ไฟไหม้..หายเจ็บ คุณบดินทร์ วัชโรบล

วันที่ 04 กค. พ.ศ.2557

 

ไฟไหม้..หายเจ็บ  

คุณบดินทร์ วัชโรบล

 

    “เหตุการณ์เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ขณะเกิดเหตุมีสิบล้อวิ่งสวนทางมาด้วยความเร็วมาก จังหวะรถเขาเหมือนเสียหลักสไลด์แล้วข้ามมาชนเรา ถังน้ำมันประสานงากับเราเต็ม ๆ เลย ตอนนั้นรู้สึกวูบ ภาพดับไปเลย พอรู้สึกตัวขึ้นมาอีกที ไฟอยู่รอบตัว กำลังไหม้ตัวอยู่ โดยสัญชาตญาณเลยลงจากรถ แล้วก็ฉีกเสื้อผ้าลงไปกลิ้งเพื่อจะดับไฟตัวเอง มีคนพาเราไปส่งโรงพยาบาลที่นครสวรรค์ พอมาถึงเขาจับมัดก่อนเลย เขาบอกว่า ‘คุณบาดเจ็บสาหัสมากนะ ผมประเมินแล้วร่างกายมี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คุณไหม้ไปประมาณ ๒๒ เปอร์เซ็นต์’ คือครึ่งตัวบนไหม้หมดเลย หน้าไหม้ คิ้ว ขตา ไม่มีเหลือ คุณหมอพูดอยู่แต่ว่า ‘บดินทร์ต้องอดทนนะ ต้องอยู่ ต้องทำใจสู้’ คุณหมอยกมือเราขึ้นสูง แล้วก็เอาขวดยาเบตาดีนขวดใหญ่ ๆ เทราดจากหัวไหล่ลงไป แล้วใช้สำลีก้อนเป็นปั้นขูดเนื้อเขียว ๆ ออกให้หมด ตอนนั้นมันไหม้แขน  หน้า และคอ เขาทำที่แขนก่อน พอทำที่แขนผมไม่ทราบว่าจะบรรยายอย่างไร มันเจ็บมาก พอเจ็บมากเราจะชักมือออกก็ไม่ได้ เพราะมันมีไม้ดามตรงใต้แขนอยู่ พอเขาขูดเขาก็บอกว่าทนหน่อยนะ ตอนนั้นนึกถึงคำหลวงพี่ขึ้นมาว่า ‘สัมมา อะระหัง’ เราทำอะไรไม่ถูก มันเจ็บ เราก็ตะโกน ‘สัมมา อะระหัง ๆ ๆ’ ตะโกนเป็นสิบ ๆ ครั้งเลยเท่าที่จำได้คุณหมอเขาบอกว่า ‘ไอ้นี่มันเล่นของ’ ตอนนั้นผมไม่สนใจ จำได้ว่ามือซ้ายโดนมัด ความที่เจ็บมาก มืออีกข้างที่อยู่ข้างเตียงจิกจนผ้าปูที่นอนขาดเลย พอทำข้างซ้ายเสร็จ ก็มาทำข้างขวา เราก็ ‘สัมมา อะระหัง ๆ ๆ’ อีกเป็นสิบรอบเลย 


    “พอมาครั้งที่ ๒ พอเห็นหมอแล้วเราพูดตรง ๆ ว่ากลัวหมอเลย คุณหมอท่านก็พยายามชวนคุยไม่ให้เราเครียด หมอยังไม่ทันจะทำ ผมก็ ‘สัมมา อะระหัง’ ก่อนเลย ‘สัมมา อะระหัง ๆ ๆ’ คือพูดดัง ๆ เพื่อปลอบใจตัวเอง แต่ว่าวันที่ ๒ นี้ เรารู้สึกว่าไม่เจ็บ แต่เรายัง ‘สัมมา อะระหัง’ อยู่ พอมาครั้งที่ ๓ ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อ คุณหมอก็ทำปกติเหมือนเดิม แต่คราวนี้ผมไม่ตะโกนแล้ว คือผมใช้คำว่า ‘สัมมา อะระหัง’ ในใจ คุณหมอยังแซวว่า ‘วันนี้เจ้าอ้วนไม่เล่นของหรือ’ พอทำในใจมันเหมือนใจเป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิเรารู้สึกว่าเราทนได้ หลังจากครั้งที่ ๓ คุณหมอขูดเบามาก เพราะคุณหมอท่านกลัวเรื่องการติดเชื้อ