บั้งไฟพญานาค ในทรรศนะ รร อนุบาลฝันในฝันวิทยา

วันที่ 18 ตค. พ.ศ.2556

บังไฟพญานาค  พญานาคา  15 ค่ำเดือน 11

บั้งไฟพญานาค ในทรรศนะ รร อนุบาลฝันในฝันวิทยา


เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์นี้เกิดขึ้นในวันมหาปวารณา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือตรงกับวันออกพรรษาของประเทศลาว ซึ่งวันออกพรรษาของไทย ถึงก่อนวันออกพรรษาของลาวหนึ่งวัน แต่บางปีก็มาพ้องตรงกัน เมื่อถึงวัน นั้น คลื่นมหาชนจำนวนมากจะหลั่งไหลไปที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เพื่อรอดูดวงไฟที่ลอยขึ้นมาจากกลางลำน้ำโขง

ผู้เฒ่าผู้แก่ของพี่น้องชาวไทยลาวทั้ง ๒ ฝั่ง เล่าสืบต่อกันมาว่า ดวงไฟนั้นเป็นบั้งไฟพญานาค ที่ท่านบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยจิตที่ เลื่อมใส แต่พอตกมาถึงยุคนี้เข้าก็มีผู้ที่อยากจะรู้ว่า ดวงไฟที่เกิดขึ้นนี้จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ บ้างก็บอกว่ามนุษย์สร้างขึ้น บ้างก็บอกว่าเกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ ล่าสุดก็เอาเครื่องมือไฮเทคมาพิสูจน์กัน แต่ข้อสรุปสุดท้าย บอกว่าเกิดจากธรรมชาติ

ในฐานะที่เราเป็นโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา เราก็น่าจะมีทรรศนะของเราบ้างถ้าหากว่าบังเอิญไม่ไปตรงอะไรกับใคร หรือบางทีอาจพ้องบ้าง ก็ต้องถือว่า ให้ฟังเป็นนิทาน ฟังเพลินๆ ก็รู้ไว้ใช่ว่าติดขาติดแข้งกันไป ไม่ ต้องถึงกับใส่บ่าแบกหาม

เรื่องก็มีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อหลายพันปีก่อนสมัย พุทธกาล บนผืนแผ่นดินอันสะอาดบริสุทธิ์ของประเทศลาวในปัจจุบัน ชาว เมืองเป็นผู้มีศีลมีธรรม มีจิตใจที่งดงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มีความเคารพผู้ หลักผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ดูแลมารดาบิดากันเป็นปกติ พระราชาผู้ปกครอง บ้านเมืองทรงมีธรรมราชาครบถ้วน ๑๐ ประการ แล้วก็มีปุโรหิตท่านหนึ่ง เป็นคนจิตใจงาม เป็นผู้มีปัญญามาก เวลาจะตัดสินคดีความอะไรก็บริสุทธิ์ ยุติธรรม ท่านชำนาญในไตรเพท มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมบวงสรวงพญานาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เพราะมีความเชื่อว่า นาค เป็นผู้ให้น้ำ ท่านก็ประกอบพิธีอย่างนี้ทุกปีๆ จนกระทั่งหมดอายุขัย

ด้วยใจที่ผูกพันกับพญานาคมาก กอปรกับบุญกุศลที่ท่านปุโรหิตทำใน ระดับที่ดีของชาวโลก ในยุคที่พระพุทธศาสนายังไม่บังเกิดขึ้น เมื่อละโลกแล้ว ท่านจึงไปเกิดเป็นพญานาค มีกายสีทองสวยงาม เป็นหัวหน้าปกครองชุมชน นาคในระดับล่าง อยู่ใต้ลำน้ำโขง ซึ่งจะเป็นภพซ้อนภพ มีอายุยืนมาก

