บทสวดมนต์ สิบสองตำนาน

                   บทสวดมนต์ สิบสองตำนาน

                           

 

                                          บทสวดมนต์ สิบสองตำนาน

                                                         วัฏฏกปริตร

อัตถิ โลเก สีละคุโณ    สัจจัง โสเจยยะนุททะยา
เตนะ สัจเจนะ กาหามิ   สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง
อาวัชชิตวา ธัมมะพะลัง  สะริตวา ปุพพะเก ชิเน
สัจจะพะละมะวัสสายะ   สัจจะกิริยะมะกาสะหัง
สันติ ปักขา อะปัตตะนา     สันติ ปาทา อะวัญจะนา
มาตา ปิตา จะ นิกขันตา   ชาตะเวทะ ปะฏิกกะมะ
สะหะ สัจเจ กะเต มัยหัง มะหาปัชชะลิโต สิขี
วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ   อุทะกัง ปัตวา ยะถา สิขี
สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ     เอสา เม สัจจะปาระมีติ ฯ

     

                                                       อาฏานาฏิยปริตร

                                          (นะโม เม สัพพะพุทธานัง แบบย่อ)

นะโม เม สัพพะพุทธานัง   อุปปันนานัง มะเหสินัง
ตัณหังกะโร มะหาวีโร   เมธังกะโร มะหายะโส
สะระณังกะโร โลกะหิโต    ทีปังกะโร ชุตินธะโร
โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข    มังคะโล ปุริสาสะโภ
สุมะโน สุมะโน ธีโร    เรวะโต ระติวัฑฒะโน
โสภีโต คุณะสัมปันโน   อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม
ปะทุโม โลกะปัชโชโต   นาระโท วะระสาระถี
ปะทุมุตตะโร สัตตะสาโร    สุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล
สุชาโต สัพพะโลกัคโค     ปิยะทัสสี นะราสะโภ
อัตตะทัสสี การุณิโก     ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท
สิทธัตโถ อะสะโม โลเก   ติสโส จะ วะทะตัง วะโร
ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ      วิปัสสี จะ อะนูปะโม
สิขี สัพพะหิโต สัตถา   เวสสะภู สุขาทายะโก
กะกุสันโธ สัตถะวาโห   โกนาคะมะโน ระณัญชะโห
กัสสะโป สิริสัมปันโน    โคตะโม สักยะปุงคะโวติ ฯ

     

                                                          อะภะยะปริตฺร 

1. ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
    โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
    ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
    พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
2. ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
    โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
    ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
    ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
3. ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
    โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
    ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
    สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ

 

1. สักกัตวา พุทธะระตะนัง  โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
    หิตัง เทวะมะนุสสานัง  พุทธะเตเชนะ โสตถินา
    นัสสันตุปัททะวา สัพเพ    ทุกขา วูปะสะเมนตุ เต ฯ
2. สักกัตวา ธัมมะระตะนัง  โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
    ปะริฬาหูปะสะมะนังหิตัง  ธัมมะเตเชนะ โสตถินา
    นัสสันตุปัททะวา สัพเพ      ภะยา วูปะสะเมนตุ เต ฯ
3. สักกัตวา สังฺฆะระตะนัง    โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง
    อาหุเนยยังฺ ปาหุเนยยังฺหิตัง   สังฺฆะเตเชนะ โสตถินา
    นัสสันตุปัททะวา สัพเพ    โรคา วูปะสะเมนตุ เต ฯ
1. นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง  พุทฺโธ เม สะระณัง วะรัง
    เอเตนะ สัจจะวัชฺเชนะ   โหตุ เต ชะยะมังฺคะลัง
2. นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง     ธัมฺโม  เม สะระณัง วะรัง
    เอเตนะ สัจจะวัชฺเชนะ     โหตุ เต ชะยะมังฺคะลัง
3. นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง  สังฺโฆ เม สะระณัง วะรัง
    เอเตนะ สัจจะวัชฺเชนะ   โหตุ เต ชะยะมังฺคะลัง
1. ยังฺกิญฺจิ ระตะนัง โลเก   วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
    ระตะนัง พุทธะสะมัง นัตฺถิ   ตัสฺมา โสตฺถี ภะวันฺตุ เต ฯ
2. ยังฺกิญฺจิ ระตะนัง โลเก   วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
    ระตะนัง ธัมมะสะมัง นัตฺถิ   ตัสฺมา โสตฺถี ภะวันฺตุ เต ฯ
3. ยังฺกิญฺจิ ระตะนัง โลเก      วิชชะติ วิวิธัง ปุถุ
    ระตะนัง สังฺฆะสะมัง นัตฺถิ    ตัสฺมา โสตฺถี ภะวันฺตุ เต ฯ


                                                     เทวะตาอุยฺโยชะนะคาถา

   ทุกฺขัปฺปัตฺตา จะ นิทฺทุกฺขา           ภะยัปฺปัตฺตา จะ นิพฺภะยา
   โสกัปฺปัตฺตา จะ นิสฺโสกา            โหนฺตุ สัพฺเพปิ ปาณิโน
   เอตฺตาวะตา จะ อัมฺเหหิ           สัมฺภะตัง ปุญฺญะสัมฺปะทัง
   สัพฺเพ เทวานุโมทันฺตุ               สัพฺพะสัมฺปัตฺติสิทฺธิยา
   ทานัง ทะทันฺตุ สัทฺธายะ          สีลัง รักฺขันฺตุ สัพฺพะทา
   ภาวะนาภิระตา โหนฺตุ              คัจฺฉันฺตุ เทวะตาคะตา. (หยุด)

 

สัพฺเพ พุทฺธา พะลัปฺปัตฺตา    ปัจฺเจกานัญฺจะ ยัง พะลัง
อะระหันฺตานัญฺจะ เตเชนะ    รักฺขัง พันฺธามิ สัพฺพะโส.

 

ภะวะตุ สัพฺพะมังฺคะลัง      รักฺขันฺตุ สัพฺพะเทวะตา
สัพฺพะพุทฺธานุภาเวนะ   สะทา โสตฺถี ภะวันฺตุ เต ฯ
ภะวะตุ สัพฺพะมังฺคะลัง      รักฺขันฺตุ สัพฺพะเทวะตา
สัพฺพะธัมฺมานุภาเวนะ    สะทา โสตฺถี ภะวันฺตุ เต ฯ
ภะวะตุ สัพฺพะมังฺคะลัง    รักฺขันฺตุ สัพฺพะเทวะตา
สัพฺพะสังฺฆานุภาเวนะ      สะทา โสตฺถี ภะวันฺตุ เต ฯ

                                                      (อาจสวดต่อด้วย)

นักฺขัตฺตะยักฺขะภูตานัง       ปาปัคฺคะหะนิวาระณา
ปะริตฺตัสฺสานุภาเวนะ     หันฺตะวา เตสัง อุปัทฺทะเว
นักฺขัตฺตะยักฺขะภูตานัง       ปาปัคฺคะหะนิวาระณา
ปะริตฺตัสฺสานุภาเวนะ    หันฺตะวา เตสัง อุปัทฺทะเว
นักฺขัตฺตะยักฺขะภูตานัง     ปาปัคฺคะหะนิวาระณา
ปะริตฺตัสฺสานุภาเวนะ     หันฺตะวา เตสัง อุปัทฺทะเว

      
        

อานิสงส์การสวดเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน (พระปริตร)

การสวดมนต์สวดพระปริตร ถ้าได้ทำเป็นประจำจะเกิดอานุภาพปรากฎให้เห็นกับผู้ที่ปฏิบัติอยู่มาก การสวดมนต์เป็นการอบรมจิตด้วยการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยคือ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ พร้อมทั้งแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ เป็นกิจของชาวพุทธที่ทำกันอยู่เป็นประจำ เพื่อเพิ่มพูนภาวนาบารมี และขัดเกลากิเลสให้ลดน้อยลงเท่าที่จะกระทำได้

อัญมณีย่อมมีคุณค่า เหมาะแก่ผู้มีฐานะ พระรัตนตรัยก็เช่นเดียวกัน ย่อมเหมาะแก่ผู้ที่มีใจอันประเสริฐ บุคคลผู้สวดมนต์เป็นนิตย์จะมีใจเบิกบาน ใบหน้าผ่องใส อดกลั้นต่อสิ่งยั่วยุจิตใจได้ดี และมีสง่าราศรี เป็นที่เคารพนับถือของปวงชน

วิธีสวดพระปริตรนั้น ต้องสวดคำบาลีมิให้เพี้ยน สวดคำแปลควบคู่กับคำบาลีไปด้วย เพื่อน้อมใจไปในความหมายแห่งพระพุทธพจน์

การสวดมนต์เป็นประเพณีที่สืบเนื่องกันมาช้านานของชาวพุทธในหลายประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย และเจริญเมตตา จัดได้ว่าเป็นพื้นฐานของการเจริญวิปัสสนาอันเป็นแก่นสารของพระพุทธศาสนา ดังคำกล่าวว่า “สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน” คนสมัยก่อนนิยมสวดมนต์ด้วยบทสวดที่เรียกว่า เจ็ดตำนาน และสิบสองตำนาน แต่ในปัจจุบัน นิยมสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔

บทสวดมนต์เจ็ดตำนานและสิบสองตำนานมีชื่อเดิมว่า “พระปริตร” แปลว่า “เครื่องคุ้มครอง” เป็นที่นิยมสาธยายในหมู่ชาวพุทธตั้งแต่สมัยพุทธกาลจวบจนถึงปัจจุบัน เพื่อความมีสิริมงคล และเพิ่มพูนภาวนาบารมี

พระปริตรมีปรากฏในพระไตรปิฏกคือ

๑. เมตตปริตร มีในขุททกปาฐะ และสุตตนิบาต

๒. ขันธปริตร มีในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วินัยปิฏก จุฬวรรค และชาดก ทุกนิบาต

๓. โมรปริตร มีในชาดก ทุกนิบาต

๔. อาฏานาฏิยปริตร มีในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค

๕. โพชฌังคปริตร มีในสังยุตตนิกาย มหาวรรค

๖. รัตนปริตร มีในขุททกปาฐะ และสุตตนิบาต

๗. วัฏฏกปริตร มีในชาดก เอกนิบาต และจริยาปิฏก

๘. มังคลปริตร มีในขุททกปาฐะ และสุตตนิบาต

๙. ธชัคคปริตร มีในสังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๑๐. อังคุลิมาลปริตร มีในมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

คุ้มครองผู้สวด

ใน คัมภีร์อรรถกถามีเรื่องอานุภาพพระปริตรสามารถคุ้มครองผู้สวดได้ เช่น เรื่องพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกยูงทอง พระองค์ได้หมั่นสาธยายโมรปริตรที่กล่าวถึงคุณของพระพุทธเจ้า ทำให้แคล้วคลาดจากบ่วงที่นายพรานดักไว้ และเรื่องในสมัยพุทธกาล มีภิกษุห้าร้อยรูปไปเจริญภาวนาในป่าได้ถูกเทวดารบกวน จนกระทั่งปฏิบัติธรรมไม่ได้ ต้องเดินทางกลับ เมืองสาวัตถี ในขณะนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเมตตปริตรที่กล่าวถึงการเจริญเมตตา ครั้นภิกษุเหล่านั้นจึงปฏิบัติธรรมได้โดยสะดวก

โบราณจารย์ได้รวบรวมอานิสงส์ของพระปริตรไว้ถึง ๑๒ ประการคือ

๑. เมตตปริตร ทำให้หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย เทพพิทักษ์รักษา ไม่มีภยันตราย จิตเป็นสมาธิง่าย ใบหน้าผ่องใส มีสิริมงคล ไม่หลงสติในเวลาเสียชีวิต และเป็นพรหมเมื่อบรรลุเมตตาฌาน

. ขันธปริตร ป้องกันภัยจากอสรพิษ และสัตว์ร้ายอื่นๆ

๓. โมรปริตร ป้องกันภัยจากผู้คิดร้าย

๔. อาฏานาฏิยปริตร ป้องกันภัยจากอมนุษย์ ทำให้มีสุขภาพดี และมีความสุข

๕. โพชฌังคปริตร ทำให้มีสุขภาพดี มีอายุยืน และพ้นจากอุปสรรคทั้งปวง

๖. ชัยปริตร ทำให้ประสบชัยชนะ และมีความสุขสวัสดี

๗. รัตนปริตร ทำให้ได้รับความสวัสดี และพ้นจากอุปสรรคอันตราย

๘. วัฏฏกปริตร ทำให้พ้นจากอัคคีภัย

๙. มังคลปริตร ทำให้เกิดสิริมงคล และปราศจากอันตราย

๑๐. ธชัคคปริตร ทำให้พ้นจากอุปสรรคอันตราย การตกจากที่สูง

๑๑. อังคุลิมาลปริตร ทำให้คลอดบุตรง่าย และป้องกันอุปสรรคอันตราย

๑๒. อภยปริตร ทำให้พ้นจากภัยพิบัติ และไม่ฝันร้าย

 

คุ้มครองผู้ฟัง

อานุภาพ ของพระปริตรยังสามารถคุ้มครองผู้ฟังได้อีกด้วย คัมภีร์อรรถกถากล่าวไว้ว่า ในสมัยพุทธกาล เมื่อเมืองเวสาลีประสบภัย ๓ อย่างคือ ความอดอยากแร้นแค้น การเบียดเบียนจากอมนุษย์ และการแพร่ของโรคระบาด พระพุทธเจ้าได้รับสั่งให้พระอานนท์สวดรัตนปริตรที่กล่าวถึงคุณของพระรัตน ตรัย ภัยดังกล่าวในเมืองนั้นจึงสงบลง

ในคัมภีร์ยังกล่าวไว้ว่า เด็กคนหนึ่งจะถูกยักษ์จับกินภายใน ๗ วัน พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้ภิกษุสวดพระปริตรตลอดเจ็ดคืน และพระองค์ได้เสร็จไปสวดด้วยพระองค์เอง พอคืนที่แปด เด็กนั้นก็สามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติของอมนุษย์นั้นได้ มีอายุถึง ๑๒๐ ปีมารดาจึงตั้งชื่อว่า อายุวัฑฒนกุมาร แปลว่า เด็กผู้มีอายุยืน เพราะรอดพ้นจากอันตรายดังกล่าว

การสวดพระปริตรต้องปฏิบัติอย่างไร?

พระปริตรจะมีอนุภาพมาก เมื่อผู้สวดพระปริตรเพียบพร้อมด้วยหลัก ๓ ประการคือ

๑. ต้องตั้งจิตใจให้มีเตตา มีสมาธิที่สงบ อย่างน้อยก็ควรทำสมาธิก่อนสัก 5 นาที

๒. ต้องสวดไม่ผิด ออกเสียงพยัญชนะ สระ ตัวสะกดไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม และรู้ความหมายของบทสวด

๓. ไม่เคยทำอนันตริยกรรม คือ ฆ่ามารดา บิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงห้อพระโลหิต และทำสังฆเภท

นองจากนี้แล้ว ยังต้องไม่มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดว่ากรรมและผลของกรรมไม่มี มีความเชื่อมั่นในอานุภาพพระปริตรจริง สามารถคุ้มครองผู้ฟังได้

บทสวดพระปริตรมีอะไรบ้าง?

โบราณจารย์ได้จำแนกพระปริตรออกเป็น ๒ ประเภทคือ

- เจ็ดตำนาน มี ๗ พระปริตรคือ

๑. มังคลปริตร ๒. รัตนปริตร ๓. เมตตปริตร ๔. ขันธปริตร ๕. โมรปริตร ๖. ธชัคคปริตร ๗. อาฏานาฏิยปริตร

- สิบสองตำนาน มี ๑๒ พระปริตร โดยเพิ่มจากเจ็ดตำนานอีก ๕ พระปริตรคือ

๑. วัฏฏกปริตร ๒. อังคุลิมาลปริตร ๓. โพชฌังคปริตร ๔. อภยปริตร ๕.ชัยปริตร

พระปริตรยังปรากฏอยู่ในคัมภีร์มิลินทปัญหา วิสุทธิมรรค และอรรถกถาต่าง ๆ โดยเพิ่ม อิสิคิลิปริตร เป็นอีกหนึ่งปริตรด้วย

พระ ปริตรที่ปรากฏในบทสวดมนต์ไทย ฉบับปัจจุบันมี ๑๒ ปริตร อิสิคิลิปริตรไม่ได้จัดไว้ในบทสวดมนต์ เพราะเป็นพระปริตรที่กล่าวถึงชื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่เหมือนพระปริตรอื่นที่แสดงคุณของพระรัตนตรัย หรือเมตตาภาวนา

พระปริตรที่ควรสวดเสมอ ๆ

ผู้ มีเวลาน้อย ควรสวดพระปริตรที่สั้นและสำคัญ จึงควรสวดพระปริตร ๔ บทแรก คือ เมตตปริตร ขันธปริตร โมรปริตร และอาฏานาฏิยปริตร เมตตปริตร และขันธปริตร เน้นการเจริญเมตตาภาวนา โมรปริตร และอาฏานาฏิยปริตร เน้นการเจริญพระพุทธคุณ ผู้มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ควรสวดโพชฌังคปริตร


ขอขอบคุณข้อมูล อานิสงค์การสวดสิบสองตำนาน 

Posted in อานิสงส์ by chefuno77 on กันยายน 22, 2009

Copyright © kalyanamitra group 2014 All Rights Reserved.