วิธีสอนแบบอิทธิปาฏิหาริย์

วันที่ 28 สค. พ.ศ.2557

วิธีสอนแบบอิทธิปาฏิหาริย์

  การสอนแบบอิทธิปาฏิหาริย์ คือการใช้ความสามารถพิเศษนี้ พระพุทธองค์ทรงใช้กับบุคคลประเภทปทปรมะ ที่มีลักษณะร้าย เป็นนักเลง หรือเป็นคนหัวแข็งไม่เชื่อฟังใครง่ายๆ อยากลองดีพระพุทธองค์ทรงใช้ในโอกาสบางครั้ง ดังนี้


ทรงบันดาลไม่ให้เศรษฐีเห็นบุตร

   ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  เมืองพาราณสีพระพุทธองค์ทรงมีโอกาสต้อนรับบุตรเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ ยสะ ซึ่งเกิดเบื่อโลกชีวิต หนีจากบ้านมาพบพระพุทธองค์ในตอนเช้ามืด และเมื่อได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์แล้วก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ครั้นรุ่งเช้า เศรษฐีผู้เป็นบิดาออกเดินทางติดตามหาบุตรจนมาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธองค์ทรงเกรงว่าถ้าบิดาเห็นบุตรอาจจะพลาด จากคุณวิเศษที่ควรได้ควรมี จึงทรงพระดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงบันดาลด้วยการสร้างสรรค์ด้วยฤทธิ์ ให้เศรษฐีคหบดีซึ่งนั่งอยู่ที่นี้ไม่เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ที่นี้ แล้วทรงบันดาลด้วยการสร้างสรรค์ด้วยฤทธิ์ดังพระพุทธดำริ ต่อมาเศรษฐีผู้คหบดีได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามว่า “พระผู้มีพระภาคทรงเห็นยสกุลบุตรบ้างไหม พระเจ้าข้า”

      พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบโดยตรง ทรงเชื้อเชิญให้นั่ง ตรัสว่า บางทีถ้านั่งอยู่ที่นี่ อาจจะเห็นบุตรก็ได้ จากนั้นทรงแสดงธรรมให้ทั้งบิดาทั้งบุตรฟัง เมื่อจบพระธรรมเทศนา เศรษฐีได้เป็นพระโสดาบัน ส่วนยสกุลบุตรได้บรรลุอรหันต์ ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงคลายการสร้างสรรค์ด้วยฤทธิ์เสีย ทำให้พ่อกับลูกได้พบกัน ณ จุดนั้น

   เศรษฐีเมืองพาราณสี และบุตรเป็นคฤหัสถ์คนแรกที่ได้รับการสั่งสอนจากพระพุทธองค์แล้วเกิดวิชชุญาณ และความเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นพระอริยบุคคล

 

ทรงปราบชฎิล 3 พี่น้อง

     ที่ตำบลอุรุเวลา ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา มีชฎิล 3 พี่น้องพร้อมด้วยบริวาร 1000 รูป ตั้งอาศรมบำเพ็ญตบะ มีชื่อเสียงปรากฏ เป็นที่เคารพนับถือของชาวมคธเป็นอันมาก

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการจะสอนชฎิลเหล่านั้น จึงเสด็จไปหาชฎิลผู้พี่ชื่อ อุรุเวลกัสสปะ และขอเข้าพักในโรงบูชาไฟ ชฎิลกัสสปะได้ห้ามไว้ เพราะในโรงบูชาไฟนั้น มีพญานาคที่มีพิษร้ายแรงอาศัยอยู่ แต่พระพุทธองค์ทรงยืนยันที่จะพักให้ได้ เพื่อจะแสดงฤทธิ์ให้ชฎิลได้เห็น คืนวันนั้น พระองค์ ทรงแสดงฤทธิ์ปราบพญานาคจนสำเร็จ วันรุ่งขึ้น ยังจับพญานาคใส่บาตรนำมาแสดงให้ชฎิลดูอีก ทำให้พวกชฎิลเกิดความเลื่อมใสมาก แต่อุรุเวลกัสสปะก็ยังไม่อ่อนข้อ ยังเข้าใจว่าตนเป็นพระอรหันต์ประเสริฐกว่านั่นเอง

     ต่อมาพระพุทธองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์อีกหลายอย่าง เช่น ให้อุรุเวลกัสสปะเห็น ท้าวมหาราชจตุโลกบาลทั้ง 4 มาเข้าเฝ้า เห็นท้าวสักกะมาเข้าเฝ้า เห็นท้าวสหัมบดีพรหมมาเข้าเฝ้า ทรงทายดำริของอุรุเวลกัสสปะถูกต้อง เสด็จไปบิณฑบาต ที่อุตตรกุรุทวีป เทพต่างๆ มาช่วยในการซักผ้าบังสุกุล ทรงนำผลหว้าประจำชมพูทวีปมาให้ดู ทรงช่วยผ่าฟืน ก่อไฟ ดับไฟ ก่อกองไฟ 500 กอง และครั้งสุดท้ายทรงแยกน้ำออกแล้วทรงจงกรมอยู่ระหว่างกำแพงน้ำ ในที่สุดอุรุเวลกัสปะจึงยอมแพ้

 

ทรงแก้ความสงสัยของเสลพราหมณ์

     ครั้งหนึ่งเสลพราหมณ์ ผู้เป็นปรมาจารย์ทางพระเวทได้พามาณพบริวาร 300 คนเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ตรวจดูมหาปุริสลักษณะของพระพุทธองค์ ก็ได้พบลักษณะทุกอย่าง เว้นแต่ลักษณะ 2 ประการ คือ พระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 พระชิวหาใหญ่ 1 ทันใดนั้น พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลด้วยการกระทำพิเศษด้วยฤทธิ์ ให้เสลพราหมณ์เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝักและทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง 2 กลับไปมาสอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง 2 กลับไปกลับมาแผ่ปิดมณฑลพระนลาฏ ทำให้เสลพราหมณ์ได้เห็นเป็นลักษณะมหาบุรุษครบ 32 และเกิดความเลื่อมใส14)

 

ทรงแสดงพระองค์ช่วยพระสาวก

      คราวหนึ่ง พระปิงคิยะซึ่งในอดีตเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ได้ไปโปรดอาจารย์เดิมของตนซึ่งตั้งสำนักอยู่ริมฝั่งน้ำโคธาวารีในชนบทอันห่างไกล เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบว่า ทั้งสองท่านมีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ขณะประทับยืนอยู่ที่พระเชตวัน กรุงสาวัตถีนั่นเอง ทรงเปล่งพระรัศมีดุจทองไปแล้ว พระปิงคิยะ กำลังนั่งพรรณนาพระพุทธคุณแด่พราหมณ์พาวรีอยู่ เห็นพระรัศมีแล้วคิดว่า นี่อะไร เหลียวแลไป ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่เบื้องหน้าตน จึงบอกแก่พราหมณ์พาวรีว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว15)

 

ทรงโปรดโจรองคุลิมาล

    เรื่องที่รู้กันแพร่หลายที่สุด ก็คือเรื่องเสด็จไปโปรดโจรร้ายชื่อองคุลิมาล ซึ่งฆ่าคนมา 999 คนแล้ว เวลานั้น กำลังซุ่มซ่อนอยู่ในป่ามหาวัน ใกล้เมืองสาวัตถี ในวันรุ่งขึ้น ทางราชการกำลังจะส่งกองทหารไปปราบ นางพราหมณีผู้มารดาเป็นห่วงบุตร เกรงว่าจะถูกกองทหารฆ่าตาย จึงตัดสินใจจะไปแจ้งข่าวให้บุตรทราบตั้งแต่เช้า แต่ถ้าไปก็จะถูกบุตรฆ่าตาย เพราะขณะนั้นองคุลิมาลสติฟั่นเฟือนจำใครไม่ได้ จะตัดเอา นิ้วมืออย่างเดียว

    ด้วยความสงสารต่อองคุลิมาล และมารดา พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปยังป่ามหาวันก่อนมารดาของเขา พอองคุลิมาลเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา ก็ชักดาบออกวิ่งไล่ทันที แต่ปรากฏว่าวิ่งจนสุดฝีเท้าก็ไล่ไม่ทัน ในที่สุดก็ยอมแพ้ต่อพระพุทธองค์    อิทธิปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าทรงใช้เฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นเท่านั้น