พญานาคมีอยู่ ๓ ระดับ คือ ระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง ระดับ สูงก็อยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ระดับกลางๆ ก็ลดหย่อนลงมา ระดับ ล่างก็อยู่ในระดับพื้นมนุษย์ มีบ้านเมือง ที่สวยสดงดงามพอสมควร ท่านเป็นผู้ ปกครองชุมชนนาคในละแวกลำน้ำโขงนั้น ซึ่งกว้างขวางมาก พญานาคท่านนี้ เมื่ออยู่ ในเมืองนาคท่านจะแปลงกายเป็นกายทิพย์ ที่คล้ายๆ มนุษย์ มีเครื่องประดับงดงาม แล้วท่านปรารถนาพุทธภูมิมานาน ตั้งแต่ ก่อนจะมาเกิดเป็นปุโรหิต แม้มาเป็นปุโรหิต ก็มีความรู้สึกเช่นนี้อยู่ลึกๆ ในใจ

ครั้นเวลาล่วงเลยมาถึงสมัยพุทธกาล ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม พอ ใกล้ถึงวันออกพรรษา เหล่าเทวดาก็โจษกันไปทั่วว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเสด็จลงจากดาวดึงส์ จนเสียงอื้ออึงโจษขานดังไปทั่ว พร้อมๆ กับเสียง ดนตรีสวรรค์ดังไปถึงนาคพิภพ ทำให้อาสนะของพญานาค ที่เคยอ่อนนิ่ม กลับแข็งกระด้างขึ้นมา สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น พญานาคและบริวารจึง ออกมาจากนาคพิภพ ขึ้นไปอยู่บนผิวน้ำของแม่น้ำโขง ในวันเทโวโรหณะ ออกพรรษา สายตาก็มองไปบนท้องฟ้า

ตอนนั้นเมฆบนท้องฟ้าก็ยังฟูฟ่องล่องลอยอยู่เยอะแยะ แต่สักพัก หนึ่งเมฆก็แวบหายไป ท้องฟ้าเริ่มเปิดออก มีลำแสงฉัพพรรณรังสีพุ่งออกมา ท้องฟ้ากลวงเข้าไป เหมือนไม่มีท้องฟ้าในบริเวณนั้น คือท้องฟ้าเปิดจนมอง เห็นสวรรค์ ในลำแสงนั้นก็จะเห็นเหล่าทวยเทพทั้งหลายในภพ ๓ เต็ม ไปหมดเลย ยกเว้นอรูปพรหม ๔ ชั้น อสัญญีสัตตาพรหม หรือพรหมรูปฟัก ที่ไม่ได้มา นอกนั้นมาหมดเลย

โดยเฉพาะคนธรรพ์จะร้องรำทำเพลง ประโคม ดนตรีตลอด เวลา พลุสวรรค์หลากสี แต่ไม่ได้ดังตุ้มๆ เหมือนพลุในเมืองมนุษย์ แต่ดัง เป็นเสียงดนตรีสวรรค์ ดอกไม้ทิพย์สวยสดงดงาม หอมฟุ้ง ตลบอบอวลไป ทั่วบริเวณสองข้างทาง ก็เต็มไปด้วยทวยเทพทุกชั้น ผู้ปกครองของสวรรค์ ทั้ง ๖ ชั้น เทพอัปสร เรียงกันลงมาเป็นกระบวน ถัดจากนางเทพอัปสรก็จะมีเหล่าเทวดายืนเรียงรายกันเต็มไปหมดเลย มีบันไดทองคำใส บันไดแก้ว เพชร บันไดเงิน ทอดลงมาจากดาวดึงส์จนถึงพื้นโลกมนุษย์
 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ อยู่ตรงกลางบันไดแก้วเพชรที่มี หลากสี ทั้งม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ตามหลังมาด้วย ปัญจสิกขเทวบุตร และมาตุลีเทพ สารถี ส่วนบันไดทองคำใสก็เป็น ของเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ มีท้าว สุยามาผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยามา ถือพัดวีชนี ท้าวสักกเทวราชหรือ พระอินทร์ถือปาริฉัตกะ ถัดมาก็ ท้าวสันตดุสิต ผู้ปกครองสวรรค์ ชั้นดุสิต ท้าวนิมมานรมิต ผู้ปกครอง สวรรค์ชั้นนิมมานรดี ถัดมาก็ท้าว ปรนิมมิต ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี และตามด้วยเหล่า เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลาย
 

บันไดเงินเป็นของมหาพรหม ซึ่งล้วนแต่งชุดขาว มหาพรหมใน ที่นี้หมายถึงพรหมผู้มีศักดิ์ใหญ่ มี อานุภาพมาก ทั้ง ๑๖ ชั้น ผู้มีศักดิ์ ใหญ่มากที่สุดก็อยู่ข้างหน้า เสด็จมา ทางบันไดที่ดูคล้ายๆ เงินยวง ไม่ใช่ เงินดำๆ แบบเมืองมนุษย์ แล้วก็เนรมิตฉัตรสีขาว ๙ ชั้น ลอยอยู่เบื้องบน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปล่งฉัพพรรณรังสี สว่างไสว เนรมิตพระวรกายให้ใหญ่ กว่าเทวดาและพรหม ในระดับที่มนุษย์อยู่ไกลก็เห็นใกล้ แต่อยู่ใกล้ๆ จะเห็น พอดีๆ คือจะใกล้หรือไกลก็เห็นเท่ากันด้วยพุทธานุภาพ

เหตุการณ์ในวันนั้นไม่ใช่มนุษย์ทั่วโลกได้เห็นกันหมด แต่เห็นเฉพาะ ผู้มีบุญที่สังกัสสะนคร ซึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถี ในรัศมีแค่ ๓๖ โยชน์เท่านั้น แล้ว มนุษย์ที่เห็นวันนั้นก็มีหลายประเภท คือ ผู้ที่เลื่อมใสก็มี ที่เฉยๆ ก็มี ไม่ เลื่อมใสก็มี ที่เลื่อมใสมากก็เห็นมาก ที่เฉยๆ ก็เห็นหย่อนลงมา ที่ไม่เลื่อมใส ก็เห็นมั่งไม่เห็นมั่ง แต่พวกมีตาทิพย์กายละเอียดเขามองเห็น เพราะฉะนั้น มนุษย์เห็นเฉพาะจุดตรงนั้น แล้ว ณ ตรงนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด บังเกิดขึ้น ก็จะเสด็จลงมาที่สังกัสสะนครนี่แหละ เพราะเป็นเมืองที่เป็นเนิน สามารถเห็นได้รอบทิศ มีจารึกของภิกษุฟาเหียนที่ท่านเดินทางไปค้นหาพระคัมภีร์สืบคำสอนของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าที่อินเดีย ในนั้นกล่าวว่า ท่านเห็น ตำแหน่งที่บันไดทอดมาถึงพื้นมนุษย์ด้วย

เพราะฉะนั้นมนุษย์ก็เห็น เทวดาก็เห็น แล้วนาคก็เห็น ท่านจึงเกิดกุศล ศรัทธามาก ได้เปล่งวาจาตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ดังนั้น เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พญานาคก็จะออกมาจาก นาคพิภพมาจำศีลภาวนาใต้ลำน้ำโขง ซึ่งท่านปรารถนาจะให้ใครเห็นหรือไม่ เห็นก็ได้ด้วยอานุภาพของท่าน

ตอนแรกท่านก็มาตามลำพังตนเดียว ต่อมาลูกน้องบริวารเกิดศรัทธา ตามขึ้นมาจำศีลด้วย พอถึงวันออกพรรษา ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระสัมมา สัมพุทธเจ้า จึงบูชาพระพุทธองค์ด้วยประทีป ที่กลั่นจากใจใสๆ ด้วยการ ประพฤติพรหมจรรย์มาตลอด ๑ พรรษา และได้อธิษฐานว่า ด้วยอานิสงส์นี้ ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต

การพ่นไฟของนาคนั้นมีหลายลักษณะ ถ้าพ่นเพราะความโกรธจะพ่น อย่างร้อนแรงโดนที่ไหนก็พังที่นั่น แต่ก็พ่นไม่ได้ทุกตัว ปริมาณที่พ่นไฟก็ไม่ เท่ากัน แล้วแต่ฤทธิ์ของใคร ใครมีบุญมาก มีฤทธิ์มาก ก็พ่นได้มาก หรืออีก แบบหนึ่งที่เราได้ยินบ่อยๆ ในพระไตรปิฎกว่า "บังหวนควัน" คือจะพ่นควัน ที่มีไอร้อนออกมา

แต่การพ่นไฟเป็นประทีปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอีกแบบ การที่พญานาคจะพ่นไฟถวายเป็นพุทธบูชาได้ ต้องประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เสพเมถุนตลอด ๑ พรรษา แล้วก็ระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน วันเทโวโรหณะที่เสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ด้วยใจที่ปลื้มปีติ แล้วพ่นไฟลอยขึ้นไปในอากาศ เมื่อเป็นฟองอยู่ใต้น้ำก็กลม ๆ เนื่องจากเป็นของกึ่งหยาบกึ่งละเอียด ทำให้เวลาลอยพ้นน้ำขึ้นมา ผิวน้ำจะไม่กระเพื่อม คือ เหมือนผ่านอากาศ แล้วลอยขึ้นไปสว่างวาบบนท้องฟ้า

แต่เดิมท่านทำลำพังเพียงตนเดียว ต่อมานาคบริวารเกิดกุศลศรัทธา ก็ทำตามบ้าง เพราะฉะนั้นจึงเกิดแสงสว่างขึ้นบนท้องฟ้า ช่วงสั้นบ้าง ยาวบ้าง ดวงโตบ้าง ดวงเล็กบ้าง แล้วแต่อานุภาพของแต่ละท่าน ใครกำลังบารมี อ่อนก็พ่นได้ไม่กี่ดวง แล้วก็สูงไม่มาก แต่ของพญานาคจะสูงทีเดียว ด้วยเหตุนี้ บั้งไฟพญานาคจึงเกิดขึ้นในวันออกพรรษาทุกปี และเริ่มมีมากขึ้นตาม ห้วยหนองคลองบึงต่าง ๆ

นี่คือสิ่งที่เป็นอจินไตยที่เกิดขึ้นจริงด้วยจิตที่เลื่อมใสของพญานาค พญานาคท่านก็รู้จิตใจของมนุษย์ทุกคน ในทุกยุคที่ผ่านมาสองพันห้าร้อย กว่าปี ว่ามนุษย์คิดกันอย่างไร ยุคต้นๆ มนุษย์มีจิตเลื่อมใสพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เชื่อมั่น ส่วนในยุคนี้ เชื่อก็มี เชื่อมั่งไม่เชื่อมั่งก็มี ไม่เชื่อเลยก็มี แต่พญานาคท่านไม่สนใจ เพราะเอาใจไปอยู่กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ปลื้มปกติ ไม่สนใจเสียงการละเล่น ต่างๆ ของมนุษย์ทั้งสองฝั่งริมโขงเลย ใครจะคิด ตำหนิติเตียนหรือจะลบหลู่ ท่านก็เฉยๆ ไม่สนใจ ใจปลื้มอยู่ในบุญ เพราะท่านรู้ว่ามนุษย์ไม่เห็นวันนั้น จะ ให้มาปลื้มอย่างท่านคงยาก

เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันมหาปวารณาของไทย หรือวันออกพรรษาของลาว เราจะเห็นดวงไฟลอยขึ้นมาจากลำน้ำโขง เป็น ประจำทุกปี ปีละครั้ง และมีที่นี่ที่เดียวในโลก เพราะฉะนั้น ณ จุดตรงนี้ ถ้า หากว่าผู้มีบุญทั้งหลายได้ไปดูแล้ว ทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพญานาค ก็จะเป็นทางมาแห่งบุญ แล้วก็เป็นทางไปสู่สวรรค์ ด้วยอานิสงส์แห่งการเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมบัติใหญ่จะไหลมาเทมา เราจะมีดวงปัญญาอันเลิศ มีรัศมีสว่างไสว ผิวพรรณผ่องใส ตอนเป็นมนุษย์ ก็จะรูปหล่อ จะสวยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ในวันนั้นเราน่าจะเปลี่ยนวิธีการใหม่ แทนที่จะไปเถิดเทิง กลองยาวหรืออะไรต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว ให้ลืมไปเสียให้หมด แล้วมาเริ่มใหม่ เริ่มกันตั้งแต่เช้ากันเลย นิมนต์พระมาจากทั่วประเทศ มีกี่หมื่นองค์นิมนต์มาเลย ทั้งสองฝั่งไทยลาวมาใส่บาตรกันในตอนเช้า แล้วบำเพ็ญบุญกุศล ทาน ศีล ภาวนากันตลอดทั้งวัน ตรงนั้นอย่าให้มีเหล้า สุราเมรัย บุหรี่หรือสิ่งไม่ดีต่างๆ ไม่ให้มีเลย ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาดสะอ้าน

เชื่อไหมว่าชาวโลกเขาอยากจะมาเห็นภาพอย่างนี้เพราะเป็นภาพที่เขาขาดแคลน  ถ้าสมมุติว่าทั้งสองฝั่งไทยลาวในวันนั้น ชาวต่างประเทศมาฝั่งละแสน คน ต่างหลั่งไหลมาเพื่อดื่มด่ำวัฒนธรรมที่ดีงาม และได้เห็นความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากความเลื่อมใสของพญานาคและของชาวพุทธ ทั้งสองฝั่ง แม่น้ำโขง  ถ้าวันนั้นทั้งสองฝั่งได้ทำอย่างนี้ให้เกิดขึ้น เดี๋ยวเราจะได้เห็นความ อัศจรรย์เกิดขึ้นทั้ง ๓ ท้อง บนท้องฟ้าจะสว่างไสวด้วยแสงจันทร์เพ็ญ ท้องน้ำก็สว่างไสวด้วยเปลวประทีปของพญานาค ที่ท้องเราก็สว่างด้วย ประทีปธรรมภายใน

 

เมื่อชาวโลกมาเห็นภาพอันงดงามนี้ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสก็จะเลื่อมใส ที่เลื่อมใสแล้วก็จะเลื่อมใสยิ่งขึ้น ปีแรกคนอาจจะมาแค่ไม่กี่แสน แต่ปี ถัดๆ ไป เมื่อสิ่งดีๆ นี้เกิดขึ้น เขาจะไปเล่าสู่กันฟังด้วยความปลื้มปิติ เดี๋ยว ก็จะมากันใหญ่เลย แล้วก็เป็นทางไปสู่สวรรค์ เป็นทางมาแห่งบุญของ ทุกๆ คน ภาพเหล่านี้ใครๆ ในโลกเขาอยากจะเห็นกัน ไม่ใช่เฉพาะพี่น้องชาวไทย ชาวลาวสองฝั่งเท่านั้น เพราะว่าเป็นภาพที่มีแห่งเดียวในโลก เกิดขึ้นปีละครั้งและสม่ำเสมอทุกปี เป็นเวลายาวนานกว่า ๒,๕๐๐ ปี มาแล้ว จึงเป็นสิ่งที่ใครๆ เขาอยากจะดูกัน และถ้ามีบรรยากาศที่ชวนดูก็จะยิ่งสร้างความปลื้มปีติ
 

ใครได้มาดูในวันนั้นใจของเขาจะไม่ลืมเลย ใจจะใส บาปอกุศลไม่ได้ ช่อง ใกล้ละโลก ภาพนี้จะไปปรากฏในใจ ให้ใจเขาใส และก็เป็นนิมิต ผ่านไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นอีกทรรศนะหนึ่งของโรงเรียน อนุบาลฝันในฝันวิทยา และขอฝากสิ่งนี้เอาไว้สำหรับพี่น้องสองฝั่ง ทั้งฝั่ง ลาวและฝั่งไทยซึ่งต่างก็เป็นเครือญาติกัน ช่วยกันทำให้วัฒนธรรมอันดีงาม นี้เกิดขึ้นในยุคธรรมิกราชาของเราพระองค์นี้..และยุคของนักเรียนโรงเรียน อนุบาลฝันในฝันวิทยาลูกพระราชฯ ทุกคนทั่วโลก ต้องให้เกิดในยุคนี้ให้ได้เลย

โดย"คุณครูไม่ใหญ่"