แผ่เมตตา

วันที่ 24 กค. พ.ศ.2557

       

 

            3. แผ่เมตตา จะทำให้ใจของเราขยาย เบิกบาน และยังเหมาะสำหรับคนที่มักหงุดหงิด โกรธง่ายและมักมีอารมณ์ค้างเกี่ยวกับเรื่องความไม่พอใจในคนสัตว์สิ่งของ ที่อยู่รอบตัว แล้วนำมาคิดต่อในขณะทำสมาธิ ดังตัวอย่างต่อไปนี้


             ตัวอย่างที่ 1 "ทำใจให้เป็นกุศล บริสุทธิ์ ผ่องใสมีความรัก มีความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย มีความปรารถนาดีต่อผู้ที่เป็นที่รักของเรา ตั้งแต่รักมาก รักปานกลาง รักน้อยๆ เฉยๆไม่ถึงกับเกลียด กระทั่งถึงผู้ที่เราเคยขุ่นมัว เคยขัดเคือง เราจะต้องมีความรู้สึกอย่างนี้กับคนที่เคยทำให้เราไม่สบายใจ ช้ำอกช้ำใจ ว่าฉันจะลืมเธอซะ ลืมเรื่องที่เธอเคยทำกับฉันเอาไว้ แล้วยังไม่พอ และขอให้เธอมีความสุขด้วย ขอให้เธอประสบความสำเร็จในชีวิตทุกๆ ด้านเลย ชีวิตเธอมีความสุข ครอบครัวเธอมีความสุขการงานเธอสำเร็จสำเร็จทุกอย่างไปเลย แล้วยังไม่พอ จะต้องให้ความรักแก่ตัวของเราเอง โดยความรักที่ยิ่งใหญ่ คือรักตัวเรา รักตัวเรารักอย่างไร อย่าทำร้ายตัวของเรา ด้วยการนำสิ่งที่ทำให้ใจเราร้อน เราเศร้าเป็นทุกข์ ไม่สบายใจ จนกระทั่งท้อ หมดแรงที่จะสร้างความดีต่อไป จะต้องไม่มีอย่างนี้ด้วย"


          ตัวอย่างที่ 2 "แผ่เมตตาจิตที่เต็มเปียมไปด้วยความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาจิตโดยนึกเบาๆ ให้สบายๆ ว่าขอให้ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ไม่มีประมาณเหล่านั้น พ้นจากทุกข์โศกโรคภัยให้พบแต่ความสุขกายสุขใจ มีความสุขทั้งนั่ง ทั้งนอน ทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งหลับ ทั้งตื่นตลอดวัน ตลอดคืนตลอดเวลาเลย ที่มีทุกข์ก็ให้พ้นทุกข์ ที่มีสุขแล้วก็ให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป นึกอย่าง สบายๆ แผ่ไปให้หมดนึกให้กระแสแห่งความเมตตาของเรา ความปรารถนาดีของเรา เป็นแสงสว่างออกจากร่างกาย ออกจากใจของเรา ประหนึ่งว่าตัวเรา กายเรา ใจเรา เป็นศูนย์กลางของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย แผ่ออกไปถึงแม้ว่าการทำเฉยๆ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่คนทั่วไปไม่คุ้นกับการไม่คิดอะไร ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีการคิดเรื่องต่างๆ เช่นธรรมชาติ บทของธรรมะ หรือเรื่องอื่นๆ เพื่อที่จะทำให้ใจสบายเป็นแสงสว่าง ใหม่ๆ อาจจะเป็นความรู้สึกว่ามีแสงสว่างออกจากภายในกลางกายของเรา แล้วแผ่ขยายไปให้ทั่ว แต่ถ้าใครทำเป็นแล้ว มันจะเป็นแสงสว่างจริงๆ ที่เราเห็นแจ้งด้วยใจของเรา เป็นแสงที่ละเอียดอ่อนนุ่มนวล เป็นพลังมวลแห่งความบริสุทธิ์ ประดุจแสงสว่างแห่งพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ แต่ว่ากระจ่างแจ่มจ้าเหมือนอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน คือ สว่างประดุจดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน แต่ว่าเย็นเหมือนแสงจันทร์นำความชุ่มชื่นเบิกบานให้เกิดขึ้นแก่สรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งหลาย ให้นึกแผ่ไป แล้วก็ทำใจให้นิ่งๆ โล่งๆสว่างๆใจจะได้เหมาะสมที่จะเป็นภาชนะรองรับพระรัตนตรัย แผ่ไปอย่างนี้สักหนึ่ง หรือ สองนาที"1

 

 

จากหนังสือ DOU

วิชา MD102 สมาธิ 2 หลักการเจริญสมาธิภาวนา