เรื่องสั้นวันพ่อ "รอยเลือดบนปกหนังสือ"

วันที่ 28 พย. พ.ศ.2556

 

"รอยเลือดบนปกหนังสือ"

 

"พี่นันท์…พ่อเสียแล้ว!" 

เสียงสั่นเครือจากปลายสาย สิ้นคำก็ปล่อยโฮออกมา ทำเอานันทกรถึงกับใบหน้าร้อนผ่าว มันเหมือนฟ้าผ่าลงมาที่กลางใจ เขานิ่งอึ้งประหนึ่งว่าหัวใจจะหยุดเต้น กับข่าวร้ายที่ได้รับแจ้งจากน้องสาว

ปลายสายวางไปนานแล้ว แต่ชายหนุ่มยังยืนนิ่ง งุนงงกับเหตุการณ์...

 

* * * * * * * * *

 

       หลังจากไม่ได้ติดต่อกับทางบ้านเป็นเวลานาน และที่จำเป็นต้องระเห็จมาอยู่กรุงเทพฯ ก็เพราะความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่างเขาและพ่อ

 

"แก มันลูกไม่รักดี!!!…เป็นนักเขียนจะเอาอะไรกิน หา! ….รายได้พอยาไส้ซะที่ไหน…อีกหน่อยมีลูกมีเมียไม่อดตายกันทั้งบ้านเรอะ!" ผู้เป็นพ่อตวาดเมื่อรู้ถึงความดื้อดึง ที่เขาจะเลือกเดินในสายอาชีพนักเขียน

 

"แต่ ผมรักงานนี้นะครับพ่อ ผมคิดว่ามันมีประโยชน์ที่เราได้ปลูกฝังความคิด คุณธรรม จริยธรรมที่ดีให้กับคนที่อ่านหนังสือ สังคมจะได้พัฒนาไงครับพ่อ" ชายหนุ่มให้เหตุผล

 

"เชอะ….มาทำเป็นอุดมการณ์สูงส่ง ห่วงใยสังคม" พ่อเอ่ยน้ำเสียงเชิงประชด

 

"ฉันกลัวแต่แกน่ะจะเอาตัวไม่รอด ก่อนสังคมจะพัฒนาล่ะไม่ว่า…ฟังนะนันท์ ถ้าแกขืนไม่เลิกคิดจะเป็นนักเขียนไส้แห้งล่ะก็ แกกับฉันก็ไม่ต้องมาเห็นหน้ากัน!!"

พ่อยื่นคำขาด มันเหมือนถูกเหล็กแหลมทิ่มแทงใจชายหนุ่ม กับท่าทีไม่ยอมเข้าใจของผู้บังเกิดเกล้า แต่สายตาที่มองทอดไกลออกไปในภายหน้าทำให้ไม่อาจเปลี่ยนเป้าหมายชีวิตได้

 

        นับแต่วันนั้น พ่อก็เฉยชาไม่พูดจากับเขา นันทกร ทนความอึดอัดอยู่ 4 เดือน จึงฝากน้องสาวและน้องชายดูแลพ่อ แล้วมุ่งหน้าเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นนักเขียนอิสระ ส่งงานเขียนตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ ส่งเงินไปช่วยทางบ้านสม่ำเสมอ นานๆ ครั้งจะโทรศัพท์ไปพูดคุยกับน้องๆ แม้หลายครั้งจะขอคุยกับพ่อ แต่ก็ถูกปฏิเสธเสมอ เป็นความเจ็บปวดหนึ่งที่ฝังลึกคอยบั่นทอนกำลังใจเขาตลอดมา...

