จุดเปลี่ยน.. คุณอุดม แต้พานิช (๓)

วันที่ 31 กค. พ.ศ.2553

นึกถึงเมื่อไหร่ ก็สุขใจ ที่เคยได้เป็นพระ

“ผมรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ ที่จะได้ห่มผ้าเหลือง จะได้เป็นพระและจะมีแม่เรา ที่เราบวชให้เขา และที่เราทุ่มเทฝึกตัวเองมา คือ ทำให้แม่ได้ บวชให้แม่ได้

ถ้าถามว่า ทำไมต้องฝึกตัวหนักอย่างนี้ด้วย พระอาจารย์ก็จะตอบว่า ‘ต้องทำตัวเองให้รู้สึกว่า เรากราบตัวเองให้ได้ก่อน เพราะวันบวช แม่เราจะมากราบเรา ยายเราจะมากราบเรา ถ้าตราบใดที่เรายังกราบตัวเองไม่ได้ เราก็จะรู้สึกขึ้นมา’

ก่อนบวช จะมีพิธีกรรมขอขมา นาคเตรียมบวชจะต่างกายชุดขาวทั้งหมด และกล่าวคำว่า..“อุกาสะ.. ดังข้าพเจ้าทั้งหลาย จะขอวโรกาส กราบลกพ่อแม่ญาติพี่น้อง ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพื่อบรรพชา ณ บัดนี้ ฯลฯ

เป็นการขอขมาลาโทษ เป็นโอกาสที่เราจะได้กล่าวกับพ่อแม่ของเรา ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยกล่าวคำขอโทษแม่ของผม เมื่ออยู่ในพิธีขอขมา ความรู้สึกตาต่อตา แม่ที่ยอมรับ ปีติใจ ที่เห็นลูกเป็นคนดีของเขา อย่างน้อยก็ช่วงหนึ่งในชีวิต ภาพต่างๆที่ผมทำไม่ดีกับแม่ เหมือนนั่งดูหนัง มันกรอกลับมาให้เห็น เรารู้สึกว่า..เราทำไม่ดีกับผู้หญิงคนนี้มามาก เราทำให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ ทำไม่ดีกับเขามามากมาย เท่านั้นเองพอตาต่อตาประสานกันน้ำตาก็ไหล มันเป็นทั้งความสุข ความปีติ และอยากเป็นพระดีๆ ให้แม่ได้บุญเยอะๆ

ประทับใจภาพหนึ่ง เช้าวันหนึ่งเราไปบิณฑบาต เห็นคุณยายคนหนึ่งไปเตรียมตักบาตร พระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าๆ แสงเรืองรอง คุณยายมือสั่นตอนใส่บาตรด้วยความมีอายุ บ้านคุณยายก็ฐานะไม่ค่อยดี แต่มีศรัทธาที่จะตักบาตร ตักข้าวปากหม้อเม็ดงามๆมาถวายพระ ผมเห็นแล้วปีติน้ำตาจะไหล อธิษฐานในใจ ขอให้บุญที่ยายถวายภัตตาหารพระด้วยความนอบน้อมและปราณีต และบุญที่พระตั้งใจบวช อบรมตัวเองในครั้งนี้ทั้งหมด ขอผลบุญดลบันดาลให้คุณยายคนนี้ ไม่พบกับความยากจนอีกเลยไปทุกภพทุกชาติ”

 

เลิกหลงทาง ตั้งหางเสือใหม่

“บวชแล้วได้แนวทางในการดำเนินชีวิตครับ ซึ่งแต่ก่อนไม่มี แต่ก่อนผมใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นเรือ ก็คือ เรื่อที่อยู่ในท้องมหาสมุทร ที่ไม่มีหางเสือ ถามว่าอยู่บนผิวน้ำได้ไหม อยู่ได้ แต่ไม่มีเป้าหมาย ล่องลอยไปเรื่อยเปื่อยไม่มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ

แต่การได้บวช เหมือนการที่เราได้ตั้งหางเสือแล้ว เช่น เราจะไปเกาะเสม็ด เราตั้งหางเสือไว้ว่า เราจะไปทางทิศนี้ จะช้า จะเร็ว เราจะไปถึงเกาะเสม็ด แต่ถ้าชีวิตไม่ได้ตั้งหางเสือ ไม่รู้จะไปไหน สะเปะสะปะ บางคนไปหลงติดยาอยู่หลายปี มันเหมือนเผชิญกับการไปชนกับหินโสโครก ไปเจอพายุ ฝนตก เรือแตก ไม่มีเป้าหมาย ใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่อจะให้อยู่ในท้องทะเลนั้นเอง แล้วรอวันหนึ่งก็ตายไป ไปไม่ถึงเป้าหมาย

แต่มาบวชนี่ รู้สึกว่าชีวิตได้แนวทางในการดำเนินชีวิต ถึงแม้ออกไปจะไม่ใช่คนดีเลิศประเสริฐนัก แต่อย่างน้อยเรามีธรรมะไว้เป็นที่พึ่ง เช่น เราอกหัก มีทุกข์ แก้ปัญหาบางเรื่องไม่ได้ มีปัญหาใหญ่ๆ เรามีธรรมะมาสอนตัวเรา เรามีบุญ มีกุศล มีความดีงามที่เป็นเส้นทางอยู่ ก็เลยรู้สึกว่า ชีวิตนี่มันไม่เหงา ถ้าเป็นการโดดร่ม เรามีร่มสำรองอยู่บ้าง ไม่ใช่ร่มใหญ่ขาดปั๊บ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะไปลงที่ไหน ธรรมะเสมือนสิ่งนั้นเอง ที่คอยประคองชีวิตอยู่ ก็มีสโลแกน ผมใช้ว่า เด็กซิ่ง อิงธรรมะครับ”

 

คำถามคาใจวัยรุ่น

ถาม   ถ้าผมติดหญิงล่ะ ทำไงดี

ตอบ ให้มาบวชเสียก่อน สึกออกไปหญิงจะติด ไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกที่ไม่ชอบผู้ชายดี ยกเว้นตอนเขาบอกเลิกกัน เมื่อเราบวชออกมาแล้ว ความคิดความอ่าน ความไตร่ตรอง จะสุขุมขึ้น จะมองโลกในแง่ดีแทนที่จะมองในแง่ร้าย ไม่ใช่แค่คิดบวก ไม่คิดลบ แต่คิดเป็นด้วย

ถาม   ถ้าผมติดเหล้า เบียร์ล่ะ

ตอบ ควรจะมาด่วนเลยครับ

ถาม   ถ้าผมติดเพื่อนล่ะ

ตอบ เราเกิดมาไม่ใช่เกิดมาเพื่อเพื่อน เราเกิดมาเพื่อตัวเราเอง การบวชนั้นบวชให้แม่ก็ให้ แต่ที่ให้มากที่สุด คือ ให้ตัวเราเอง เวลาเราตายใครก็ช่วยไม่ได้ เช่น ตอนตายมีสายระโยงรยางค์ เหนี่ยวรั้งไว้เต็มตัว มีไหมครับ หากมีเพื่อนมาขอว่า “ยมบาล คนนี้ซี้มากเลย ขอไว้ได้ไหม” ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ

เรามาคนเดียว ตายคนเดียว การบวชเป็นเรื่องที่เราควรเห็นแก่ตัว มาบวชแล้วเราดีขึ้น เพื่อนเราก็จะดีขึ้นด้วย อยู่ใกล้ใครมันจะแผ่ไปถึงคนนั้นด้วย เพื่อนจะดีไปด้วย เพื่อนน่าจะอนุโมทนาด้วย ถ้ารักกันจริงเพื่อนก็น่าจะมาบวชเป็นเพื่อนไปด้วย เหมือนเพื่อนผม คุณเฉลิมพล เป็นกัลยาณมิตรให้ผมและมาบวชเป็นเพื่อนผมด้วย เรามาเจอกันที่ชมรมพุทธฯ ราม ก็ช่วยประคับประคองกันไป และนี่เรียกว่ากัลยาณมิตร คนที่เป็นเพื่อนเราจริงๆ เราควรจะมาบวชเป็นเพื่อน ถ้าบวชไม่ได้จริงๆ ต้องมาช่วยสนับสนุน

ถาม   ถ้าอยากบวชแต่ไม่ใช่ตอนนี้ล่ะ

ตอบ เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไร ปีหน้าเราบอกว่าเราจะบวช บางทีเราไม่รู้ว่าเราจะตาย ผมยกตัวอย่าง มีเพื่อนที่ทำกราฟฟิก เรียนมาด้วยกัน เป็นคนนั่งสมาธิ ที่บ้านชอบทำบุญ เพื่อนบอกว่า “กูว่านะ ปิดเทอมจะพาแม่ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ เห็นทุเรียนอยากซื้อไปให้แม่กิน” เหมือนธรรมดาที่เราพูดถึงแม่กัน วันรุ่งขึ้นแม่ตายกะทันหัน หลับแล้วตายไปเลย เขาช็อกมาก เพราะแม่ไม่ได้เป็นโรคอะไร แม่เป็นคนสุขภาพจิตดี อยู่ๆก็ตาย เขาโทรมาร้องไห้กับผม บอกว่า “กูเสียใจมาก กูบอกว่ากูจะพาแม่ไปนั่นไปนี่ จะหาอะไรมาให้เขากิน เขาไปซะแล้ว นี่กูไม่มีโอกาสทำให้แม่อีกแล้ว มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ มึงดูแลแม่มึงดีๆนะ”

ผมอยากบอกว่า เราไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเราจะตายเมื่อไร คนสนิทของเราตายเมื่อไร เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ ให้ดอกไม้ต้องให้ขณะที่เขาดมได้

 

ฉะนั้นทำอะไรได้ตอนนี้ "ทำ" ถือคติไปเลย ใช้ชีวิตทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

แล้วอนาคตมันจะดูแลตัวของมันเองครับ

 

ขอขอบคุณหนังสือ จุดเปลี่ยน

สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

ห้ามนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้าหรือหากำไร ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมาย