ประสบการณ์จากการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

วันที่ 27 พค. พ.ศ.2557

 

       

 

ประสบการณ์จากการทำหน้าที่กัลยาณมิตร


      การทำหน้าที่กัลยาณมิตรเป็นการกระทำที่สูงส่ง เพราะเป็นการดำเนินรอยตามบัณฑิตนักปราชญ์
ทั้งหลายในกาลก่อนที่เคยทำหน้าที่เป็นดุจแสงสว่างส่องนำทางชีวิตแก่ชาวโลก ได้ชื่อว่าเป็นผู้ดำเนินตามปฏิปทาของพระบรมโพธิสัตว์ ผู้มุ่งสร้างบารมีเพื่อยกตนเองและสรรพสัตว์ขึ้นจากทะเลแห่งทุกข์ คือสังสารวัฏไปสู่ฝังนิพพานอันเป็นเอกันตบรมสุข จำเป็นต้องใช้ความเพียรและอดทนอย่างยิ่งยวด รวมไปถึงต้องอาศัยธรรมะ สอนใจอีกมากมาย เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้เข้มแข็งอยู่เสมอ ครั้นออกไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรสิ่งที่ได้กลับคืนมานอกจากบุญบารมีแล้ว ประสบการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ละคนจะมีประสบการณ์ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรไม่เหมือนกัน แต่ทุกๆ ประสบการณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเป็นตัวอย่างที่น่าอนุโมทนาอีกทั้งควรนำมาเป็นบทเรียน ที่ควรค่าแก่การศึกษาและนำไปประพฤติปฏิบัติตาม

      พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ให้โอวาทแก่กัลยาณมิตรเอาไว้ว่า 1
"ขึ้นชื่อว่ากัลยาณมิตรแล้ว เปรียบเหมือนดั่งดวงแก้ว ดวงแก้วที่ส่องนำทาง นำแสงสว่างสู่ชีวิต
อื่นอีกนับหมื่นนับแสนให้ก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งสันติสุขอันไพบูลย์ที่ยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ว่าจะพบเจอคนประเภทไหนอุปสรรคขัดขวางมากเพียงใดก็ตาม กัลยาณมิตรที่รักของหลวงพ่อ ขอจงมีกำลังใจที่เข้มแข็ง มีกิริยาวาจาที่งดงาม ให้สมกับผู้มีธรรมะเป็นอาภรณ์ กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจังชีวิตร่างกายของเรากำลังเดินทางไปสู่ความเสื่อมสลาย หันมองรอบกายแล้วเพ่งพินิจดูว่า วันวานที่ผ่านพ้นวันนี้ที่มีอยู่ และวันพรุ่งที่กำลังจะมาถึง ชีวิตของเราได้ถูกวางไว้ ณ จุดไหน

       จงใช้เวลา ใช้ชีวิตให้มีคุณค่าสูงส่ง ดำรงสถานะของผู้ให้ไว้เสมอ เมื่อนั้นความปลื้มปีติโสมนัส
จะบังเกิดแก่ใจ แล้วจงก้าวเดินต่อไปด้วยความเชื่อมั่น พร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ด้วยใจที่เปียมไปด้วยความรักความจริงใจ และอภัยทาน เมื่องานสำเร็จ ทุกคนก็จะสำเร็จไปด้วย

        เราทั้งหลายเหมือนผู้ที่กำลังเดินทางไกล อาจเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ในบางหน อดทนนะจ๊ะ อดทน
บนเส้นทางแห่งบุญนี้ จะต้องมีเรา กัลยาณมิตรทุกๆ คน ก้าวไปด้วยกันตราบนิรันดร"
การทำหน้าที่กัลยาณมิตรของพระสารีบุตร

         ในสมัยพุทธกาล มีโจร 499 คน เที่ยวปล้นชาวบ้านเป็นประจำสมัยนั้น มีบุรุษคนหนึ่งชื่อ
ตัมพทาฐิกะ มีตาเหลือกเหลือง มีเคราสีแดง ไปขอสมัครเป็นโจร เพื่อร่วมอุดมการณ์อาชีพโจรด้วย เมื่อนายเคราแดงไปสมัครกับหัวหน้าโจร หัวหน้าโจรพิจารณาดูสารรูปของนายเคราแดงแล้ว คิดว่า บุรุษผู้นี้กักขฬะเหลือเกิน ทั้งนัยน์ตาก็เหลือกเหลือง มีเคราแดงผิดมนุษย์สามารถที่จะตัดนมของแม่ หรือนำเลือดในลำคอของพ่อ เพื่อดื่มกินได้อย่างไม่สะทกสะท้าน นี่คือ บุคคลอันตราย จึงไม่รับเข้าร่วมอุดมการณ์อาชีพโจร

         แม้นายเคราแดงถูกหัวหน้าโจรปฏิเสธ ก็ไม่ยอมละความพยายาม เพราะอยากประกอบอาชีพโจร
จึงหาวิธีที่จะเป็นโจรให้ได้ ด้วยการคอยอุปัฏฐากบำรุงศิษย์คนหนึ่งของหัวหน้าโจร จนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจลูกศิษย์โจรจึงพาไปหาหัวหน้า เพื่ออ้อนวอนให้รับเป็น มาชิกด้วย เพราะในทีมมีเพียง 499 คนเท่านั้น ท่านหัวหน้าหากรับเอาไว้อีกหนึ่ง ก็จะกลายเป็นโจร 500 การจี้ปล้นทรัพย์ก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้น หัวหน้าโจรทนคำรบเร้าไม่ไหว จึงจำใจต้องรับเอาไว้เป็น มาชิกด้วย

        เมื่อรับนายเคราแดงเป็น สมาชิกได้เพียงไม่กี่วัน ยังไม่ทันจะได้ออกปล้น โจรทั้ง 500 คน ก็ถูก
ชาวเมืองร่วมกับพวกราชบุรุษจับได้ ตุลาการสั่งตัดคอโจรทั้ง 500 คนทันที เพราะถือว่าเป็นภัยต่อราช
สำนักและชาวประชา แต่หาคนที่กล้าตัดคอโจรทั้ง 500 คนไม่ได้ ตุลาการจึงต่อรองกับหัวหน้าโจรว่า
"ให้เจ้าตัดคอลูกน้องทั้งหมดให้ตาย แล้วเจ้าจะรอดชีวิต"

         แต่หัวหน้าโจรไม่ปรารถนาจะฆ่าลูกน้อง เพราะว่าลูกน้องทั้งหมดเป็นที่รักของตน แม้จะเป็นจอม
โจร แต่ก็ยึดมั่นในอุดมการณ์ของมหาโจร คือไม่ทำร้ายลูกน้องและพวกกันเอง จึงตอบปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยวพวกชาวเมืองจึงถามโจร 499 คนว่า ถ้าคนไหนกล้าตัดคอพวกพ้องตัวเองให้ตายหมด คนนั้นจะรอดชีวิต ถึงกระนั้นโจรทั้งหมดก็ไม่ปรารถนาจะฆ่าพวกกันเอง ทุกคนยอมตาย แต่ไม่ยอมฆ่าเพื่อน

         ครั้นชาวเมืองถามนายตัมพทาฐิกะ ผู้มีตาเหลือกเหลือง มีเคราสีแดง ซึ่งเป็นคนสุดท้ายว่า
สามารถฆ่าพวกตัวเองได้หรือไม่ นายตัมพทาฐิกะตอบตกลงทันที ใช้ขวานที่คมกริบ ตัดคอโจรทั้งหมด
ภายในไม่กี่นาที โดยไม่มีความสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ทำให้ตัวเองรอดตายมาได้ อีกทั้งได้ความนับถือจากชาวเมืองด้วยการแต่งตั้งให้เป็นเพชฌฆาตเคราแดง ทำหน้าที่ตัดคอโจรที่ตุลาการได้พิพากษาคดีเรียบร้อยแล้ว

         ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเปลี่ยนฉายาจากโจรเคราแดงมาเป็นเพชฌฆาตเคราแดง คอยฆ่านักโทษ
ประหารทีละ 1 คนบ้าง 10 คนบ้าง 500 คนบ้าง เขาฆ่านักโทษประหารรวมแล้วประมาณ 2,000 คน แต่
เมื่อแก่ตัวลง เรี่ยวแรงเริ่มถดถอย จากที่สามารถตัดศีรษะด้วยการฟันทีเดียวได้ ต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงที่มีอยู่ฟัน 23 ที ทำให้นักโทษประหารได้รับความเจ็บปวด เป็นการทรมานนักโทษมากเกินไป พวกชาวเมืองจึงได้ถอดเขาออกจากตำแหน่งเพชฌฆาต แล้วหาคนใหม่มาทำหน้าที่แทน

         เมื่อนายตัมพทาฐิกะถูกถอดจากการเป็นเพชฌฆาตแล้ว ก็กลับมาพักผ่อนที่บ้าน เนื่องจากช่วงที่
อยู่ในหน้าที่นั้น เขาไม่เคยได้นุ่งผ้าใหม่ ไม่ได้ดื่มยาคูเจือน้ำนมที่ปรุงด้วยเนยใสใหม่ ไม่ได้ประดับดอกมะลิและไล้ทาด้วยของหอมเลย เพราะฉะนั้นพอถูกถอดจากตำแหน่ง ตั้งใจว่าจะดื่มยาคูเจือน้ำนม จึงสั่งให้คนนำผ้าใหม่มาให้ ให้คนในบ้านช่วยเตรียมดอกมะลิและเครื่องทาไว้ให้พร้อม จากนั้นก็ไปอาบน้ำที่แม่น้ำ แล้วนุ่งผ้าใหม่ ประดับดอกไม้ ทาตัวด้วยของหอม นั่งพักผ่อนอย่างมีความสุข เตรียมพร้อมที่จะดื่มยาคูเจือน้ำนมที่ปรุงด้วยเนยใสใหม่

          ในขณะนั้น พระสารีบุตรออกจากนิโรธสมาบัติ พิจารณาว่า "วันนี้เราควรจะไปโปรดใครหนอ"
ได้เห็นเพชฌฆาตเคราแดงเข้ามาในข่ายญาณทัสนะ จึงไปปรากฏยืนอยู่หน้าบ้านของเขา เมื่อนาย
ตัมพทาฐิกะเห็นพระเถระเท่านั้น เขาก็มีจิตเลื่อมใสคิดว่า "เราได้ทำบาปกรรมมานาน ฆ่ามนุษย์มามากมายวันนี้ไทยธรรมเราก็พร้อมแล้ว พระเถระก็มายืนอยู่ที่ประตูเรือนของเราแล้ว เราควรถวายทานในเวลานี้เขาจึงได้น้อมข้าวยาคูเจือน้ำนมเข้าไปถวายพระเถระ แล้วนิมนต์ให้ท่านฉันภัตตาหารในเรือนของตน

          เมื่อพระเถระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ได้กล่าวอนุโมทนาแก่เขา แต่เขาไม่อาจทำจิตไปตามพระธรรมเทศนาได้ เพราะมัวกังวลว่า ตนเองได้ทำบาปอกุศลกรรมมามาก ใจที่กังวลหมกมุ่นถึงเรื่องราวในอดีตนั้น เป็นภาพใจที่ไม่พร้อมจะฟังธรรม ปฏิบัติธรรม หรือเข้าถึงธรรม พระสารีบุตรจึงถามขึ้นว่า "อุบาสก ท่านได้ฆ่าคนตามใจชอบ หรือว่าถูกคนอื่นสั่งให้ทำเล่า"

          เขาตอบด้วยความซื่อว่า "พระราชาสั่งให้ข้าพเจ้าทำ" พระเถระจึงบอกว่า "อุบาสก เมื่อเป็นเช่นนั้นอกุศลจะมีแก่ท่านได้อย่างไร" เขาจึงคิดว่า "อกุศลไม่มีแก่เรา"

           เมื่อปลอดจากเครื่องกังวลทั้งหลาย ใจก็มี ภาพเป็นกลางๆ ไม่ไปยึดติดในบาปอกุศลที่เคยฆ่าคนเอาไว้ใจจึงมีความผ่องใสได้ตั้งใจฟังธรรมจากพระสารีบุตรด้วยใจที่จดจ่อ น้อมใจไปตามคำสอนของพระเถระ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ได้ดำเนินจิตเข้าสู่ภายในเป็นลำดับ จนเข้าถึงโสดาปัตติมรรค ถึงธรรมกายพระโสดาบันมีความสว่างไสวอยู่ภายใน จากนั้นพระเถระก็อำลากลับวัดเชตวัน อุบาสกเคราแดงขอถือบาตรเดินตามส่งพระเถระ เมื่อส่งท่านเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่กำลังเดินทางกลับบ้านได้ถูกแม่โคขวิดตายทันทีระหว่างทางแต่ด้วยความปลื้มปีติในธรรมและอิ่มในบุญที่เพิ่งทำไป เมื่อละโลกได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

 

 
 
 
 

จากหนังสือ DOU

วิชา DF 101 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรเบื้องต้น

กลุ่มวิชาการทำหน้าที่กัลยาณมิตร