลกรวยเลย

 

.....ยิ่งกว่านั้น ยังทรงสอนหัวใจเศรษฐีไว้ด้วย ว่าถ้าใครอยากจะเป็นเศรษฐีละก็ พระองค์มีวิธีให้ ให้เป็นเศรษฐีทั้งชาตินี้ ทั้งชาติหน้าอีก ทรงสอนให้รวยข้ามชาติทีเดียว แต่ว่าจนข้ามชาตินี่พระองค์ ไม่เคยสอน แต่ว่าที่พระองค์ทรงตำหนิ คือ ประเภทรวยในทางที่ไม่ชอบ พูดง่ายๆ รวยด้วยมิจฉาอาชีวะ อย่างนี้พระองค์ทรงตำหนิ เพราะว่าจะเป็นหนทางให้ตกนรก จะเป็นหนทางให้ไม่สมหวัง คือพอหวังจะรวย แต่ว่าจะจนเสียก่อน นั่นก็อย่างหนึ่ง ถ้าไปประกอบมิจฉาอาชีวะ หรือรวยสมใจนึก แต่ว่าก็ต้องร้อนใจในบั้นปลายชีวิต หรือถ้าไม่ร้อนใจในบั้นปลายชีวิต ก็ต้องไปตกนรกเอาเสียด้วยซ้ำ

 

.....ที่เรียกว่ามิจฉาอาชีวะเป็นอย่างไร ก็ตั้งแต่ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ เช่น ค้าข้าทาส ค้ายาพิษ ค้ายาเสพติด ค้าสัตว์เอาไปฆ่า อย่างนี้เป็นมิจฉาอาชีวะ รวมทั้งอาชีพต้องห้ามต่างๆ ในทางกฎหมาย บ้านเมืองด้วย พระองค์ทรงเห็นโทษของการรวยแบบชนิดผิดศีลผิดธรรมนั่นเอง ว่าจะทำให้เดือดร้อน ทั้งชาตินี้ชาติหน้า จึงทรงห้าม

 

.....ทีนี้ เมื่อเรารู้หลักอย่างนี้แล้ว ชวนเขาเข้าวัด แหละดี ไม่ว่าเขารวยแล้วหรือยังไม่รวย ถ้ารวยแล้ว ในทางที่ผิด ก็จะได้ให้พระเตือนว่าหยุดเสีย แล้วรีบทำความดีเป็นการแก้ไข เพราะได้ทำผิดพลาดไปแล้ว ไปรวยในที่ไม่เหมาะไม่ควร

 

.....ทีนี้ ถ้ายังไม่รวย แล้วไปทำผิดๆ พลาดๆ ก็ตั้งต้นใหม่ เตรียมไปรวยเยอะๆ ข้างหน้าตามวิธีที่พระองค์ทรงสอนเอาไว้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงสอนหัวใจหรือหลักธรรมสำคัญทีเดียวที่จะให้เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่เงินล้าน แต่เป็นนักธุรกิจพันล้าน หมื่นล้าน พระองค์ทรงสอนให้ทีเดียว มีหลักธรรมอยู่ ๔ ข้อด้วยกันง่ายๆ ตั้งแต่

 

๑. หาเป็น หาเป็นในที่นี้ คือ ทั้งฉลาดหาในทางที่ถูกที่ควร แล้วก็ฉลาดในการที่จะปิดนรกอีกด้วย

 

๒. รักษาเป็น หามาได้เท่าไร รักษาไม่เป็น มันก็เหมือนเอาชะลอมตักน้ำ เอาเข่งตักน้ำ ตักมาเท่าไรก็ไม่เหลือ

 

๓. ตรงนี้น่าสนใจมากๆ เลย คือทรงสอนให้สร้างเครือข่ายให้เป็น เครือข่ายนักธุรกิจ เครือข่าย ขายตรงแบบปัจจุบันนี้ พระพุทธองค์ทรงสอนเมื่อ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ทรงใช้คำว่ากัลยาณมิตตตา สร้างเครือข่ายคนดีให้เป็น ไม่ใช่สร้างเครือข่ายโจร ไม่ใช่สร้างเครือข่ายมาเฟีย ถ้าสร้างเครือข่ายคนดี หรือมาร่วมประกอบธุรกิจ ทั้งรวยด้วย ทั้งเปิดสวรรค์ เปิดนิพพานให้ตัวเอง ถ้าสร้างเครือข่ายโจร ตกนรกแน่ แถมจะติดตารางเป็นๆ เสียอีกด้วย

 

๔. ทรงสอนให้ใช้เป็น ใช้เป็น ในที่นี้ คือใช้เป็นในการดำเนินชีวิตแล้วยังไม่พอ ยังใช้เป็นในการหาบุญข้ามภพข้ามชาติด้วย

 

.....คุณรีบไปบอกพรรคพวกนักธุรกิจ บอกว่าเข้าวัดแล้วรวยนะ แล้วจะได้ไปเติมเต็ม คือรวยทั้งทรัพย์ รวยทั้งศีลทั้งธรรม อย่างนี้มันถึงจะคุ้ม เพราะมันเป็นการรวยข้ามภพรวยข้ามชาติ ไม่ต้องตกนรก ไม่ต้องไปหวาดผวากฎหมาย แต่ว่ารวยอย่างถูกต้อง รวยด้วยศีล รวยด้วยธรรม รวยด้วยธุรกิจของเราเอง อย่างนี้มันถึงจะสมกับที่เกิดมาในเมืองพุทธ ช่วยตามเขามาด้วยเร็วๆ นะ