อบายมุข 6

วันที่ 19 กค. พ.ศ.2557

 

 

 อบายมุข 6 

 

        อธิบายความ อบายมุข 6 ประการนี้ มีความสนุกสนานเฉพาะหน้าเป็นตัวล่อ ทำให้เห็นผิดเป็นชอบได้ แต่แท้ที่จริงแล้ว ทั้งชีวิต ชื่อเสียง ทรัพย์สิน ยศตำแหน่ง ฐานะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ได้มานั้น มีความพินาศกำลังรออยู่ที่ปลายทางใครก็ตามที่ประกอบอาชีพด้วยอบายมุข หรือชักชวนให้ผู้อื่นไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข


          เขาผู้นั้น ย่อมเป็นผู้ที่ขาดสำนึกรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ คือ ขาดความรับผิดชอบต่อการประกอบสัมมาอาชีพ จึงเป็นการทำลายความสำนึกรับผิดชอบต่อศักดิ์และศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตัวเอง และสำนึกรับผิดชอบต่อศักดิ์และศรี แห่งความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นอย่างโหดเหี้ยมเพราะขึ้นชื่อว่าอบายมุข อันเป็นปากทางแห่งความเสื่อมนี้ หากทอดยาวไปถึงปากประตูบ้านใคร บ้านนั้น ครอบครัวนั้น ตระกูลนั้น ย่อมพังพินาศ ถึงกับบ้านแตกสาแหรกขาดลงมาได้โดยง่าย เริ่มต้นที่่ อบายมุขพังเศรษฐกิจในบ้านก่อน แล้วทำให้เกิดการกระทบกระทั่งภายในบ้าน กลายเป็นความพังพินาศทางด้านจิตใจขึ้นมาอีก การจะรักษาคุณสมบัติของคนดีในข้ออื่นๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก


         กล่าวโดย สรุปคือ ใครก็ตามที่มองไม่เห็นโทษของอบายมุข และเป็นตัวการในการแพร่ระบาดอบายมุข คนๆ นั้น คือผู้ที่ทำลายความดีของตัวเอง และเป็นตัวการทำลายความเป็นคนดีของบุคคลอื่นๆ ที่อยู่ร่วมในสังคมให้เสื่อมไป

 

         ดังนั้น หากยังไม่สามารถขจัดอบายมุขให้หมดไปจากโลกได้ การจะสร้างคนให้เป็นคนดีก็จะทำได้ยากลำบากเพราะฉะนั้น มาตรฐานของคนดีที่โลกต้องการ ประการที่ 3 คือ คนดีต้องมีสำนึกรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ ด้วยการไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข 6 โดยเด็ดขาดพระผู้มีพระภาคผู้สุคตศา ดา ครั้นตรัสเวยยากรณภาษิต นี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่าเพื่อนในโรงสุราก็มี เพื่อนดีแต่พูดก็มี เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ผู้ใดเป็นเพื่อนได้ ผู้นั้นจัดว่าเป็น เพื่อนแท้เหตุ 6 ประการนี้ คือ


            1. การนอนตื่นสาย


            2. การเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น


            3. ฟ้อนรำขับร้อง


            4. ความเป็นผู้ก่อแต่เรื่องเสียหาย


            5. การมีมิตรชั่ว


            6. ความตระหนี่จัด


             ย่อมทำลายบุรุษให้พินาศคนมีมิตรชั่ว มีเพื่อนชั่ว มีมารยาท และ ความประพฤติชั่ว ย่อมเสื่อมจากโลกทั้งสอง คือ จากโลกนี้ และ จากโลกหน้าเหตุ 6 ประการนี้ คือ


            1. นักเลงการพนันและนักเลงหญิง


            2. นักเลงสุรา


            3. ฟ้อนรำขับร้อง


            4. นอนหลับในเวลากลางวัน เที่ยวกลางคืน


            5. การมีมิตรชั่ว


            6. ความตระหนี่จัด


            ย่อมทำลายบุรุษให้พินาศผู้ใดเล่นการพนัน ดื่มสุรา ล่วงละเมิดหญิงผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของผู้อื่น คบแต่คนเลว และไม่คบหาคนเจริญ ผู้นั้นย่อมเสื่อมเหมือนดวงจันทร์ข้างแรม ฉะนั้นผู้ใดดื่มสุรา ไร้ทรัพย์ ไม่ทำงานเลี้ยงชีพ เป็นคนขี้เมาหัวทิ่มบ่อ ผู้นั้นจักจมลงสู่หนี้เหมือนก้อนหินจมน้ำ จักทำความมัวหมองให้แก่ตนทันที


         คนชอบนอนหลับในกลางวัน ไม่ลุกขึ้นในกลางคืน เป็นนักเลงขี้เมาประจำ ไม่สามารถครองเรือนได้ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลย หนุ่มสาวที่ละทิ้งการงาน โดยอ้างว่า เวลานี้หนาวเกินไป เวลานี้ร้อนเกินไป เวลานี้เย็นเกินไป เป็นต้น


            ส่วนผู้ใดทำหน้าที่ของบุรุษ ไม่ใส่ใจความหนาว ความร้อน ยิ่งไปกว่าหญ้า ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อม
จากความสุข

 

 

 

จากหนังสือ DOU

วิชาGB 203 สูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก

กลุ่มวิชาสูตรสำเร็จการพัฒนาสังคมโลก