 

        ทว่าชายหนุ่มได้รับการฟื้นใจเสมอ เมื่อนึกถึงแม่ที่จากไปเมื่อหลายปีที่แล้ว...แม่รักการอ่าน… แม่อ่านหนังสือทุกประเภท และแม่ก็เป็นนักเขียน แต่พ่อไม่เคยสนับสนุนแม่ และด่วนสรุปว่าสาเหตุที่แม่เป็นโรคเครียดและเส้นเลือดฝอยในสมองแตกจนเป็น อัมพาต แล้วเสียชีวิตในที่สุด...ก็เพราะอาชีพนักเขียน!

 

        กระนั้น งานเขียนของแม่ก็ยังคงทำรายได้จากการพิมพ์ซ้ำ และได้ค่าลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นทุนการศึกษาให้เขาและน้องๆ อย่างเพียงพอ เพราะลำพังเงินเดือนจากหน้าที่การงานเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยของพ่อกับการ ที่ต้องเลี้ยงดูลูก 3 คนให้ได้อยู่อย่างสุขสบาย

 

มีการศึกษาสูงๆ คงไม่ใช่เรื่องง่าย เว้นแต่พ่อต้องเหนื่อยมากขึ้นด้วยการทำงานเสริม

 

      แต่นี่เพราะรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำจากงานเขียนของแม่โดยแท้ ครอบครัวจึงไม่ขัดสน...รู้ทั้งรู้ แต่พ่อก็ยังคงมีอคติกับอาชีพนักเขียนไม่แปรเปลี่ยน...

 

จนนับ 7 ปี ที่นันทกรต้องออกจากบ้านมา และได้รับข่าวร้ายในวันนี้ เมื่อพ่อจากไปอย่างกะทันหัน! 

 

      ชายหนุ่มจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋า 2-3 ชุด รุดกลับบ้านที่หัวหิน ด้วยความรู้สึกหดหู่เสียใจ น้ำใสๆ คลอหน่วยอยู่ตลอดเวลา แม้ไม่ยอมจะเอ่อไหล ทว่ามันไหลย้อนกลับลงไปท่วมใจ พยายามนึกว่า มันเป็นเพียงความฝัน…ฝันร้ายที่จะหายไปเมื่อตื่น และพยายามขับไล่ความขมขื่นใจที่ฝังลึกเสมอมาว่า พ่อไม่เคยเข้าใจ พ่อไม่เคยรัก…

 

      สิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุดตอนนี้คือ อยากกลับไปถึงบ้านเร็วที่สุด เพื่อกล่าวความในใจทุกสิ่งต่อพ่อ และบอกว่าเขายังรักเคารพพ่อเสมอ แม้ว่าในความเป็นจริง ท่านไม่อาจได้ยิน...

 

* * * * * * * * *

 

"นั่งสินันท์…" หญิงวัยกลางคน ผายมือเชิญนันทกรนั่งเก้าอี้ตรงข้าม ขยับแว่นหนา สีหน้าเรียบเฉย...ความเงียบในห้องบรรณาธิการบริหาร ทำใหเขาใจเต้นแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

"พี่เรียกผมมาพบ มีอะไรให้ช่วยเหรอครับ" เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ

 

"อืม ม์...พี่มีข่าวดีจะบอกให้นันท์ทราบน่ะ..." ว่าพลางระบายยิ้ม ชื่นชมชายหนุ่ม "ก็หลังจากรวมเรื่องสั้น 'บ้านอุ่นรัก' ของนันท์วางขายทั่วประเทศ ทางสายส่งแจ้งมาว่าที่พิมพ์เฟิร์ส ออเดอร์ไป 5,000 เล่ม ตอนนี้จะต้องเพิ่มสต๊อกแล้วล่ะ...ถือว่าแรงมากเลยนะนันท์ กับเวลาสั้นๆ แค่ 3 เดือนเอง"

 

"เหรอ ครับ..." ชายหนุ่มยิ้มกว้าง "ผมต้องขอบคุณพี่มากครับ ที่กรุณาให้โอกาสกับพ็อคเก็ตบุ๊คเล่มแรกของผม..แล้วก็น้องๆ ทีมประชาสัมพันธ์ด้วยครับ ที่ช่วยส่งข่าวตามสื่อต่างๆ..อีกอย่างผมว่าการจัดงานเปิดตัวที่ ลงทุนมากขนาดนั้น ก็มีผลมากนะครับ"

 

"พี่ว่า...นั่นน่ะ แค่องค์ประกอบย่อย...เพราะถ้าตัวเนื้องานไม่เป็นที่พอใจ คนอ่านไม่ชอบ ไม่บอกต่อ และไม่เข้าตานักวิจารณ์ ก็คงไม่มีใครเขาสนับสนุน ไม่มีใครเขาเชียร์หรอก...ที่พี่เรียกนันท์มาก็จะบอกเรื่องนี้ อ้อ..! แล้วเรื่องค่าเช่าลิขสิทธิ์จากการพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 2 และครั้งต่อๆ ไปนี่ นันท์จะได้เพิ่มจาก 10% เป็น 15% จากยอดพิมพ์นะ"

 

"ขอบคุณพี่มากครับที่กรุณา" ชายหนุ่มค้อมศีรษะพร้อมยกมือไหว้ หัวใจพองโต มีความสุขกว่าครั้งไหนๆ เมื่อมีสิ่งมาชี้ความสำเร็จบนเส้นทางนักเขียน จนส่งเขาไต่ขึ้นชั้นนักเขียนระดับแนวหน้า โดยนำเสนองานเขียนเชิงปรัชญาการดำเนินชีวิต เพื่อส่งเสริมจริยธรรมอันดีต่อสังคม

 

        ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อมา นันทกรก็นั่งอบู่บนรถประจำทางปรับอากาศ มุ่งหน้าสู่ภูมิสำเนา แววตาหม่นเศร้าทอดผ่านออกไปนอกกระจกใส ทว่าหาได้สนใจกับทิวทัศน์ข้างทางไม่...ความดีใจในวันก่อนถูกลบกลบด้วยข่าว ร้ายในวันนี้…ความคำนึงเก่าๆ ได้ฉายภาพชัดขึ้นอีกครั้ง...

 

            นับแต่แม่จากไป ท่าทีของพ่อที่ขัดแย้ง ขัดขวางกับความมุ่งมั่นของเขา ที่เลือกเอาดีในอาชีพนักเขียนตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย ความขมขื่นฝังลึกถมทับในใจเขาตลอดมา บางขณะก็นึกน้อยใจ เพราะดูเหมือนว่าพ่อจะจงเกลียดจงชังเขามากกว่าน้องทั้งสอง ที่พ่อตามใจมิเคยข้องขัด บางครั้งนึกไกลไปว่า เขาอาจจะไม่ใช่ลูกของพ่อก็เป็นได้... แต่นั่นก็เพียงความคิด เพราะจิตสำนึกส่วนลึกของเขายังเคารพนบนอบต่อท่านเสมอ

 

        การจากไปของพ่อ นำมาซึ่งความอาลัย...ความรักความผูกพันได้ละลายความรู้สึกด้านมืดให้สว่าง ขึ้น นึกเสียดาย...เสียใจ...ที่ยังมิทันได้อยู่ใกล้ให้ท่านได้เห็น และรับรู้ความสำเร็จบนเส้นทางที่เขาเลือก ว่าลูกของพ่อได้เดินตามรอยของแม่ และลูกของพ่อทำได้!

 

     ชายหนุ่มผล็อยหลับไปแต่เมื่อใดไม่รู้...มารู้สึกตัวตื่นเมื่อได้ยินเสียงแอร์ บัสเตือนให้ผู้โดยสารเตรียมตรวจตราสัมภาระ…รถได้มาถึงปลายทางแล้ว

 

      บ้านไม้สองชั้น ซ่อนตัวท่ามกลางแมกไม้เขียวครึ้มร่มรื่น แม้อาณาบริเวณไม่ถึงกับกว้างใหญ่นัก แต่มันอบอวลไปด้วยความรัก...กับครอบครัวเล็กๆ ที่สร้างชีวิตของชายหนุ่มให้เติบใหญ่ขึ้น...เย็นวันนี้ภายในบ้านผู้คนพลุก พล่าน ด้วยว่าบรรดาญาติสนิท เมื่อทราบข่าวการจากไปของพ่อ ก็มาช่วยเป็นธุระในเรื่องต่างๆ ทันทีที่น้องสาวคนโตเห็นพี่ชายก้าวพ้นประตูเข้าบ้าน ก็วิ่งโผเข้าหา กอดซบอกสะอื้นไห้ ชายหนุ่มกอดประคอง ไล้ผมแผ่วเชิงปลอบใจ ขณะที่เขาเองก็ยากที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้

 

      หลังจากเก็บสัมภาระ และทักทายญาติๆ ถ้วนทั่ว นันทกรก็ชวนน้องสาวปลีกตัวมานั่งที่ซุ้มชิงช้าหน้าบ้าน เพื่อพูดคุย ถามไถ่รายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่พรากพ่อจากไป

 

"พ่อโดนรถชนที่ตลาดเมื่อเช้าตอนกำลังข้ามถนนใหญ่...เจี๊ยบกับจิ๋วกำลังซื้อกับ ข้าวอยู่ฝั่งตลาดสด" น้องสาวเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

 

"แล้วพ่อข้ามถนนไปทำอะไรอีกฝั่งล่ะ" ผู้เป็นพี่ชายซัก

 

"ตอนแรก พ่อบอกแต่ว่า จะไปซื้ออะไรฝั่งโน้นหน่อย ให้เจี๊ยบกับจิ๋วซื้อของเสร็จแล้วรออยู่ฝั่งนี้ สักพักก็ได้ยินเสียงรถเบรกดังลั่น แล้วก็มีคนตะโกนว่า มีรถบัสชนคน......พอเจี๊ยบกับจิ๋ววิ่งไปดู ถึงรู้ว่าเป็น..พ่อ"

 

หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง พยายามข่มเสียงสั่นเครือให้เป็นปกติ แต่ก้อนสะอื้นมันจุกอยู่ที่คอ

 

"คน ที่ชนเขารีบช่วยพาไปส่งโรงพยาบาล เขาบอกว่าตอนขับรถมาถึงหน้าตลาด เห็นพ่อกำลังเดินข้าม เขาก็กดแตรเตือน ตอนแรกพ่อดูเหมือนจะหยุด แต่อยู่ๆ ก็ล้มลงมาข้างหน้า เขาเบรกไม่ทันเลยชนพ่อหัวน็อคพื้น พ่อคงจะหน้ามืดเพราะโรคความดันต่ำ..เลยโดยชน.."

 

"...พอไปถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่รีบส่งเข้าห้องฉุกเฉิน ซัก 20 นาที ก็มีคนออกมาบอกว่า..พ่อเสียแล้ว ปั๊มหัวใจเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น--เจี๊ยบ..เจี๊ยบเสียใจที่ไม่ได้ดูแลพ่อให้ดี ฮืออออ..." หญิงสาวปล่อยโฮออกมาอย่างเต็มกลั้น ผู้เป็นพี่กอดกระชับน้องสาวไว้

 

"อย่าโทษตัวเองเลยนะเจี๊ยบ" ว่าพลางลูบหลังแผ่ว "พี่ว่าคงถึงเวลาที่พ่อจะได้พักผ่อนน่ะ"

 

"...ตลอดเวลาที่พี่ไม่อยู่ พ่อชอบบ่นถึงพี่...เป็นห่วงเรื่องอยู่เรื่องกิน...กลัวแต่พี่จะลำบาก เรื่องสั้นของพี่ลงที่ไหน ถ้าพ่อรู้ รึใครมาบอก พ่อจะซื้อแล้วเก็บใส่ตู้ไว้อย่างดี บางทียังซื้อหนังสือไปแจกเพื่อนพ่อเลย"

 

ชายหนุ่มได้ฟังคำแล้ว รู้สึกจุกแน่นที่คอ

น้องสาวผละจากอ้อมกอด...จ้องตาพี่ชาย

 

"พี่รู้มั้ย...เมื่อเช้านี้ที่พ่อข้ามถนนไปอีกฝั่งแล้วโดนรถชน...พ่อ ไปทำไม" น้องสาวถามเสียงสั่นเครือ ขาดเป็นห้วง น้ำตายังพรากไหลไม่ขาดสาย ชายหนุ่มจดจ่อรอฟังคำตอบ

 

"ตอนที่พาพ่อส่งโรงพยาบาล พ่อเพ้อเรียกหาเจี๊ยบ จิ๋ว และพี่ตลอดทาง สักพักพ่อก็หมดสติ แต่พ่อยังกอดหนังสือเล่มหนึ่งแนบอกไว้แน่น"

 

"เล่มนี้ไงพี่" จิ๋วน้องชายเอ่ย พร้อมยื่นหนังสือเล่มหนึ่งมาให้

 

* * * * * * * * *
 

มันคือหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คปกสีขาว...ภาพปกสีน้ำรูปบ้าน รายรอบด้วยแมกไม้ร่มรื่น...ทว่าเปรอะเลอะด้วยสีแดงคล้ำ...สีของเลือดที่เริ่มจะแห้ง...

 

ชายหนุ่มพยายามเพ่งมองภาพบนปกหนังสือที่กำลังพร่าเลือน..ด้วยว่าน้ำตาได้เอ่อท้นจนล้นสองตาโดยไม่รู้ตัว

 

เขาค่อยๆ อ่านข้อความบนปกหนังสือ ที่มันดังก้องในใจ เป็นเสียงที่มีความหมาย และไพเราะที่สุดกับความรู้สึกที่พ่อมีต่อเขา...

 

รวมเรื่องสั้นสร้างสรรค์ โดยนักเขียนคลื่นลูกใหม่แห่งยุค

"บ้านอุ่นรัก" โดย...นันทกร

 

ชายหนุ่มปล่อยโฮออกมาเพราะสุดที่จะกลั้น...สามพี่น้องกอดกันร่ำไห้กับเย็นย่ำอันแสนเศร้าของครอบครัวที่ไร้เสาหลัก

 

* * * * * * * * *

บัดนี้นันทกรได้ประจักษ์แก่ใจแล้วว่า พ่อมิเคยขาดแคลนความรัก...มิเคยรังเกียจ ดูแคลน ชิงชังเขาแม้แต่น้อย

แท้จริง เขายังคงเป็นลูกที่พ่อรักและภาคภูมิใจ แม้ในความไม่เข้าใจบางขณะ...


...แต่พ่อ ยังรักเขาเสมอ...มิเคยเปลี่ยนแปลง...

 

หมายเหตุ: เรื่องสั้นเรื่องนี้ ได้รับการตัดสินให้รับรางวัลชนะเลิศ หมวดเรื่องสั้น จากโครงการ

'Content of the Year 2007' by OKnation'

ที่มาของเรื่อง..ต้องการสะท้อนให้เห็นว่า ความรักของพ่อ-แม่ และคนในครอบครัว บางครั้งแม้อาจจะไม่ได้มีการแสดงออก แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็เป็นความรักที่เราเชื่อมั่นได้เสมอว่าที่บ้านเรา "มีความรัก" และในความเป็นลูก จงนบนอบเชื่อฟัง ให้เกียรติบิดามารดา และตระหนักว่า...ท่านรักเราเสมอ

 

โดย : ทิวสน ชลนรา
 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร