พ่อของฉัน

วันที่ 29 พย. พ.ศ.2556

เรื่องจริงจากความทรงจำ
"พ่อของฉัน"

 

 

"ป๋า...รองเท้านักเรียนของหนู คับจนใส่เกือบไม่ได้แล้วนะครับ"

          เป็นเสียงของเด็กน้อยหัวโหนกที่พูดเจื้อยแจ้วขึ้นมากลางวงข้าวมื้อเย็นของครอบครัว ทำให้ชายวัยกลางคนต้องหยุดชะงักจากการกินอาหารลงชั่วคราว ชายวัยกลางคนหันไปมองหน้าภรรยาที่อยู่ตรงข้ามส่งสายตาในเชิงตั้งคำถามกับเธอแทนคำพูด ภรรยาของเขาตอบรับด้วยการขยับใบหน้าขึ้นลงช้าๆ นั่นหมายความว่า สิ่งที่เด็กชายหัวโหนกพูดออกมานั้น คงจะเป็นเรื่องจริงที่ว่า ร่างกายของเด็กน้อยหัวโหนกเติบโตขึ้นจนทำให้ "รองเท้านักเรียน" มีขนาดเล็กเกินไปสำหรับการเปิดเทอมใหม่เสียแล้ว เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยคำพูดกับเด็กน้อยหัวโหนกออกมาว่า

"เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปช่วยป๋าขายของ เสร็จแล้วไปซื้อรองเท้าใหม่ด้วยกัน"

 

          เด็กน้อยหัวโหนกยิ้มทันทีที่ได้ยินคำตอบจากผู้เป็นพ่อ ผู้ชายที่เขาเรียกมาตั้งแต่จำความได้ว่า "ป๋า" เด็กน้อยรู้ว่า หากวันใด ได้ไปช่วยป๋าขายของแล้ว วันนั้นเขาจะมีโอกาสได้เดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในละแวก "วงเวียนใหญ่" สถานที่ค้าขายของป๋าของเด็กน้อยนั่นเอง และยังได้เงินในการกินอาหารกลางวันเหลือพอที่จะซื้อขนมได้เล็กๆ น้อยๆ แทนการอยู่จับเจ่าที่บ้านโดยที่ไม่มีเงินค่าขนม เหมือนอย่างตอนเปิดเทอม นั่นเป็นเพราะว่า แม่ของเขานั้นเตรียมไว้พร้อมทั้ง ข้าว และขนมเพียงพอสำหรับเด็กสามคนอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้เงินเลย แต่เด็กน้อยหัวโหนกก็อดไม่ได้ที่จะแอบบ่นกับพี่สาวของเขาอยู่เรื่อยๆ ว่า

"...เมื่อไหร่จะเปิดเทอมสักทีนะ วัน จะได้มีตังค์ซื้อขนม ปิดเทอมเนี่ย น่าเบื่อจริงๆ เลยเนาะ ว่ามั๊ย..."

 

