เสด็จดับขันธปรินิพพาน

วันที่ 22 กพ. พ.ศ.2555

 

               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงเผยแผ่พระธรรมคำสอนขัดเกลากิเลสมนุษยโลกโดยไม่หยุดยั้งต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลายาวนานถึง ๔๕ พรรษา เมื่อถึงคราวจะเสด็จดับขันธปรินิพพานก็ยังเหนือกว่าศาสดาใด ๆ ในโลก คือ ทรงรู้วาระที่จะดับขันธ์ล่วงหน้าถึง ๓ เดือน ทรงประกาศล่วงหน้าเลยว่า

               "สาวกทั้งหลาย อีก ๓ เดือนข้างหน้า จะถึงกำหนดที่เราต้องดับขันธ์แล้ว ฉะนั้น ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ใดมีอะไรสงสัยในธรรมะ จงมาถามเราเถิด"

               สั่งอย่างนี้แล้วก็เสด็จออกประกาศพระศาสนาต่อไปไม่หยุดพัก เสด็จผ่านเมืองสำคัญ แหล่งสำคัญที่มีประชาชนอยู่กันมาก ทรงเทศน์โปรดผู้ที่มีกำลังบุญพอที่จะตรัสรู้ธรรมได้ เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนาแทนพระองค์ สำหรับพระอรหันต์รุ่นแรกๆ พระองค์ก็สั่งว่า



               "เมื่อเราจากพวกเธอไปแล้ว เธอจะต้องจัดหมวดหมู่ธรรมะที่เราสอนไว้ให้ดี..."

               พูดง่ายๆ ก็คือ สั่งให้ทำพระไตรปิฎก เราจึงได้พระไตรปิฎกไว้เป็นหลักฐานจนถึงทุกวันนี้ ที่เหนือกว่านั้น คือ ก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ได้ทรงสรุปคำสอนไว้ให้อย่างยอดเยี่ยม

               พวกเราเรียนตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม มีใครบ้างสามารถสรุปความรู้ที่เรียนมาได้ทั้งหมด ร้อยทั้งร้อยสรุปไม่ลงหรอก เพราะรู้ไม่จริง โดยทั่วไปความรู้ที่เกิดแก่ใครก็ตาม มักพัฒนาเป็นขั้นตอนอยู่ ๓ ระดับ

               ระดับแรก เรียกว่า  "รู้จำ" คือ ท่องมาบ้าง พ่อแม่บอกให้บ้าง
              
               ระดับที่สอง "รู้จริง" คือ เมื่อเติบโตขึ้น ย่ำโลกมากเข้า มีประสบการณ์มากขึ้น ความรู้ที่ได้มาจากระดับแรกก็เปลี่ยนจากรู้จำเป็นรู้จริง อธิบายถ่ายทอดให้คนอื่นรู้ตามได้บ้าง แต่ก็มีขอบเขตจำกัด เจอของแปลกใหม่ ก็มืดตื้อเหมือนกัน



               ระดับที่สาม "รู้แจ้ง" คือ รู้รอบไปทั้งหมด ทั้งที่มาที่ไป สามารถอธิบายขยายข้อความรู้ที่ลึกลํ้าได้ รู้ว่าวิธีนี้ต้องฝึกสมาธิจนใจสงบ เกิดดวงปัญญาสว่างโพลง โดยฝึกเป็นขั้นเป็นตอน คือ ค่อยๆ นึกถึงดวงแก้ว แล้วภาวนา "สัมมาอะระหัง" ไปจนใจสงบ จะเห็นความสว่างปรากฏขึ้น จากมืดสนิทเปลี่ยนเป็นสีม่วงๆ แสดงว่าความสว่างเกิดขึ้นบ้างแล้ว เมื่อสว่างเพิ่มขึ้นจากสีม่วงๆ จะกลายเป็นสีส้มสว่างขึ้นอีก จากสีส้มเป็นสีเหลือง จากเหลืองเป็นสีนวล ๆ จากสีนวลก็ยิ่งสว่างขึ้น ฝึกต่อไปก็จะใสสว่าง แจ่มกระจ่างดังอาทิตย์เที่ยงวัน

 

               สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน "รู้จำ รู้จริง แล้วรู้แจ้ง" แต่ พวกเรารู้งูๆ ปลาๆ ต้องฝึกสมาธิจึงจะสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้เต็มขั้น สิ่งอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งที่ใครๆ ก็ทำไม่ได้อย่างพระองค์ คือ พระองค์ทรงทำงานจนวินาทีสุดท้าย แม้พละกำลังจะหมดแล้ว ก็ยังทรงอนุญาตให้พระสุภัททะเข้าเฝ้าถามปัญหา และทรงเทศน์โปรดจนได้ เป็นพระอรหันต์ในคืนวันที่พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานนั่นเอง

               พระอรหันต์องค์สุดท้าย คือ พระสุภัททะนี้ มีอดีตที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง คือ ในอดีตชาติ ท่านเป็นน้องของพระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งเป็น พระอรหันต์องค์แรก ท่านสุภัททะมีอุปนิสัยในการทำบุญ ตรงกันข้ามกับพี่ชาย คือ ถ้ามีงานบุญอะไรที่ไหนขอให้รู้ พี่ชายจะต้องไปเป็นคนแรก แล้วทำทานเป็นคนแรกทุกที ขณะจะไปทำทานก็ชักชวนผู้อื่นด้วย



               ส่วนน้องชายคือสุภัททะ แม้รู้ก่อนก็เฉยเสียคอยสมทบเป็นคนสุดท้าย รู้ว่ามีการฟังเทศน์ที่ไหนพี่ชายจะไปก่อน ปัดกวาดเช็ดถูศาลา ปูลาดอาสนะไว้พร้อม ใครมาก็มีที่นั่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีที่ประทับ ส่วนน้องชายนั้น เมื่อใครๆ กลับหมดแล้วก็จะช่วยเก็บกวาดให้ เรื่องฟังเทศน์เอาไว้ก่อน ให้ใจเย็นๆ แดดร่มลมตกค่อยตามไป หรือคอยให้พี่ชายซึ่งฟังเทศน์มาแล้วเล่าให้ฟัง

 

               ถ้ามีทอดกฐินที่ไหน พี่ชายจะรีบจองขอเป็นเจ้าภาพก่อนเพื่อน ส่วนน้องชายขอรอก่อน ถ้าวัดไหนมีกฐินตกค้างก็ขอให้พรรคพวกมาบอกจะตามไปทอดให้ อัธยาศัยต่างกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ภพชาติสุดท้าย กำลังบุญของพี่ชายและน้องชายจึงต่างกันมาก เลยไม่ได้เป็นพี่น้องกัน พี่ชายมาเป็นพระอัญญาโกณฑัญญะ พระอรหันต์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ส่วนน้องชายซึ่งชอบทำความดีเป็นคนสุดท้าย จึงตามมาเป็นพระอรหันต์องค์สุดท้ายตามเคย

 

               ขอฝากพวกเราไว้ด้วย ไปคิดให้ดี จะเป็นท่านโกณฑัญญะหรือท่านสุภัททะ ก็เลือกเอาเอง หลวงพ่อไม่ว่า แต่ถ้าเป็นท่านสุภัททะก็เสี่ยงหน่อยนะ

ความอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งที่ศาสนาอื่นๆ ไม่มี ก็คือ การแต่งตั้งศาสดาไว้ปกครองศิษย์ต่อไป ไม่มีศาสดาองค์ใดที่ทำได้รัดกุมเท่าพระองค์ ได้มีผู้ทูลถามว่าเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วจะตั้งใครเป็นศาสดาปกครองสงฆ์ต่อไป พระองค์ทรงตอบชัดเจนดีมากกว่า

 

               ธรรมะและวินัยที่ได้ตรัสไว้ดีแล้วจะเป็นศาสดาแทนเราต่อไป พระองค์ไม่ตั้งบุคคล เพราะพระธรรมคำสั่งสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ ข้อ เป็นหลักที่ดีเยี่ยมแล้ว ศาสนาอื่นๆ เมื่อศาสดาตายก็แบ่งกันใหญ่เพี่อปกครองสาวก แทบจะฆ่ากันตาย ในพุทธศาสนาไม่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะพระองค์ทรงเตรียมการไว้พร้อมแล้ว ขอฝากผู้เฒ่าทั้งหลาย หัดเตรียมตัวตายไว้บ้างนะ คือ เตรียมอย่างที่พระพุทธองค์เตรียม จัดมรดกให้เรียบร้อยยุติธรรม

 

               พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำงานจนวินาทีสุดท้าย ถึงคราวเสด็จดับขันธ์ก็เข้าที่ นอนทำสมาธิ เข้าฌานสมาบัติ จนกระทั่งใจใสทิ้งกายเนื้อ เอาธรรมกายเข้านิพพาน นอกจากนั้นยังปรากฏความอัศจรรย์ในวาระสุดท้ายให้คนรุ่นหลังได้เคารพบูชาอีก คือ วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานตรงกันหมด ในวันเพ็ญกลางเดือน ๖ ไม่มีศาสดาใดทำได้ เรามีศาสดาที่วิเศษสุดอย่างนี้แล้ว อย่าดิ้นรนไปหาศาสดาที่ไหนอีกเลย

 

               เท่านั้นยังไม่พอ เพื่อความเรียบร้อย พระองค์ยังได้สั่งถึงการถวายพระเพลิงพระสรีระของพระองค์ว่า พระศพของพระองค์นั้นให้เอาผ้าเอาสำลีพัน แล้วใส่เครื่องหอมเป็นชั้นๆ แล้วไม่ต้องจุดไฟเพราะใครจะจุดไฟอย่างไรก็ไม่ติด เนื่องจากพระองค์อธิษฐานไว้ว่า เมื่อถึงเวลาสมควร ไฟจะเกิดสว่างพรึบขึ้นมาเอง

 

               ยิ่งกว่านั้น เมื่อถวายพระเพลิงแล้ว พระบรมสารีริกธาตุจะแตก ออกเป็น ๘๔,000 ชิ้น เท่าจำนวนหัวข้อธรรมะที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้ ให้แจกจ่ายกันให้ทั่วถึง


 

ความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระภาวนาวิริยคุณ