โฆสกะ (๒๐) รับมรดกของเศรษฐี

วันที่ 09 มิย. พ.ศ.2554

              

 

               เมื่อคนถือหนังสือคนที่สามไปถึงเรือนของโฆสกะ ภรรยาของโฆสกะก็ถามเช่นเดิม เขาตอบว่า “ตอนนี้ท่านเศรษฐีอาการหนักมาก ทานอะไรไม่ได้เลย สงสัยจะอยู่ได้อีกไม่นานเสียแล้วขอรับ”

 

               ภรรยาของโฆสกะคิดว่า ถึงเวลาแล้ว จึงแจ้งเรื่องราวให้โฆสกะทราบแล้วกล่าวว่า “เมื่อไปเยี่ยมคุณพ่อ พี่ยืนอยู่ที่ปลายเท้าของท่านนะ ส่วนฉันจะยืนอยู่ทางด้านศีรษะ” แล้วทั้งสองจึงรีบไปเยี่ยมท่านเศรษฐี

 

               เมื่อไปถึง นายเสมียนได้เข้าไปแจ้งให้ท่านเศรษฐีซึ่งนอนหายใจระรวยอยู่ทราบว่า

“นาย บุตรชายของท่านมาแล้วครับ”
เศรษฐี “เขาอยู่ไหน”
นายเสมียน “ยืนอยู่ที่ปลายเท้าท่านครับ”
เศรษฐีถามนายเสมียนว่า “สมบัติเรามีอยู่เท่าไร”
นายเสมียน “นาย มีอยู่ 40 โกฎิเท่านั้น บ้าน นา สัตว์ 2 เท้า สัตว์ 4 เท้า ยานพาหนะ และสมบัติอื่นๆ มีอยู่จำนวนเท่านี้ๆ ครับ”

 

               เศรษฐีนั้นตั้งใจจะพูดว่า สมบัติทั้งหมดฉันไม่ยกให้โฆสกะ แต่เนื่องจากว่าอาการแย่มากแล้ว เสียงพูดก็ไม่ค่อยชัด คำว่า “ไม่” ทุกคนไม่ได้ยิน ได้ยินแต่เสียงที่พูดออกมาชัดๆ ว่า “สมบัติทั้งหมด ฉัน ฉัน ยกให้โฆสกะ”

 

               เมื่อเป็นเช่นนี้ ภรรยาโฆสกะเกรงว่าเศรษฐีจะพูดเรื่องอื่นที่ไม่เข้าทางที่ตั้งใจไว้ จึงแสร้งทำเป็นสยายผมร้องไห้ กล่าวว่า “คุณพ่อพูดอะไรอย่างนั้น พวกเราไม่มีบุญถึงเพียงนั้นหรอก พ่อต้องอยู่ไปนานๆ” แล้วเอาศีรษะกระแทกไปที่หน้าอกของเศรษฐีอย่างแรง ร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่อย่างนั้น ส่วนเศรษฐีก็ได้หมดลมไปในขณะนั้นนั่นเอง (เหตุการณ์นี้ ไม่สมควรเอาเป็นตัวอย่างนะ เดี๋ยวจะเป็นบาปกรรมติดตัวไป)

 

               ผลบุญใหญ่ที่ได้ทำไว้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า ยังตามมาส่งผลอีก โดยนำพาให้โฆสกะเศรษฐี ได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกระทั่งได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน (ผู้ที่เป็นพระโสดาบันแล้ว เมื่อละโลกไป จะได้ไปเกิดในสวรรค์อย่างแน่นอน และจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกไม่เกิน 7 ชาติ กำลังบุญจะส่งผลให้ภพชาติสุดท้ายได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วเข้านิพพาน โดยไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสารอีกต่อไป)