              หลังเสร็จสิ้นอาหารเย็นของภายในครอบครัว ลูกๆ ของชายวัยกลางคนทั้งสามคนก็จับกลุ่มกันดูละครจากโทรทัศน์ภายในบ้าน ภรรยาของเขาก็เข้าไปจัดแจงล้างถ้วยล้างชามอยู่ข้างหลังบ้าน ส่วนเขาออกมาสูบบุหรี่บริเวณหน้าบ้าน เขานั่งคิดคำนึงถึงสิ่งที่ลูกชายพูดในระหว่างกินข้าวเย็น เขาลืมนึกถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์การเรียนในส่วนของลูกชายคนนี้จริงๆ ในปีนี้ เขาต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์การศึกษาของลูกสาวคนโตมากขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากเป็นการก้าวข้ามจากชั้นประถมศึกษาตอนต้น เป็นประถมศึกษาตอนปลาย ชุดนักเรียนที่เคยใช้ จากกระโปรงมีหู ต้องเปลี่ยนเป็น "ชุดนักเรียนคอซอง" พูดง่ายๆ นั่นก็คือ เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดนั่นเอง ไหนจะค่าหนังสือการเรียนการสอน และสมุดต่างๆ ซึ่งต้องซื้อใหม่ทั้งหมด ยังไม่รวมถึงค่าเทอม ที่เขาตัดสินใจให้ลูกทั้งสองคนเข้าโรงเรียนเอกชน แทนที่จะเรียนโรงเรียนวัด เนื่องจากว่า เขาหวังให้ลูกๆ ของเขามีการศึกษาที่ดี แม้ว่าจะเสียเงินมากกว่า แต่เพื่ออนาคตของลูก เขาเลือกที่จะเหนื่อยกว่าเดิม นับว่ายังดี ที่ลูกชายและลูกสาวของเขาเรียนไล่ชั้นกันมาปีต่อปี ทำให้ประหยัดค่าหนังสือการเรียนการสอนไปได้หนึ่งเปลาะ หนังสือของพี่สาวคนโต ก็ถูกโอนมอบฉันทะให้กับ เจ้าเด็กหัวโหนกลูกชายคนที่สอง โดยมีภรรยาของเขาเป็นคนทำให้หนังสือดูดีขึ้นกว่าเดิม โดยการนำกระดาษปฎิทินเก่า มาห่อปกใหม่ในทุกๆ เล่ม เพื่อที่จะเขียนชื่อเจ้าของสมุดเป็นเด็กหัวโหนก เขาอดคิดไม่ได้ว่า หากเจ้าเด็กน้อยหัวโหนกเป็นลูกคนโต คงจะต้องซื้อหนังสือการเรียนการสอนใหม่ในทุกปีเป็นแน่ เนื่องจากเขาเคยไปเปิดดูหนังสือ "มือสองจากพี่สาว" ของลูกชาย ก็จะพบแต่ตัวการ์ตูนต่างๆ ที่วาดตามหน้าหนังสือในแทบทุกหน้า และสภาพของหนังสือก็ยับเยินยู่ยี่เกินที่จะบรรยาย นับว่ายังเป็นโชคที่ที่เขามีลูกสาวเป็นคนโตเสียจริงๆ

 

             ช่วงเวลาใกล้เปิดเทอมในแทบทุกครั้ง เขามีความรู้สึกว่า "เงินทอง" ช่างหาได้ยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน การค้าขายในละแวก "วงเวียนใหญ่" ก็ไม่เฟื่องฟูเหมือนสมัยที่ยังไม่มีห้างสรรพสินค้ามาเปิดบริเวณใกล้เคียง ผู้คนพากันไปจับจ่ายใช้สอยที่ห้างสรรพสินค้ากันไปจนเกือบหมด ที่ค้าขายได้ก็เพียงแค่พอประทังชีวิตเท่านั้น หากวันใดค้าขายดีก็พอมีเหลือเก็บ แต่หากค้าขายไม่ดีก็ต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อจุนเจือครอบครัว คำว่า "ทรงๆ ทรุดๆ" คงจะนิยามได้สำหรับสถานะของอาชีพของเขาในเวลานี้ แต่สำหรับวันพรุ่งนี้แล้ว เขาได้แต่หวังไว้ว่า จะมีโชคในการค้าขายขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อที่จะได้มีเงินเหลือมาซื้อ "รองเท้านักเรียน" คู่ใหม่ให้กับเด็กหัวโหนก ลูกชายของเขานั่นเอง

 

"ตี๋ พรุ่งนี้นะ เราจะได้รองเท้าใหม่แล้ว เดี๋ยวจะเลือกยี่ห้อที่แถมของเล่น แถมตารางสอนสวยๆ เยอะๆ จะได้เอามาแบ่งกัน ดีมั๊ย"  เสียงของเด็กหัวโหนกเจื้อยแจวเปื้อนรอยยิ้มกับพี่สาวและน้องชายของเขาในระหว่างที่นั่งดูโทรทัศน์

 

"ดี ดี ดี เราจะได้มีของเล่นใหม่เนาะทู" เสียงน้องชายของเขาตอบกลับมาอย่างมีความหวัง

     

            ภายในใจของเด็กหัวโหนกในตอนนั้น อยากจะเร่งให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ เขานึกถึง เกมทอดลูกเต๋าจากรองเท้าแพน เกมโจรสลัด จากรองเท้า บาจา BM2000 เขานึกถึงไม้บรรทัดสามมิติ และตารางสอนสีสวยๆ ลายการ์ตูนน่ารักๆ จากถุงเท้าคาร์สัน ทุกอย่างจะมาอยู่ในมือของเขาในวันพรุ่งนี้

 

"ทำไม...วันพรุ่งนี้มัน "ช้า" จังนะ" เด็กหัวโหนกรำพึงกับตัวเองเบาๆ ในกลางดึก เนื่องจากนอนไม่หลับนั่นเอง

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

"ทู ไปเดินเล่นก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวป๋าเก็บของก่อน"

 

           เสียงของชายวัยกลางคนบอกกับลูกชายของเขาในช่วงเวลาเย็น หลังจากที่วันนี้เขาได้พาลูกชายมาช่วยค้าขายกับเขา วันนี้...เขาไม่มี "โชค" ในการค้าขายเลย จนเขาอดสงสารลูกชายไม่ได้ที่มานั่งสัปหงกเฝ้าแผงขายของ คงเป็นเพราะว่า..."เปิดเทอม" นั่นแหละ ที่ทำให้ผู้คนไม่ออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างที่ควรจะเป็น เขาขายของแทบไม่ได้เลยตั้งแต่เช้ายันเย็น จะมีเพียงลูกค้าประจำที่มาซื้อของกระจุกกระจิกเพียงไม่กี่บาทเท่านั้น เด็กน้อยหัวโหนกสะบัดร่างกายเพื่อให้หายจากอาการง่วงเหงาหาวนอน ก่อนที่เด็กน้อยหัวโหนกจะเดินออกไปจากร้าน เขายื่นเงินให้เด็กน้อย ๑๐ บาท ก่อนที่จะเอ่ยกับเด็กน้อยว่า

 

"เอาไปซื้อขนมกิน เหลือทอนแล้วค่อยมาคืนป๋านะ"

 

"ขอบคุณครับ ป๋า" เด็กน้อยยิ้มกว้างระหว่างเอ่ยขอบคุณผู้เป็นพ่อ

 

         เด็กน้อยหัวโหนกเดินเล่นฆ่าเวลาในร้านค้าปลาตู้ละแวกวงเวียนใหญ่ได้สักพัก เขานึกขึ้นได้ จึงเดินไป "สำรวจ" ร้าน "ว่าที่" รองเท้านักเรียนคู่ใหม่ของเขา ร้านแรกที่เขาหมายตาคือ ร้าน "บาจา" เด็กน้อยเดินเข้าไปในร้าน กระทำการ "ลูบคลำทางสายตา" กับรองเท้านักเรียน "บีเอ็มสองพัน" และของเล่นสีสันสดใสที่นำมาวางไว้เป็นตัวอย่างอย่างมากมายภายในร้าน

 

"บีเอ็มสองพันเนี่ย แจ๋วสุดๆ เลย แถมเกมโจรสลัดเสียด้วย" เด็กน้อยคิดฝันหวานในใจ

พนักงานขายเดินมายิ้มให้ ก่อนจะเอ่ยราวกับรู้ใจของเด็กน้อยออกมาว่า "ชอบของเล่นเหรอ หนู"

 

"ครับ เดี๋ยวผมจะพาพ่อมาซื้อให้แล้วครับ" เด็กน้อยตอบเปื้อนยิ้ม ก่อนที่จะเดินออกจากร้านไปยังจุดหมายร้านที่สอง

 

      เมื่อเขาเดินไปถึงร้าน "สุโขสโตร์" ก็ได้พบกับซุ้มสินค้ารองเท้า "แพน" พร้อมกับของแถมเป็น "เกมส์ทอดลูกเต๋าสีสันสดใส" แล้วก็พบกับซุ้มสินค้าถุงเท้า "คาร์สัน" ที่มี "ไม้บรรทัดสามมิติ" และ "ตารางสอนลายการ์ตูน" เป็นสิ่งดึงดูดใจเด็กๆ

 

         "เอ...หรือเราจะ "สวมแพน...แสนเพลิน" ดีนะ เกมส์ทอดลูกเต๋าเล่นได้ตั้งหลายคนซะด้วย" เด็กน้อยคิดในใจ

 

              หลังจากสำรวจว่าที่ "รองเท้านักเรียน" คู่ใหม่ จนอิ่มสายตาของเด็กน้อยหัวโหนกแล้ว เด็กน้อยก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งด้วยหัวใจพองโตกลับไปยังร้านของพ่อของเขา เขาตัดสินใจว่าให้ "ป๋า" เป็นคนเลือกน่าจะดีที่สุด เพราะว่า...ไม่ว่า "รองเท้านักเรียน" ยี่ห้อไหน ก็มี "ของแถม" ที่เขา "ชื่นชอบ" ทั้งนั้นนั่นเอง

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

"ป๋า ผมคืนเงิน ๑๐ บาทครับ" เด็กน้อยหัวโหนกยื่นเงินให้กับพ่อของเขา

 

"อ้าว...ไม่ได้กินขนมเหรอ ทู" พ่อของเขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสงสัย

 

"ไม่เอาล่ะครับ หนูไม่หิว เก็บไว้ซื้อรองเท้าดีกว่า" เด็กน้อยหัวโหนกตอบด้วยภาษาซื่อ

       เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย เขาถึงกับสะท้อนใจพลางคิดถึงเงินที่มีอยู่ภายในกระเป๋า จะมี "รองเท้านักเรียน" ราคาเท่ากับเงินในกระเป๋าหรือไม่หนอ...? น่าจะมีสิ เขาเคยเห็นอยู่ร้านหนึ่งละแวกนี้ เมื่อเขาคิดได้ จึงจัดแจงเก็บร้านให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเอ่ยบอกกับเด็กน้อยหัวโหนกลูกชายของเขาว่า

"ไป ทู ไปซื้อรองเท้านักเรียนก่อนกลับบ้านกัน เออ..."ถุงเท้า" เก่ายังใช้ได้อยู่ใช่ไหมลูก...?"

 

          เด็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามของผู้เป็นพ่อ หัวใจที่พองโตอยู่เมื่อครู่นั้น ก็พลันเหี่ยวลงไปนิดหนึ่ง เด็กน้อย คิดไปไกลว่า "ไม้บรรทัดสามมิติ" และ "ตารางสอนสีสวยๆ" ได้หลุดลอยออกไปจากอ้อมอกของเขาแล้วในตอนนั้น ไม่เป็นไรน่ะ ยังมีเกมส์สนุกๆ จากรองเท้ารอเราอยู่ เด็กน้อยคิดในใจก่อนบอกพ่อของเขาว่า

"ก็พอได้ครับป๋า แต่ว่า...ยางยืดหมดแล้ว ต้องใช้หนังยางรัด ส้นก็เป็นรูหมดแล้ว"

"เดี๋ยวถ้าใช้ไม่ได้จริงๆ ค่อยซื้อใหม่วันหลังก็แล้วกัน ก็เอ็งใช้ไม่รักษานี่นา ไป ไป ซื้อรองเท้ากัน" พ่อของเขาเอ่ยด้วยเสียงค่อนข้างดุนิดๆ


           ระหว่างที่พ่อของเด็กน้อยหัวโหนกพาเขาไปซื้อรองเท้า หัวใจของเขาเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อใกล้ถึงร้าน "บาจา" พนักงานขายใจดีคนนั้นเมื่อเห็นเด็กน้อยเดินมากับพ่อ ก็ส่งสายตามาทางเด็กน้อยและยิ้มให้ เด็กน้อยยิ้มตอบ แต่ว่า...เมื่อใกล้ถึงร้านแล้ว พ่อของเขาก็ยังไม่มีทีท่าหยุดเดิน และจูงมือของเด็กน้อยหัวโหนกเดินผ่านร้าน "บาจา" ไปในที่สุด เด็กน้อยเหลียวหันหลังกลับไปมองร้าน "บาจา" พลางคิดในใจว่า

"ลาก่อน บีเอ็มสองพัน ลาก่อน เกมโจรสลัด สงสัยเราต้อง สวมแพน...แสนเพลิน ซะแล้วสิ"

 

              และเมื่อเดินใกล้จะถึงร้าน "สุโขสโตร์" มีผู้คนพากันซื้อรองเท้านักเรียนอยู่จำนวนหนึ่ง พ่อของเด็กน้อยหัวโหนกพามาหยุดอยู่ที่หน้าร้าน เด็กน้อยหัวใจพองโตขึ้นมาอีกครั้ง พ่อของเขาสอดสายตาไปยัง "ป้ายบอกราคา" ของรองเท้าอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วก็จูงมือของเด็กน้อยหัวโหนกออกจากหน้าร้าน "สุโขสโตร์" ภายในใจของเด็กน้อยหัวโหนก เริ่มมีคำถามมากมายอยู่ข้างใน "...จะไปไหนเนี่ย รองเท้านักเรียนของเรา เกมส์ทอดลูกเต๋า...อะไรกันเนี่ย...?"

 

             พ่อของเขาได้พามาหยุดอยู่ที่หน้าร้านของชำเก่าๆ โทรมๆ ร้านหนึ่งบริเวณป้ายรถเมล์ เด็กน้อยหัวโหนกมองเห็น "รองเท้านักเรียน" ราคาถูก ที่อยู่ในถุงพลาสติกสีมอซอ กองอยู่ในกล่องลูกฟูกสีครีมบริเวณหน้าร้าน ไม่มีของแถม ไม่มีเกมส์ทอดลูกเต๋า หัวใจที่พองโตของเด็กน้อยมื่อครู่ คล้ายกับถูกปล่อยลมไปจนแบนแต๋ในเวลานี้ พ่อของเด็กน้อยเลือกขนาดของรองเท้าที่ดูพอดีมาให้เด็กน้อยลองสวมใส่ดู เด็กน้อยหัวโหนกรับมาลองใส่อย่างไม่มีกะจิตกะใจ หากชายวัยกลางคนสังเกตภายในลูกตาของเด็กน้อยหัวโหนกในช่วงเวลานี้สักหน่อย ก็จะเห็นว่ามี "น้ำใสๆ" เริ่มเอ่อล้นอยู่บริเวณข้างในดวงตาคู่นั้น

 

"ใส่ได้ไหม ทู...?" พ่อของเด็กน้อยหัวโหนกถาม

 

"ครับ" เด็กน้อยตอบสั้นๆ โดยที่พยายามกลั้นความรู้สึกภายในใจไม่ให้เสียงสั่นเครือหลุดรอดออกมา

 

"เท่าไหร่ล่ะเฮีย คู่นี้" เสียงพ่อของเขาถามเจ้าของร้าน

 

           เด็กน้อยหัวโหนกไม่รู้ว่ารองเท้าราคาเท่าไหร่ เนื่องจากไม่มีหัวจิตหัวใจอยากรับรู้สิ่งใดๆ อีกต่อไปแล้ว เด็กน้อยรู้อย่างเดียวว่า "ความฝัน" เมื่อคืนก่อนหน้านั้นได้พังทลายลงไปหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เด็กน้อยได้ยินเพียงแค่เสียงต่อรองราคา ระหว่างพ่อของเขากับเจ้าของร้าน มีคำมากมายในการสนทนาที่เด็กน้อยไม่เข้าใจว่า "ไม่ได้บอกผ่าน" มีความหมายว่าอย่างไร เด็กน้อยรู้อย่างเดียวว่า "รองเท้านักเรียนใหม่" คู่ใหม่คู่นี้สำหรับเขา "ไม่ผ่าน" ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยประการทั้งปวง

 

"ใส่คู่เก่าไปก่อนได้ไหม...ทู" เสียงพ่อของเด็กน้อยหัวโหนกเอ่ยถามหลังจากการต่อรองราคาไม่สำเร็จ

 

"ครับ" เด็กน้อยตอบสั้นๆ ซึ่งคราวนี้เริ่มมีเสียงสะอื้นเร็ดลอดออกมาบ้างแล้ว

 

"ถ้าไม่ได้ราคานี้ก็ไม่เอา เฮีย" พ่อของเด็กน้อยส่งรองเท้าคืนเจ้าของร้าน ก่อนจะจูงมือเด็กน้อยหัวโหนกออกไปจากร้าน

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

           เมื่อถึงบ้าน เด็กน้อยหัวโหนกเริ่มมีอาการซึมเศร้าลงจนผู้เป็นแม่สังเกตได้ หลังจากที่กินข้าวเย็นและพาลูกทั้งสามคนขึ้นนอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอจึงลงมาเอ่ยถามสามีของเธอว่า เกิดอะไรขึ้นกับบุตรชาย ถึงได้ซึมเศร้าจนสังเกตได้ขนาดนี้

 

"ป๋า ทูมันเป็นอะไรเหรอ ไม่ยอมพูดยอมจา ถามคำตอบคำ เค้าแอบเห็นมันนอนร้องไห้ด้วยนะ"

 

"ป๋าซื้อรองเท้าใหม่ให้มันไม่ได้น่ะสิ ช่วงนี้ขายของไม่ดีเลย ไม่รู้จะเอาเงินจากไหนแล้วน้อย เฮ้อ" ชายวัยกลางคนถอนหายใจหลังกล่าวจบ

 

"รองเท้าของทูมันคับแล้วจริงๆ นะป๋า ต้องเหยียบส้นถึงจะใส่ได้ ถุงเท้าก็ยานหมดแล้ว ส้นก็ขาดแทบทุกคู่" เธอกล่าวกับสามี

 

"ก็มันใช้ของไม่รู้จักรักษา อะไรกัน ปีที่แล้วเพิ่งซื้อให้หยกๆ คิดแล้วมันน่าตีเสียจริงๆ ไอ้ลูกคนนี้" เขากล่าวด้วยอารมณ์หงุดหงิด

 

"ป๋าต้องเห็นใจมันนะ วัน มันได้ของใหม่หมดเลย ไหนจะชุดใหม่ หนังสือใหม่ รองเท้าใหม่ แต่มันไม่มีอะไรใหม่เลย" เธอต่อรองกับสามี

 

"เออ เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะหา "เงิน" มาซื้อให้มันก็แล้วกัน ไม่ใช่ป๋าไม่รู้นะน้อย แต่ป๋าไม่มีเงินเลยช่วงนี้ น้อยก็รู้นี่" เขาพูดตัดบท

 

           หลังพูดคุยกับภรรยาจบ เขาก็ออกมาสูบบุหรี่หน้าบ้าน เขาคิดถึงอากัปกิริยาของลูกชายระหว่างทางกลับบ้าน ไม่ใช่เขาไม่รู้ถึงความรู้สึกของลูกชาย เพียงแต่ว่า...เขาใช้จ่ายกับอุปกรณ์การเรียนของลูกสาวคนโตไปมากกว่าทุกปี เนื่องจากต้องเปลี่ยนแปลงใหม่หมด และสรีระร่างกายของเด็กผู้หญิง ก็เติบโตเร็วกว่าเด็กผู้ชาย เขาไม่คิดมาก่อนว่า บางครั้งความรู้สึกของ "ลูก" ก็ "ยาก" เกินกว่าที่ผู้เป็น "พ่อ" จะเข้าใจได้ เขานั่งคิดหา "หนทาง" อยู่ครู่ใหญ่ จนในที่สุดเขาก็ "คิดออก" จึงเดินกลับเข้าไปในบ้าน

"พรุ่งนี้นะ ทู เดี๋ยว ป๋า จะซื้อรองเท้าใหม่ให้" เขาพูดกับตัวเองเบาๆ

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

             

          วันรุ่งขึ้น หลังจากเลิกเรียน เด็กน้อยหัวโหนกก็มานั่งซึมกะทือบริเวณม้านั่งที่เดิมที่รอแม่มารับกลับบ้านพร้อมพี่สาว วันทั้งวัน เด็กน้อยเห็นเพื่อนๆ มีของเล่นใหม่ๆ ตารางสอนสวยๆ จากรองเท้า ถุงเท้า ใหม่ๆ ของเพื่อนที่นำมาอวดกันภายในห้อง โดยที่เด็กน้อยหัวโหนกต้องใส่รองเท้าเหยียบส้น พร้อมกับถุงเท้ายานๆ ที่มีหนังสติ๊กสีแดงรัดไว้ไม่ให้กองไปถึงตาตุ่ม

 

"ทู ป๋ามารับกลับบ้านแล้ว ไป เร็ว" เสียงของพี่สาวเรียกเด็กน้อยหัวโหนก

เด็กน้อยรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามปกติต้องเป็นแม่ของเขาที่มารับกลับบ้าน แล้วเหตุใดวันนี้ "พ่อ" ของเขาถึงมารับแทน

 

"ไป ทู เดี๋ยวป๋าพาไปซื้อรองเท้านักเรียนใหม่" เสียงพ่อของเด็กน้อยหัวโหนกกล่าว

         เด็กน้อยหัวโหนกไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร ทั้งนี้เด็กน้อยรู้แล้วว่า "รองเท้าคู่ใหม่" จะเป็นรองเท้าคู่ใด คงเป็นรองเท้าที่ไม่มีของแถมคู่นั้น ระหว่างทางนั่งรถไปยัง "วงเวียนใหญ่" เด็กน้อยหัวโหนกก็ได้แต่นั่งซึม ไม่พูดจาเจื้อยแจ้วเหมือนเคย จนกระทั่งพ่อของเขาสะกิดให้ลงรถที่ป้ายก่อนหน้าร้านค้าของชำ เด็กน้อยรู้สึกแปลกใจ และแปลกใจมากขึ้นเมื่อพ่อของเขา เดินเข้าไปในร้าน "บาจา" ร้าน "รองเท้านักเรียนในฝัน" ของเขา พ่อของเด็กน้อยหัวโหนกยิ้มให้ และเอ่ยกับเขาว่า

"อยากได้ "บีเอ็มสองพัน" ไม่ใช่เหรอทู ลองใส่ดูสิ เลือกหลวมๆ หน่อยนะจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ" 

 

     หัวใจของเด็กน้อยพองโตขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน เขาบรรจงลองรองเท้าในฝัน และเลือกรองเท้าที่ใส่สบายที่สุด เมื่อเลือกได้ เด็กน้อยมองหา "ของแถม" เกมโจรสลัด ที่บรรจุอยู่ในกล่องสีสันสวยงาม "ในที่สุด...ก็ตกเป็นของเราจนได้" เด็กน้อยหัวโหนกกระหยิ่มในใจ

 

         "ความสุข" ของเด็กน้อยหัวโหนกยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อพ่อของเขาพาไปที่ "สุโขสโตร์" ซื้อถุงเท้า "คาร์สัน" ให้เขาอีกสามคู่ พร้อมกับ "ไม้บรรทัดสามมิติ" เด็กน้อยขอตารางสอนจากพี่พนักงานขายถึง สามอัน เพื่อที่จะแบ่งให้พี่สาวและน้องชาย พี่คนขายก็ใจดีให้มาถึง สี่อัน ระหว่างเดินออกจากร้าน พ่อของเขาบอกกับเด็กน้อยหัวโหนกว่า

 

"ใส่ถุงเท้าให้รู้จักรักษานะ ทู ถ้าขาดอีก ป๋า ไม่ซื้อให้นะ"

 

"ครับ ป๋า" เด็กน้อยยิ้มกว้างพร้อมกับตอบพ่อด้วยน้ำเสียงดีใจแบบสุดๆ

 

         เมื่อถึงบ้านเด็กน้อยหัวโหนกรีบอาบน้ำ ทำการบ้าน และจัดแจงผูกเชือกรองเท้าใหม่ด้วยความสุข ก่อนที่จะหยิบ "เกมโจรสลัด" ของแถมในฝันมาเล่นกับน้องชาย ในวันนี้ เด็กน้อยหัวโหนกมีความสุขมากๆ อีกวันหนึ่งของชีวิต และเด็กน้อยหัวโหนกก็ยังมีความรู้สึก "รัก...ป๋า" มากกว่าทุกวันเสียจริงๆ

 

         เด็กน้อยหัวโหนกคงไม่รู้หรอกว่า ถุงเท้า "คาร์สัน" ใหม่ และ "รองเท้านักเรียน บีเอ็มสองพัน" ใหม่คู่นั้น ป๋าของเขา ได้เสีย "พระเครื่องเมืองสุพรรณ" หนึ่งใน "ของรักของหวง" ของป๋าเขาไปแล้ว "หนึ่งองค์" นั่นแหละที่แสดงให้เห็นว่า ไม่มี "ของรักของหวง" ใดๆ ในโลกนี้ มีค่ากว่า "เด็กหัวโหนกและพี่น้อง" ในความคิดของ "ป๋า" ของเด็กน้อยทั้งสามคน นั่นเอง

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

          "สิบกว่าปี" ที่ผ่านมา...สำหรับผมนั้น  ผมยังจำได้ถึงเหตุการณ์ในวัน "เปิดเทอม" ในช่วงเวลานั้นอยู่เสมอไม่เคยลืมเลือน ผมจำได้ว่า "เปิดเทอม" คือ การสิ้นสุดการรอคอยที่ยาวนานสำหรับผม แต่กลับเป็น "ความเหนื่อยยาก" ของพ่อและแม่ผมในช่วงเวลาเดียวกัน เด็กๆ ทุกคนอยากให้เปิดเทอมไวๆ จะได้มี ชุดใหม่ รองเท้า ถุงเท้าใหม่ หนังสือใหม่ โดยที่เด็กๆ ไม่รู้หรอกว่า ของใหม่ๆ ทั้งหลายแหล่นั้น แลกมาด้วย "หยาดเหงื่อ" ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ขนาดไหน ซึ่งผมคิดว่า คงเป็น "ความเหนื่อยยาก" ที่ "อิ่มอกอิ่มใจ" อยู่ข้างในลึกๆ ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่มองเห็นการเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาของลูก ผมอยากจะบอกว่า ผมมีความรู้สึก "ภูมิใจ" ที่ไม่ทำให้ "ความเหนื่อยยาก" และ "หยาดเหงื่อ" ของ "พ่อ-แม่" ผมต้องเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ผมได้ใช้ "ทรัพย์สมบัติ" ที่ "ป๋า" และ "แม่" ให้มาตั้งแต่เล็ก นั่นคือ "วิชาความรู้" มาเลี้ยงชีวิต และตอบแทนพระคุณท่าน แม้จะไม่ได้สัก "เสี้ยวกระบิ" ที่ท่านมีพระคุณกับผมมา คำว่า "มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน" ยังคงเป็นจริง และไม่มีข้อใดที่จะมาโต้แย้งคำนี้ได้ มิตรรักนักอ่าน ว่าไหมครับ

 

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกกับมิตรรักนักอ่านทุกท่านว่า...

 

"ผมคิดถึง บีเอ็มสองพัน ผมฝันถึง คาร์สัน และผม..."รัก...ป๋า"...ที่สุดในโลก ครับ"

 

  by iheartia

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร