วิธีสอนแบบอาเทสนาปาฏิหาริย์

วันที่ 28 สค. พ.ศ.2557

วิธีสอนแบบอาเทสนาปาฏิหาริย์

 วิธีสอนแบบอาเทสนาปาฏิหาริย์

       อาเทสนา แปลว่า การดักใจ หมายถึง การรู้สภาพจิตใจของผู้เรียนหรือผู้ฟังแล้ว ก็สอนเขาตามสภาพจิตใจนั้น พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีนี้ กับบุคคลประเภทอุคฆฏิตัญญู คือคนที่มีปัญญาบารมีสูง สามารถเกิดความรู้อย่างต่ำถึงขั้นทิฏฐิได้ เพียงแต่ได้ฟังหัวข้อที่ยกขึ้นแสดงเท่านั้น อาเทสนาวิธีมี 2 วิธีด้วยกันคือ

1. การสอนด้วยคำพูดสั้นๆ แต่ประทับใจหรือกินใจ

2. การสอนด้วยการไม่พูด แต่ให้ลงมือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง จนเกิดความรู้ด้วยตนเอง

 

1. การสอนด้วยคำพูดสั้นๆ

        การสอนด้วยคำพูดสั้นๆ แต่กินใจนั้น พระพุทธเจ้าทรงใช้กับบุคคลบางคน และบางโอกาส และการสอนแบบนี้ส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดความรู้ระดับทิฏฐิเท่านั้น แต่เมื่อเกิดความรู้ระดับทิฏฐิที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็เป็นการเตรียมตัวพร้อมที่จะรับการสอนแบบอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เพื่อให้เกิดความรู้ระดับวิชชุญาณต่อไป แต่ก็มีบางรายเหมือนกันที่สามารถได้ความรู้ถึงขั้นวิชชุญาณและโพธิ์ญาณ ด้วยการฟังคำสอนสั้นๆ

 

ทรงปราบความหัวดื้อของพระปัญจวัคคีย์

       พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เป็นผู้เลื่อมใสในการบำเพ็ญตบะทรมานตน ได้ติดตามปรนนิบัติพระโพธิสัตว์ ด้วยหวังจะได้รับสัจธรรม แต่เมื่อเห็นพระโพธิสัตว์ละเลิกตบะ ก็หมดศรัทธาเลยหนีไป อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี

    หลังจากตรัสรู้แล้วไม่นาน  พระพุทธองค์ก็เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ถึงเมืองพาราณสี  พอเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล พระปัญจวัคคีย์ก็นึกดูถูกขึ้นมาทันทีว่า พระสมณะโคดมผู้ล้มเหลว ได้ซมซานมาขอพึ่งพาอาศัยอีกแล้ว แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสบอกว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้วก็ไม่เชื่อ ยังคงกล่าวออกนามและใช้คำเรียกอย่างยโสโอหัง แต่ในตอนสุดท้าย พระพุทธองค์ก็ทรงสามารถปราบปรามความหัวดื้อของพระปัญจวัคคีย์ได้ ด้วยการใช้พระดำรัสสั้นๆ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจำได้หรือว่า ถ้อยคำเช่นนี้ (ว่าเราตรัสรู้แล้ว) เราได้เคยพูดแล้วในกาลก่อนแต่กาลนี้”

       พระปัญจวัคคีย์ยอมฟังธรรม เพราะจำได้ว่าคำพูดเช่นนี้พระองค์ไม่เคยพูดมาก่อนเลย และพระพุทธองค์ทรงมีคำพูดที่เชื่อถือได้มากที่สุด

 

ทรงทำให้ชายหนุ่ม 30 คนได้คิด

          ในระหว่างเดินทางไปยังกรุงราชคฤห์ พระพุทธองค์ได้แวะพักใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ในบริเวณใกล้เคียงกันนั้นมีชายหนุ่ม 30 คนชื่อพาคนรักมาเที่ยวหาความสำราญกัน แต่ชายหนุ่มคนหนึ่งไม่มีคนรัก จึงพาเอาหญิงแพศยาคนหนึ่งมาเป็นคู่แทน ขณะที่กำลังเล่นเพลินกันอยู่นั้น หญิงแพศยาได้ลักเอาของมีค่าของเขาเหล่านั้นหลบหนีไป คนเหล่านั้นออกติดตามหาจนกระทั่งมาพบพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นไม้ จึงเข้าไปทูลถามว่า เห็นผู้หญิงคนหนึ่งหรือไม่พระองค์ทรงถามว่า “มีอะไรจะต้องทำกับผู้หญิงหรือ”

       ชายหนุ่มเหล่านั้นเล่าเรื่องตั้งแต่แรกถวาย พระพุทธองค์จึงตรัสว่า   “ดูก่อนกุมารทั้งหลาย พวกเธอจะมีความเห็นเป็นอย่างไร การที่พวกเธอแสวงหาหญิง กับการที่พวกเธอแสวงหาตนเองนั้น อย่างไหนเป็นความดีสำหรับพวกเธอเล่า”  ชายหนุ่มเหล่านั้นต่างเห็นว่าแสวงหาตนดีกว่า จึงยอมรับฟังธรรมของพระพุทธองค์ แล้วได้บรรลุธรรมในที่สุด

 

ทรงสะกดองคุลิมาลด้วยคำพูด

       ในการปราบโจรร้ายองคุลิมาลนั้น นอกจากจะทรงใช้อิทธิปาฏิหาริย์   คือทรงกระทำให้องคุลิมาลวิ่งไล่ไม่ทันแล้ว ยังทรงใช้วิธีอาเทสนาปาฏิหาริย์คือพูดดักใจอีกด้วย

         เมื่อองคุลิมาลวิ่งไล่พระพุทธเจ้าจนเหนื่อยอ่อน แต่ไล่ไม่ทันสักทีนั้น เขาได้ตะโกนออกมาว่า “หยุดก่อนสมณะ หยุดก่อน”

       พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “เราหยุดแล้ว แต่ท่านสิยังไม่หยุด” พระดำรัสนี้ ต้องการจะให้องคุลิมาลเกิดความงุนงงซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความสนใจต่อไป “ท่านสมณะพูดมุสาท่านเดินอยู่ ไฉนจึงว่าเราหยุดแล้ว”

       พระพุทธองค์ทรงดักใจด้วยประโยคต่อไปว่า “เราหยุดทำบาปแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด” เท่านั้นเองแสงสว่างก็เกิดขึ้นในดวงใจขององคุลิมาล เขาหยุดวิ่งโยนดาบทิ้งแล้วก็คุกเข่าลงแทบพระยุคลบาท เพื่อฟังการสอนแบบอนุสาสนีปาฏิหาริย์ต่อไป

 

ทรงสอนพาหิยะอย่างย่อ ๆ

         คราวหนึ่ง มีนักบวชนอกศาสนาคนหนึ่งชื่อพาหิยะมาจากเมืองสุปปารกะที่ริมฝั่งสมุทรอันเป็นแดนไกลเขาได้มาพบพระพุทธเจ้า ขณะที่พระองค์กำลังทรงบิณฑบาต และขอให้พระองค์แสดงธรรมให้ฟัง พระพุทธองค์ทรงห้ามเขาถึง 3 ครั้ง เพราะเห็นว่าเป็นเวลาที่ไม่เหมาะกับการแสดงธรรม แต่ในที่สุดพระองค์ก็ทรงยินยอมโดยแสดงธรรมอย่างย่อๆ ว่า “ดูก่อนพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง..ในกาล นั้น ท่านย่อมไม่มี ในกาลใดท่านไม่มี ในกาลนั้นท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ..ในโลกหน้า ..ในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์”

          เมื่อพาหิยะได้ฟังคำสอนย่อๆ นี้ ก็เกิดความรู้ถึงระดับวิชชุญาณ และเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเป็นพระอรหันต์ ต่อมาภายหลัง พระพุทธเจ้าตรัสชมพระพาหิยะว่า “ภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะ เป็นบัณฑิต ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งยังไม่ทำให้เราลำบากเพราะเหตุแห่งการแสดงธรรม”

 

พระอัสสชิสอนพระสารีบุตรแบบย่อ ๆ

        ในระยะแรกแห่งการเผยแพร่พระศาสนา พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พระอัส-สชิ (1 ใน 5 ของพระปัญจวัคคีย์) กำลังเดินบิณฑบาตอยู่ในเมือง อุปติสสปริพาชก สาวกคนสำคัญ ของเจ้าลัทธิชื่อสัญชัยได้มาพบเข้าและรู้สึกประทับใจมากในกิริยามารยาทสงบสำรวมของพระอัสสชิ เมื่อได้โอกาสจึงตรงเข้าไปถามว่าเป็นสาวกของใคร พระศาสดาสอนว่าอย่างไร พระอัสสชิตอบว่า

      “เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านอย่างกว้างขวางได้ แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้”

     พอได้ฟังเพียงเท่านี้ พระสารีบุตรก็เกิดความรู้ระดับวิชชุญาณ เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน จนกลายเป็นพระโสดาบันไป

 

2. การสอนแบบไม่พูดแต่ให้ลงมือทำ

     ในบางกรณี พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนอะไรด้วยพระวาจาเลย แต่ทรงมอบหมายงานบางอย่างให้คนกระทำจนกระทั่งเกิดความรู้ขึ้นมาพบความจริงด้วยตนเอง เท่าที่ได้สังเกตจากหลักฐาน ปรากฏว่า วิธีนี้พระพุทธองค์ทรงใช้กับคนที่มีจิตใจอยู่ในภาวะไม่ปกติอย่างมาก จนไม่พร้อมที่จะฟังสิ่งใด

 

ทรงให้พระจูฬปันถกลูบผ้าขาว

     ในสมัยพุทธกาล มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ มหาปันถก ต่อมาพระมหาปันถกได้นำเอาน้องชายชื่อ จูฬปันถกมาบวชด้วย ครั้นบวชแล้ว พี่ชายก็มอบหมายหน้าที่ให้ท่องจำคาถาหรือคำฉันท์บทหนึ่งซึ่งมีความยาวเพียง 4 บาทเท่านั้น แต่พระจูฬปันถก ก็ท่องจำไม่ได้ แม้เวลาจะล่วงไปตั้ง 4 เดือนก็ตาม

     พระมหาปันถกผู้พี่เห็นว่าน้องชายจะไปไม่ไหวแน่ ก็เลยขับไล่ให้ลาสิกขาออกไปเป็นคฤหัสถ์เสียเลย แต่พระจูฬปันถกยังไม่อยากสึก แต่จำต้องไป เมื่อเดินไปพบพระศาสดาจึงเข้าไปเฝ้า พระพุทธองค์ทรงถาม ครั้นทราบเรื่องราวแล้ว จึงพาพระจูฬปันถกกลับเข้าไปในพระคันธกุฎี ทรงบอกให้พระจูฬปันถกนั่งลงประทานผ้าขาวให้ผืนหนึ่งแล้วทรงสั่งให้นั่งเอามือลูบผ้าขาวไปมา พร้อมกับท่องคำว่า รโชหรณํ โดยไม่ต้องคิด อะไรทั้งสิ้น

     เมื่อพระจูฬปันถกท่องไปลูบไป จิตก็เป็นสมาธิมีความสว่าง สะอาด สงบเป็นลักษณะ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ความรู้ระดับวิชชุญาณก็เกิดขึ้น พระจูฬปันถกผู้ปุถุชนก็กลับกลายเป็นพระอรหันต์ไป

     เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การบรรลุมรรคผลนั้นไม่เกี่ยวกับสติปัญญา หรือความสามารถทั่วไปของจิตแต่อย่างใด คนมีสติปัญญาต่ำ อาจจะบรรลุได้เร็วก็ได้ เช่น ในกรณีของพระจูฬปันถกนี้ ความสามารถในการจดจำต่ำมาก แต่สามารถบรรลุธรรมได้เร็ว คนที่มีสติปัญญาสูงกลับบรรลุช้าเพราะมัวแต่คิดเหตุผล ติดอยู่ในตาข่ายแห่งเหตุผล ตัวอย่างเช่น พระสารีบุตรเป็นต้น

 

ทรงให้นางกีสาโคตมีรู้จักความตาย

     มีลูกสะใภ้เศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อกีสาโคตมี ซึ่งมีบุตรคนเดียว ต่อมาบุตรของนางได้ตายลงไปโดยปัจจุบันทันด่วน นางเสียอกเสียใจจนมีสติวิปลาสไปบ้าง ด้วยความรักอาลัยในบุตร นางจึงไม่ยอมเอาศพไปเผาหรือฝัง แต่อุ้มลูกตระเวนไปตามหมู่บ้าน เพื่อขอยาชุบลูกของนางให้ฟื้น เป็นที่น่าสมเพชเวทนาสำหรับบางคนแต่ก็เป็นที่น่าขบขันสำหรับบางคน นางจะได้ยินแต่คำว่า “ไม่มี” จากทุกบ้านเรือน บางแห่งยังถูกขับไสไล่ส่งเสียอีก

     ครั้งหนึ่ง นางได้พบกับอุบาสกคนหนึ่ง ซึ่งได้แนะนำให้นางไปขอยาจากพระพุทธเจ้า นางรีบไปยังพระเชตวันทันที เมื่อนางออกปากขอยา พระพุทธองค์ตรัสว่า “ยามีแน่” นางดีใจอย่างล้นพ้นที่ได้ยินคำว่า “มี” เป็นครั้งแรก นางทูลถามว่ายานั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด นางดีใจยิ่งขึ้น เมล็ดพันธุ์ผักกาดเป็นของหาง่าย ขณะที่นางกำลังจะรีบเดินทางไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั่นเอง พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า ให้ไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านเรือนที่ไม่เคยมีคนตาย

    นางกีสาโคตมี ออกตระเวนขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง แต่เดินจนเหนื่อยอ่อนก็หาไม่ได้ เพราะทุกบ้านเรือนล้วนแต่มีคนเคยตายทั้งสิ้น ในที่สุดแสงสว่างก็เกิดขึ้นในดวงจิตของนางว่า ความตายเป็นของธรรมดา คนในโลกทุกคนต้องตาย ในโลกนี้มีคนตายมากกว่าคนเป็น ลูกของนางไม่ใช่รายพิเศษอะไร เขาได้ปฏิบัติตามกฎอันเที่ยงธรรมแห่งจักรวาลแล้วพร้อมๆ กับเกิดความรู้ใหม่นี้ขึ้นมา นางก็นำศพลูกไปฝังแล้วก็กลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ต่อมาก็ได้บรรลุพระอรหันต์