ทรงพิจารณาสภาวะโลก ๓

วันที่ 14 กพ. พ.ศ.2555

 

          สรุปได้ว่า ท่านได้พิจารณาเห็นความทุกข์ ความเดือดร้อน ความไม่แน่นอนในโลก จึงออกบวชเพื่อหาทางพ้นทุกข์จริง ๆ ตามพระอัธยาศัยที่ได้อบรมข้ามภพข้ามชาติ สะสมบารมีมาแล้วนานถึง ๒๐ อสงไขยกับแสนกัป

 

         ท่านไม่ได้บวชเพราะสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่ได้หนีหนี้ใคร ไม่ใช่ทำมาหากินสู้เขาไม่ได้ ไม่ใช่นะ พวกเรานั่นแหละติดเหยื่อของโลก แหม... ยังเที่ยวไม่อิ่มเลย จะให้บวชแล้ว แหม...ยังไม่ได้เที่ยวรอบโลกเลย ก็ มีเรื่องมีเหตุอ้างเรื่อยๆ ไปละ

 

          พระองค์ได้สมบัติทางโลกอย่างเพียบพร้อมบริบูรณ์ กลับไม่มัวเมา ในโลกียสุข เพราะเห็นว่าไม่มีสาระ จึงทรงสละความสุขทางโลกออกบวช เพื่อแสวงหาสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน แสวงหาธรรมะเป็นที่ยึดที่พึ่งสูงสุดของชีวิต



               ในการแสวงหาธรรมของพระองค์ ได้มีการทดลองตั้งแต่ฝึกสมาธิ โดยทั่วไป ซึ่งมีมาก่อนพุทธกาลแล้ว แห่งแรก คือ ฝึกสมาธิกับอาฬารดาบส ไปศึกษาอยู่ไม่นานก็รู้เท่าอาจารย์ อาฬารดาบสได้กล่าวว่า "เป็นลาภของเราแล้ว ท่านผู้มีอายุ เราได้ดีแล้ว ท่านผู้มีอายุ มิเสียแรงที่ได้พบเห็นเพื่อร่วมพรหมจรรย์เช่นเดียวกับท่าน เรารู้ธรรมมะใด ท่านก็รู้

 

             ธรรมะนั้น ท่านรู้ธรรมะใด เราก็รู้ธรรมะนั้น เราเป็นเช่นใด ท่านก็เป็นเช่นนั้น ท่านเป็นเช่นใด เราก็เป็นเช่นนั้นมาเถิดท่านผู้มีอายุ เราสองคนด้วยกัน จักช่วยกันปกครองศิษย์ คณะนี้ต่อไป"

 

               เห็นไหม เรียนพักเดียว อาจารย์ยอมรับว่ารู้เท่ากันแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราในครั้งนั้น เรียนก็เก่ง ทันอาจารย์ อาจารย์ก็น่ารักใจดีด้วย ไม่กลัวลูกศิษย์ดังกว่าตัว กลับชวนให้มาช่วยกันปกครองหมู่คณะต่อไป ฟังประโยคนี้แล้วชื่นใจ

 

               ฉะนั้น เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว คนแรกที่พระองค์คิดแทนพระคุณ ก็คือ อาฬารดาบส แต่ว่าน่าเสียดาย อาฬารดาบสได้ตายไปก่อนหน้า ๗ วันเท่านั้นเอง น่าเสียดายจริงๆ

  

             ในทำนองเดียวกัน เมื่อเสด็จไปฝึกสมาธิกับ อุทกดาบส ก็ได้รับ คำชมเชยจากอุทกดาบส และเชิญชวนให้อยู่ด้วยกัน เพื่อช่วยปกครองลูกศิษย์ต่อไปเช่นเดียวกัน

 

               พวกเราเองไปเรียนกับอาจารย์ บางทีก็เรียนไม่จบ ตกๆ หล่นๆ หลวงพ่อมีเรื่องตลกที่ขำไม่ออก ก็พวกเรานี่แหละ บางคนมาถึง "หลวงพ่อ สมาธิทำอย่างไร"

 

หลวงพ่อก็สอนไป ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ตั้งใจทำไปนะ พออีก ๒ - ๓ วัน ก็กลับมาใหม่อีกแล้ว หลวงพ่อก็ดีใจ เอ้อ...คงจะเข้าถึงปฐมมรรคแล้ว แต่เปล่า

"หลวงพ่อ ผมจะไปละ"
"อ้าว...เป็นอะไรล่ะ"
"โอ๊ย...ผมเรียนตั้งนานยังไม่เห็นปฐมมรรคสักที ไปดีกว่า ไปเรียนสำนักอื่น"

 

โธ่เอ๊ย จะเรียนที่ไหนก็ต้องเรียนให้จบ ให้รู้จริงเสียก่อนทำเหยาะๆ แหยะๆ อย่างนี้ ทั้งชาติก็ไม่ได้อะไร ดูตัวอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราซิ ท่านไม่เคยถอยหลังเลย

 

               "ภิกษุทั้งหลาย เราได้ถึงธรรมะ ๒ อย่าง คือ ความไม่รู้จักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย และความเป็นผู้ไม่ถอยหลัง"

 

               ในการตั้งความเพียรนั้น เรื่องถอยหลังไม่ต้องพูดถึง พระองค์มีแต่เดินหน้าเรื่อยไป เพราะฉะนั้นคำว่า "ถอยตั้งหลัก" ไม่ใช่คำพูดของพ่อเรา อย่าเอามาพูดนะ ทรงขยายความต่อไปว่า

 

               "เราตั้งความเพียร คือ ความไม่ถอยหลังว่า แม้หนัง เอ็น กระดูก จักเหลืออยู่ เนื้อและเลือดในสรีระจะเหือดแห้งไม่ก็ตามที เมื่อยังไม่บรรลุถึงประโยชน์อันบุคคลจะบรรลุได้ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียร ของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว เรื่องจะหยุดความเพียรนั้นเสียเป็นไม่มีเลย เราจึงได้บรรลุความตรัสเพราะความไม่ประมาท"

 

               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงพากเพียรศึกษาวิชาต่างๆ ทุกวิชาที่คนในยุคนั้นเชื่อกันว่า เมื่อทำแล้วจะทำให้หมดกิเลสได้ บางพวกเชื่อกันว่า ถ้าบำเพ็ญตบะโดยเปลือยกาย โดยไม่สนใจใยดีกับร่างกาย แม้ที่สุดจะถ่ายอุจจาระ ก็ใช้มือของตนนั่นแหละเช็ดให้เกลี้ยง ไม่ได้เอานํ้าล้าง บางพวกก็เคร่งครัดเรื่องอาหารที่รับประทาน กล่าวคือ

- ถือเป็นผู้ไม่รับอาหารที่เขาร้องเชิญว่า "ท่านผู้เจริญ จงมารับอาหาร"

- ไม่รับอาหารที่เขานิมนต์ว่า "ท่านผู้เจริญ จงหยุดก่อน"

- ไม่ยินดีในอาหารที่เขานำมาเฉพาะเจาะจง ข้าวปลาอาหารที่เขา เตรียมไว้ก็ไม่รับ

- เที่ยวไปหาเปลือกไม้บ้าง หญ้าบ้าง ผักบ้าง สาหร่ายบ้าง รำข้าวบ้าง ข้าวสารดำๆ พวกปลายข้าวที่เขาเลี้ยงไก่ คือ มีความเชื่อว่าถ้ากินอาหารไม่พิถีพิถันแล้ว กิเลสจะหมด พระองค์ท่านก็ทดลองหมด แม้ที่สุด คนในยุคนั้นเชื่อว่ากินขี้วัวแล้วจะหมดกิเลส พระองค์ก็ทดลองทำตาม ทรงบริโภคขี้วัวและหญ้าเป็นธัญญาหาร บริโภคผลไม้ที่หล่นอยู่โคนต้น เก็บรากไม้ในป่าเป็นอาหารเพื่อยังชีวิตบ้าง นุ่งห่มด้วยผ้าที่ทิ้งไว้กับซากศพ บางครั้งก็นุ่งห่มด้วยหญ้าคา นุ่งห่มด้วยเปลือกไม้ นุ่งห่มด้วยหนัง สัตว์ที่ยังมีเล็บติดอยู่ แม้ที่สุดเอาปีกนกเค้าแมวมาต่อกันทำเป็นผ้านุ่งห่มก็ยังเคยทำ ทรงบำเพ็ญเพียรตามวิธีที่เชื่อถือกันในขณะนั้นทุกวิธี แต่ก็ไม่ได้ผล ทรงเล่าว่า

 

               "เรานั้น แห้งแล้วร้อนแล้วแต่ผู้เดียว เปียกแล้วผู้เดียว อยู่ในป้าที่น่าสะพรึงกลัวผู้เดียว เป็นผู้มีกายอันเปลือยเปล่า ไม่ผิงไฟ เป็นผู้แสวงหาความบริสุทธิ์อย่างนี้"

           นอนบนหนามก็ทรงเคยมาแล้ว ไม่ได้อาบนํ้าเป็นปีก็ทนได้ อยู่ในป่าลึกๆ คนเดียวก็ยังไม่หวั่นไหว ในขั้นสุดท้าย ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาจนผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทรงบรรยายว่า "เวลาเอามือลูบหน้าท้อง มีความรู้สึกเหมือนลูบกระดูกสันหลัง เวลาเอามือลูบหลัง ก็เหมือนลูบหน้าท้อง"

           ลองพิจารณามาถึงขั้นตอนการแสวงหาธรรมะของพระองค์ก่อนที่จะตรัสรู้ ย่อมจะเห็นว่า พระองค์ท่านได้ทรงพากเพียรเพียงไร ทรงพากเพียรอย่างทุ่มเทชีวิตเข้าแลกตลอดมาตั้งแต่ออกบวชจนบรรลุธรรม

            พระองค์ทรงทดลองทุกวิธีเป็นขั้นตอนแต่ไม่สำเร็จมรรคผลอันใด ในที่สุดทรงเลิกวิธีการต่างๆ เหล่านั้น แล้วฝึกสมาธิด้วยพระองค์เองอย่างจริงจัง

 

ความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระภาวนาวิริยคุณ