กัลยาณมิตรนำพาชีวิตสู่นิพพาน

วันที่ 28 สค. พ.ศ.2557

กัลยาณมิตรนำพาชีวิตสู่นิพพาน

กัลยาณมิตรนำพาชีวิตสู่นิพพาน

     มนุษย์ทุกคนในโลกล้วนปรารถนาความสุข และกำลังแสวงหาสิ่งที่เป็นสรณะอันแท้จริง ต่างก็อยากจะรู้เรื่องราวของตัวเอง  ว่าเกิดมาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แต่การที่จะรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยกัลยาณมิตรมาคอยแนะนำให้เรารู้จักความเป็นจริงของชีวิต ผู้ที่ “คบกัลยาณมิตร ชีวิตจะไม่ผิดพลาด”

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาสุตโสมชาดกว่า    “การสมาคมกับสัตบุรุษแม้ครั้งเดียว ย่อมสามารถรักษาผู้นั้นไว้ได้แต่การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้หลายครั้ง ก็รักษาไม่ได้ พึงอยู่ร่วมกับสัตบุรุษ พึงกระทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะการรู้ทั่วถึงธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีเสื่อม ราชรถอันวิจิตรตระการตายังคร่ำคร่าได้ และแม้สรีระก็เข้าถึงชราโดยแท้ ส่วนธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นรู้กันได้ ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งของมหาสมุทรก็ไกลกัน ข้าแต่พระราชา แต่ธรรมของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ ไกลกันยิ่งกว่านั้น”

    เมื่อเราจะคบกับใคร จะเคารพเลื่อมใสในผู้ใด หรือจะเชื่อฟังถ้อยคำของใคร เราควรพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า บุคคลนั้นเป็นสัตบุรุษ หรือว่าเป็นอสัตบุรุษ หากเป็นอสัตบุรุษผู้ไม่มีศีล ไม่มีธรรม เราอย่าไปเชื่อถือ เพราะจะทำให้เราเสียโอกาสในการสร้างบารมี แต่ถ้าหากเป็นสัตบุรุษ ผู้มีคุณธรรม เราควรจะเชื่อฟังและประพฤติตามบุคคลนั้น ตัวอย่างเช่น

     ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี มีชายหนุ่ม 2 คน เป็นเพื่อนรักกัน คนหนึ่งชื่อสิริคุตตติ “ เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา คนหนึ่งชื่อ “ ครหทินน์” เป็นสาวกของนิครนถ์ พวกนิครนถ์จะพูดกับครหทินน์อยู่เสมอว่า ให้ไปบอกสิริคุตตต์ว่า การเข้าไปหาพระสมณโคดมนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ให้มาหาผู้เป็นเจ้านิครนถ์ มาถวายไทยธรรมแก่นิครนถ์ทั้งหลายจะดีกว่า ครหทินน์เพียรพยายามไปพูดกับ สิริคุตตต์อยู่เนืองๆ สิริคุตตต์ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อถูกรบเร้าบ่อยเข้าจึงถาเพื่อนไปว่า “ พระผู้เป็นเจ้าของท่านรู้อะไรบ้างล่ะ”

     ครหทินน์ตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า “โอ ท่านอย่าพูดอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ไม่รู้เป็นไม่มี ท่านรู้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รู้ว่าอะไรจะเกิด อะไรไม่เกิด รู้การกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ของเราเชียวนะ”

    สิริคุตตต์จึงกล่าวว่า “เรื่องนี้เราไม่ทราบมาก่อนเลย เราอยากจะเห็นอานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า นิครนถ์ ฉะนั้นขอช่วยนิมนต์ให้ท่านมาฉันภัตตาหารที่เรือนของเราในวันพรุ่งนี้หน่อยเถอะ” ครหทินน์ดีใจ จึงรีบไปแจ้งข่าวให้นิครนถ์ทั้งหลายทราบ เมื่อนิครนถ์ทราบก็รู้สึกกระหยิ่มใจ คิดว่ากิจของเราสำเร็จแล้ว ลาภสักการะจะเกิดขึ้นแก่เราอีกมากมาย

       วันรุ่งขึ้น เมื่อนิครนถ์ 500 คน มาถึง สิริคุตตต์ออกไปต้อนรับ ไหว้แล้วนึกในใจว่า “ หากนิครนถ์ เหล่านี้เป็นผู้รู้จริง จงอย่าเข้ามาในเรือน เพราะในเรือนนี้ไม่มีภัตตาหาร มีแต่หลุมคูถ” แล้วก็นิมนต์นิครนถ์ ให้เข้าไป พวกนิครนถ์ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จึงตามเข้าไป พ่อบ้านชี้แจงให้นิครนถ์เหล่านั้นทราบว่า เป็นธรรมเนียมของที่บ้านว่าเมื่อจะนั่งต้องนั่งพร้อมกัน พอพวกนิครนถ์ทั้ง 500 คน นั่งลงพร้อมๆ กันบนอาสนะที่อยู่เหนือหลุมคูถ ก็ตกลงไปในหลุมคูถทั้งหมด ได้รับความอับอายขายหน้า

     เวลาผ่านไปครึ่งเดือน สิริคุตตต์ก็กล่าวกับครหทินน์บ้างว่า “ท่านเข้าไปหานิครนถ์เหล่านั้น จะมีประโยชน์อะไร ไปหาพระบรมศาสดาดีกว่า” ครหทินน์นั้นปรารถนาจะได้ยินคำนี้มานานแล้ว เพราะอยากแก้แค้น จึงถามสิริคุตตต์ว่า "พระศาสดาของท่านรู้อะไรบ้าง” สิริคุตตต์จึงกล่าวสรรเสริญพระบรมศาสดาว่า “ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต พระพุทธองค์ทรงเป็นบรมครูของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย” ครหทินน์ไม่ได้เชื่อหรอกแต่ปรารถนาจะแก้แค้น จึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น จงช่วยทูลนิมนต์พระศาสดา และภิกษุสงฆ์ 500 รูป มาฉันภัตตาหารที่บ้านของข้าพเจ้า ในวันพรุ่งนี้เถอะ”

      สิริคุตตต์จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระองค์ทรงรับนิมนต์ เพราะทรงทราบด้วยพุทธญาณว่า ในวันพรุ่งนี้ มหาชนจำนวนมากจะได้บรรลุธรรม สิริคุตตต์และครหทินน์ จะได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน

     ครหทินน์ให้คนขุดหลุมใหญ่ในระหว่างเรือน 2 หลัง นำไม้ตะเคียนมา 80 เล่มเกวียน จุดไฟสุมตลอดคืน แล้วปกปิดอำพรางหลุมถ่านเพลิงไว้อย่างดี นำไม้ผุมาวางเป็นสะพานด้วยหวังว่า เมื่อพระบรม-ศาสดาและพระภิกษุสงฆ์เหยียบ ไม้ก็จะหัก พระพุทธองค์พร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์ก็จะตกลงไปในหลุมถ่านเพลิง แล้วให้คนนำตุ่มเปล่ามาอำพราง ทำเป็นว่ามีภัตตาหารอยู่มากมาย

      มหาชนมาประชุมรวมกันที่บ้านของครหทินน์ ครั้นถึงเวลา พระบรมศาสดาเสด็จมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ 500 รูป ครหทินน์ออกไปรับเสด็จ ถวายบังคมแล้วยืนประคองอัญชลีอยู่เบื้องพระพักตร์ แล้วคิดในใจว่า ถ้าพระองค์ทรงทราบเรื่องทุกเรื่อง ทรงรู้วาระจิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายจริง ขอพระองค์อย่าเสด็จเข้าไปสู่เรือนของข้าพระองค์ เพราะภัตตาหารต่างๆ นั้นไม่มี หากพระองค์เสด็จเข้าไป ก็จะตกลงในหลุมถ่านเพลิง”

      พระบรมศาสดาทรงทราบความคิดของครหทินน์ แต่ต้องการจะสงเคราะห์ จึงเสด็จไปบนหลุมถ่านเพลิงนั้น ด้วยพุทธานุภาพ ดอกบัวใหญ่ผุดขึ้นมารองรับพระบาท ทรงเหยียบกลีบบัวเสด็จไปประทับที่พุทธอาสน์ แม้พระภิกษุสงฆ์ทั้ง 500 รูป ก็ไปนั่งบนอาสนะด้วยวิธีเดียวกัน ครหทินน์เห็นดังนั้น เกิดความเร่าร้อน กระวนกระวายใจ รีบเข้าไปหาสิริคุตตต์ บอกว่า ไม่ได้เตรียมอาหารไว้เลย สิริคุตตต์จึงปลอบใจ แล้วให้ครหทินน์ลองไปเปิดที่ตุ่มดูอีกที ทันใดนั้น เขาก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นตุ่มเหล่านั้นเต็มไปด้วยภัตตาหารมากมาย สรีระของเขาเต็มไปด้วยความปีติ เกิดจิตเลื่อมใสในพระบรมศาสดา จึงได้น้อมถวายภัตตาหารด้วยความเคารพ

     เมื่อเสร็จภัตกิจ พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนาแล้วตรัสว่า “บุคคลไม่รู้คุณแห่งพระพุทธศาสนา และคุณแห่งพระสงฆ์สาวก  เพราะไม่มีปัญญาจักษุ สรรพสัตว์ผู้ไม่มีปัญญาจักษุชื่อว่าเป็นผู้มืดบอด ทรงเทศน์สอนต่อไปว่า “ดอกปทุมมีกลิ่นหอม พึงเกิดในกองแห่งหยากเยื่ออันเขาทิ้งแล้วในใกล้ทางใหญ่นั้น ย่อมเป็นที่รื่นรมย์ใจฉันใด พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นเพียงดั่งกองหยากเยื่อเกิดแล้ว ย่อมไพโรจน์ล่วงปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นดังคนบอดด้วยปัญญา ฉันนั้น”

       เมื่อจบพระธรรมเทศนา สรรพสัตว์แปดหมื่นสี่พันได้บรรลุธรรมาภิสมัย ครหทินน์และสิริคุตตต์ได้บรรลุกายธรรมพระโสดาบัน และได้บำเพ็ญมหาทานบารมีในพระพุทธศาสนาจนตลอดอายุขัย

       เราจะเห็นได้ว่า การที่เราจะคบกับใคร หรือรับฟังข้อมูลจากใครนั้น มีผลต่อชีวิตของเราอย่างมาก หากครหทินน์ไม่ได้สิริคุตตต์เป็นกัลยาณมิตร ชีวิตของเขาก็จะหลงผิด วนเวียนอยู่ในความมืด คืออวิชชา และเมื่อได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นยอดกัลยาณมิตรของโลก แม้เพียงครั้งเดียว เท่านั้น ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนแปลงจากปุถุชน ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า การทำหน้าที่กัลยาณมิตรเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ น่าท้าทาย และไม่เกินความสามารถที่นักศึกษาจะทำได้  ดังนั้นนักศึกษาควรตระหนักและภาคภูมิใจว่า ตัวเราก็สามารถเป็นกัลยาณมิตรให้กับชาวโลกได้เหมือนกัน