จุตูปปาตญาณ

วันที่ 17 กพ. พ.ศ.2555

           

                  เมื่อบรรลุวิชชาที่หนึ่ง คือ บุพเพนิวาสานุสติญาณแล้ว ก็ทรง บำเพ็ญเพียรต่อไป

 

               "เรานั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อจุตูปปาตญาณ คือ การรู้จักการเกิดการตายของ สัตว์อื่น"

 

               "เรามีจักขุทิพย์บริสุทธิ์กว่าจักษุของสามัญมนุษย์ ย่อมแลเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่แล้วว่าเลวทราม ประณีต มีวรรณะดี มีวรรณะเลว มีทุกข์ มีสุขอย่างไร เรารู้แจ้งชัดหมู่สัตว์ทุกผู้เข้าถึงตามกรรมว่า ผู้เจริญทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกายทุจริต มโนทุจริต ผู้ติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฐิ ประกอบการงานด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เบื้องหน้าเมื่อกายแตกตายไป ล้วนพากันไปสู่อบาย ทุคติ วินิบาต นรก
 

                   เห็นไหม ท่านบอกชัดเลยนะ ลองเปรียบเทียบว่า ถ้าเรามีไฟฉายอยู่ในมือ ก็จะส่องทางบอกได้ว่า ตรงไหนเป็นภูเขา ตรงไหนเป็นบ่อ เป็นเหว เมื่อพระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่สอง คือ จุตูปปาตญาณ มีจักษุทิพย์ รู้เห็นการเกิดการตายของมนุษย์และสัตว์ทุกชนิดแล้ว จึงทรงบอกได้ว่า ไม่ว่าคนหรือสัตว์ชนิดใดก็ตาม ถ้าทำความผิดไว้ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจา ใจ ก็ตาม เบื้องหน้าเมื่อแตกกายทำลายขันธ์แล้ว ก็จะสู่ทุคติ วินิบาต นรก ตกนรกหมด

               กายทุจริต ได้แก่ การทำความชั่วด้วยการใช้มือ เท้า ปาก เล็บ หรืออวัยวะทางกาย ไปฆ่าเขาไว้ แย่งลูกเมียเขาไป ทำลายทรัพย์ ของเขาไว้

               วจีทุจริต คือ พูดจาโกหกพกลม พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด


               มโนทุจริต คือ ละโมภอยากได้ของเขา คิดล้างผลาญพยาบาท คิดผิดทำนองคลองธรรม อิจฉาตาร้อน พวกนี้เป็นมิจฉาทิฐิทั้งนั้น

 

               "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ส่วนสัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า ประกอบการงานด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เบื้องหน้ากายแตกตายไปนี้ ย่อมพากันเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์" เพราะฉะนั้น ถ้าใครบอกว่า สวรรค์ไม่มีก็อย่าเชื่อนะ เพราะพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงยืนยันว่า มีจริง เป็นที่ไปของคนทำความดีหลังจากสิ้นชีวิตแล้ว

 

               หลายท่านที่นั่งในที่นี้ก็เคยเห็นว่าสวรรค์เป็นอย่างไร เทวดาเป็นอย่างไรมาแล้ว สิ่งที่ตามนุษย์เรามองไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มีนะ สิ่งนั้นมี แต่เรามองไม่เห็นต่างหาก ลอง พิจารณาว่า เมื่อก่อนนี้ยังไม่มีกล้องจุลทรรศน์ ใครๆ ก็ไม่รู้ ไม่เชื่อว่ามีเชื้อโรค ในพระไตรปิฎก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพูดถึงเรื่องเชื้อโรคต่างๆ เอาไว้มาก แต่ท่านไม่ได้เรียก "เชื้อโรค" ท่านเรียกว่า "พยาธิ" พยาธิเชื้อโรคที่กินฟัน กินผม กินตา กินส่วนต่างๆ ที่อยู่"ในร่างกาย ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมไป ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ

 

               เรื่องพยาธินี้ทรงอธิบายว่า มีขนาดต่างๆ กัน ตั้งแต่ตัวโตมองเห็นได้ จนเล็กๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฟังแล้วไม่ค่อยเชื่อกัน จนกระทั่งเกิดกล้องจุลทรรศน์ขึ้น จึงยอมรับว่ามี แล้วก็ตรงกับที่พระองค์ตรัสไว้ทุกอย่าง เห็นไหม สิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มี

 

               เมื่อก่อนนี้ก็ไม่เชื่อกันว่าดวงดาวเป็นโลกอีกโลกที่ต่างออกไปจากโลกที่เราอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า มีจักรวาลอยู่นับไม่ถ้วน เป็นอนันตจักรวาล มีลักษณะคล้ายจักรวาลที่เราอยู่นี้ก็ไม่มีใครเชื่อ แต่เดี๋ยวนี้หลักฐานทางดาราศาสตร์ยืนยันแล้วว่ามีจริงๆ แต่ต้องอาศัยกล้องดูดาว เดี๋ยวนี้ก็เริ่มเห็นหมู่ดาวอะไรต่ออะไรมากขึ้นแล้วใช่ไหม



 

ความยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระภาวนาวิริยคุณ