ตัวอย่างผู้เปิดบ้านกัลยาณมิตร

วันที่ 14 เมย. พ.ศ.2558

กัลยาณมิตรนพรัตน์ พันธุ์เพ็ชร์

ตัวอย่างผู้เปิดบ้านกัลยาณมิตร
แก้วกลางสลัมŽ

        ท่ามกลางชุมชนแออัดอันเต็มไปด้วยความหลากหลาย วุ่นวาย สับสน กับพฤติกรรมของคนในที่แห่งนี้ จนมีคำเรียกคุ้นปากว่า สลัมŽ ทว่ามีบุคคลท่านหนึ่งที่แม้ว่าจะยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานาประการกับการทำมาหาเลี้ยงชีพที่แสนลำเค็ญ ผนวกกับสังคมรอบบ้านเต็มไปด้วยปัญหาอบายมุข ปัญหาครอบครัวแตกร้าว แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งฉุดกระชากจิตใจของเธอให้ตกต่ำ เธอเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส พลิกผันสังคมนี้ให้น่าอยู่ ด้วยการมอบสิ่งล้ำค่าที่สุดของชีวิต อันมีพลานุภาพยกระดับจิตใจของทุกคนให้สูงส่ง สามารถต่อสู้กับปัญหาได้ดั่งเช่นเธอ

       เธอสวมหัวใจยอดกัลยาณมิตร เปิดบ้านของตนเองให้เป็นบ้านกัลยาณมิตรพร้อมที่จะให้ทุกคนมาร่วมสวดมนต์นั่งสมาธิกัน นำวิถีธรรมแห่งการประพฤติตนเป็นพุทธมามกะ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล้าที่ประกาศและเชิญชวนให้ทุกคนมาสัมผัสกับธรรมะ ซึ่งเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา เมื่อนำธรรมะปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแล้วชีวิตของทุกคนก็จะมีความสุขได้ด้วยการปิดตาเปิดใจ ปล่อยวางทุกๆ สิ่งในโลกไว้ชั่วขณะ เพื่อให้ใจพบกับความสุขที่เกิดจากความสงบภายใน

       ผู้กล้าหาญที่เนรมิต บ้านของตนเองให้เป็นบ้านแก้วกลางสลัม คือ กัลยาณมิตรนพรัตน์ พันธุ์เพ็ชร์ ซึ่งมีบ้านของตนเองอยู่ที่ชุมชนรักษ์ไท มีอาชีพรับจ้างทั่วไป คุณนพรัตน์บอกว่าตนเองได้เข้ามาทำบุญที่วัดพระธรรมกายครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2538 โดยได้ทราบข่าวบุญการสร้างพระธรรมกายประจำตัวเพื่อนำไปประดิษฐาน ณ มหาธรรมกายเจดีย์ จากน้องชื่อ หมวย พอทราบรายละเอียดก็อยากสร้างพระมาก นับเป็นบุญลาภของตนเองที่ได้ยินข่าวการสร้างมหาเจดีย์ใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ตอนนั้นใจใหญ่มาก ตัดสินใจสร้างแน่นอน พอสามีกลับจากขับรถแท็กซี่ เข้าบ้านมาก็รีบบอกข่าวสารการสร้างมหาเจดีย์ และตนเองอยากเป็นเจ้าภาพสร้างองค์พระ จึงขอเงินสามี 1,000 บาท เพื่อจะนำไปถวายสร้างองค์พระก่อน พอสามีได้ฟังก็ไม่เข้าใจว่าทำบุญอะไรตั้งมากมาย เห็นเขาทำกันทีละ 5 บาท 10 บาท นี่ขอทำบุญทีเป็น 1,000 บาท สามีบอกไม่ให้หรอก เมื่อสามียังไม่เข้าใจ แต่คุณนพรัตน์ตั้งใจอยากทำบุญนี้มาก ไม่ละความพยายาม เนื่องจากตัวเองมีแหวนกับตุ้มหูอยู่ก็คิดว่าของพวกนี้ไม่ตายหาซื้อมาใหม่ได้ แต่โอกาสที่จะทำความดีสร้างบุญสร้างกุศลนี้ ถ้าเขาสร้างเสร็จไปแล้วจะขอไปร่วมด้วยอีกคงไม่ได้ คิดได้ดังนี้จึงนำแหวนกับตุ้มหูไปขาย ได้เงินมา ทำบุญสร้างองค์พระสมความปรารถนา เมื่อทยอยบุญสะสมได้ครบ เต็มองค์(ขณะนั้นผู้ที่ร่วมบุญสร้างองค์พระ 1 องค์ จะต้องร่วมบริจาคองค์ละ 10,000 บาท คุณนพรัตน์ทำบุญแบบสะสมบุญ ครั้งละ 1,000 บาท จนครบตามจำนวน) ก็มีกำลังใจสร้างจารึกชื่อให้สามี ญาติ และบูชาครูบาอาจารย์ซึ่งจนถึงปัจจุบัน เธอได้เก็บหอมรอบริบสร้างพระได้ 10 กว่าองค์แล้ว

       เดิมครอบครัวคุณนพรัตน์อยู่แถวรามคำแหง เพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ในสลัมนี้ประมาณปี พ.ศ. 2540 ตอนที่เข้า มาอยู่ใหม่ๆ ก็ปฏิบัติตัวตามปกติ ไหว้พระสวดมนต์ทุกวัน เพื่อนบ้านใกล้เคียงไม่เข้าใจ ก็มาพูดมาถามว่า ทำไมต้องสวดมนต์เสียงดัง มีครอบครัวแล้วมานั่งไหว้พระสวดมนต์ทำไม คุณนพรัตน์ก็อธิบายว่าสวดมนต์ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยน่ะดี เป็นทางมาแห่งบุญกุศล สวดมนต์แล้วใจสงบ พอนั่งสมาธิใจก็แล่นเข้าไปสู่ความสว่างภายในได้ง่าย ทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง สงบสุข คิดดี พูดดี ทำดี แล้วคุณนพรัตน์ก็ถือโอกาสชวนให้มาร่วมสวดมนต์รวมกันที่บ้านของตนเอง เขาก็พากันปฏิเสธ ไม่ยอมมาอ้างว่า ลำพังหาเงินเลี้ยงชีพก็ไม่มีเวลา เพราะไม่คุ้นกับวิถีชีวิตแบบนี้ คุณนพรัตน์ยังคงแบ่งเวลาในตอนเย็นนั่งสวดมนต์อยู่สม่ำเสมอ ในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่กำลังนั่งสวดมนต์อยู่ก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 7 ขวบ ได้ขึ้นมาบนบ้านและขอร่วมนั่งสวดมนต์ด้วย โดยเด็กมาปรับทุกข์ว่า ไม่สบายใจ ไม่มีความสุข เพราะที่บ้านพ่อกินเหล้า แม่ก็กินเหล้า เด็กรู้สึกกลุ้มใจกับครอบครัว จึงมาขอสวดมนต์ทำสมาธิด้วย

       ตั้งแต่นั้นมา คุณนพรัตน์จึงเกิดแรงบันดาลใจและเห็นความสำคัญของลูกหลาน เพราะในสลัมนั้นยังมีเด็กๆ อีกจำนวนมากและยังอยู่ในวัยบริสุทธิ์ จึงเริ่มบอกให้เด็กคนที่มาขอสวดมนต์ด้วยให้ไปชวนเพื่อนๆ มาอีก แรกๆ ก็ชวนกันมาได้ 3 คน ต่อๆ มา สมาชิกตัวน้อยก็เพิ่มขึ้นเพราะนอกจากสวดมนต์ นั่งสมาธิที่บ้านของป้าบุษแล้ว (เด็กๆ จะเรียกคุณนพรัตน์ว่าป้าบุษ) ป้าบุษยังให้รางวัลในการทำความดี ด้วยการแจกขนมให้เด็กทุกคนที่มาสวดมนต์ เด็กพอรู้ว่ามีขนมต่างก็พากันมาที่บ้านคุณนพรัตน์ ถ้าวันไหนทำงานรับจ้างได้เงินมามากก็จะทำกับข้าวเลี้ยงเด็ก และยังแบ่งปันอาหารกับขนมให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วย คุณนพรัตน์จะสอนให้เด็ก ตัดเล็บมือ ล้างมือ ล้างเท้า ดูแลตัวเองให้สะอาด เวลาถอดรองเท้าก็ให้วางเป็นระเบียบ รับประทานข้าวก็ให้เกลี่ยข้าวให้เรียบร้อย เด็กควรเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งฟังดูแล้วก็เหมือนง่าย เพราะเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว พร้อมที่จะรับความดีงามที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นให้ แต่ในยามนี้นำมาใช้กับเด็กที่นี่ไม่ง่ายนักเพราะเด็กๆ ที่นี่ แก่นแก้วสุดๆ พ่อแม่หรือญาติของเด็กเองก็ยังไม่เข้าใจ บางคนมาต่อว่าทำไมสอนเด็กเลิกเล่นไพ่ เช่น น้องเมย์ เป็นเด็กอายุแค่ 4 ขวบ ทั้งบ้านทุกคนเล่นไพ่เป็นหมด คุณยาย พ่อแม่ รวมทั้งตัวของน้องเมย์เองนั้น เล่นไพ่เป็นแล้ว สับไพ่แจกไพ่เป็นแต่เล็ก เล่นป๊อกเด้งกับเพื่อนๆ ใหม่ๆ ก็เล่นแบบธรรมดา ต่อมาก็เริ่มมีการพนันเล่นเอาสตางค์กัน คุณนพรัตน์ก็สอนให้เลิกเล่นไพ่ บอกว่ามันไม่ดี เป็นอบายมุข เป็นการสะสมความละโมบ อยากได้ของคนอื่นด้วยกลโกง หาสตางค์ด้วยความเกียจคร้าน ใช้เล่ห์เหลี่ยม ไม่มีความจริงใจไม่ใช่ทางมาแห่งความดี แล้วก็ให้รางวัลถ้าเด็กคนไหนเลิกเล่นไพ่ให้ 20 บาท คนไหนตั้งใจนั่งสมาธิให้ 20 บาท คนไหนตั้งใจน้อยก็ให้ลดไปตามส่วน สอนให้เลิกพูดจาหยาบคาย

     ในเวลานั้น เพื่อนบ้านบางคนไม่เข้าใจก็ขว้างฝาบ้านขว้างปาหลังคาบ้าน คุณนพรัตน์ก็ไม่หวั่นไหว ยังคงตั้งใจทำความดีต่อไปโดยใช้วิธีให้อย่างเดียว รับจ้างได้เงินมาก็ทำขนม ทำอาหารเลี้ยงเด็ก และ แบ่งปันเพื่อนบ้านเหมือนเดิม ควบคู่ไปกับการพาเด็กสวดมนต์นั่งสมาธิ เปิดวิทยุเทปนำนั่งสมาธิ บางวันก็มีพระภิกษุท่านรับนิมนต์มาสอนสมาธิ ใจของเด็กก็เริ่มเข้าไปสัมผัสกับความบริสุทธิ์ภายใน เป็นใจที่ อ่อนโยนมีพลังและพร้อมที่จะรับคุณธรรมความดีต่าง ๆ

     ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเริ่มมีขึ้นอย่างรวดเร็ว จากความไม่เข้าใจก็เปลี่ยนเป็นความเข้าใจ ผู้ปกครองบางคนถึงกับมากล่าวขอบคุณที่ช่วยให้ลูกหลานเปลี่ยนไปจากดื้อรั้นไม่ยอมฟังใคร ก็ยอมรับฟังที่ผู้ใหญ่ตักเตือน เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน เด็กเข้าใจเรื่องการให้รีบทำความดีตามที่คุณนพรัตน์แนะนำ เธอบอก เด็กว่าคนไหนรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้คนอื่นตามสมควร ดูแลรักษาเนื้อตัวให้สะอาด เทวดาก็จะคอยปกปักรักษาเพราะเทวดาชอบคนทำความดี ถ้าหกล้มหรือตกต้นไม้เขาจะคอยมาอุ้มให้ปลอดภัยเพราะเราเนื้อตัวสะอาด น่าเข้าใกล้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง วันนั้นพระอาจารย์มาเทศน์เรื่องการบำเพ็ญทานและผลของทาน ปรากฏว่าเจ้าตัวเล็กที่สุดชื่อน้องเมย์ ได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์แล้ว วันถัดมาหอบโค้กขนาดขวดละ 7 บาทพร้อมน้ำแข็งหลอดอีก 3 บาทนำมาแจกเพื่อนๆ ด้วย พร้อมกับรายงานคุณป้าบุษด้วยความภูมิใจและ เบิกบานว่าของหนูเอง และเป็นที่น่าปีติอย่างมากด้วยดวงใจอันบริสุทธิ์ของเด็กที่นี่ เขามีประสบการณ์ในการนั่งธรรมะดีทุกคน บางคนก็บอกตัวเบาเหมือนจะลอย บางคนบอกตัวพอง บางคนบอกว่าชอบทานไอศกรีม พอนั่งนึกนำไอศกรีมอยู่กลางท้อง มองไปเรื่อยๆ กำลังสบาย แล้วจู่ๆ ดวงแก้วใสๆ ลอยผุดขึ้นมาทีละดวงๆ มีความสุขจังเลย ตอนนี้หลังเลิกเรียน เมื่อทำการบ้านเสร็จก็มานั่งสมาธิบ้านป้านพรัตน์ มีขนมอร่อยๆ ให้กินด้วย แถมทุกคนมีแต่คนใจดี อยู่ร่วมกันแล้วรู้สึกมีความสุข ปลอดภัย ในกลุ่มเด็กที่มาร่วมสวดมนต์นั่นมีกันหลายวัย มีทั้งเด็กโต เด็กเล็กปะปนกัน

      ในกลุ่มนี้ยังมีเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งชื่อน้องปลา ซึ่งตอนนี้อายุประมาณ 13 ขวบย่างเข้าสู่วัยรุ่น บ้านของน้องปลา จะติดอยู่กับบ้านป้าบุษ เด็กๆ จะรู้จักพี่ปลาเป็นอย่างดี เพราะพี่ปลาทั้งดุและด่าเก่ง ปลาจะพากลุ่มเด็กๆ ตั้งวงเล่นไพ่ป๊อกเด้งเป็นประจำ บางครั้งด้วยความไม่เข้าใจ เด็กๆ ที่เคยแก่นแก้วเหมือนกับตน พอเข้าไปบ้านป้าบุษ กลับสงบเสงี่ยมและไปนั่งสวดมนต์ ทำสมาธิพร้อมกัน นั่งนิ่งๆ ก็ไม่เข้าใจจึงไปสะกิด บอกให้ไปวิ่งเล่นหรือเล่นไพ่กันเถิด นั่งทำไม ไม่ต้องนั่ง แต่พวกเขายังคงมานั่งและสวดมนต์ทุกวันเป็นปกติ แถมเสร็จแล้วมีขนมอร่อยให้ทานอีกด้วย เสียงสวดมนต์ที่ฟังตอนแรกว่าอะไรไม่รู้ ฟังไปๆ เอ๊ะเสียงแจ้วๆ นี้ให้ความรู้สึกเย็นกายเย็นใจนะ ลองไปนั่งดูบ้างคงจะดี ปัจจุบันน้องปลากลับเป็นพี่ผู้ใจดี ขวนขวายในงานที่น่าจะทำช่วยป้าบุษ เช่นจัดของ เตรียมขนมเพื่อแจกเด็กที่ทำความดีมา และรู้แล้วว่าการอยู่รวมกันกับคนอื่นแล้ว ทำให้ตนเองมีความสุข ไม่ใช่ความรุนแรงและกำลังที่เหนือกว่าอย่างเดียว ถึงจะทำให้ตนเองมีความสุข แต่มีวิธีการที่ดีกว่านำมาใช้และมีผลสะท้อนกลับมาอย่างดีคือ ความอ่อนโยน การรู้จักให้ ให้สิ่งของ ให้น้ำใจ ให้รอยยิ้ม และให้อภัยกัน นี่สิถึงจะได้ความเบิกบานสบายใจไม่ต้องหวาดระแวงเป็นรางวัล

    ในกลุ่มนี้ยังมีน้องทึ่มอีกคนที่มาร่วมสวดมนต์ในบ้านกัลยาณมิตรหลังนี้ด้วย ซึ่งเมื่อก่อนน้องทึ่มเกเรมาก ชอบรังแกเพื่อนและพูดจาหยาบคาย น้องทึ่มเป็นเด็กที่เรียนช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน อ่านหนังสือสวดมนต์ยังไม่ได้ แต่พอได้มาที่บ้านป้าบุษและเห็นเพื่อนๆ สวดมนต์นั่งสมาธิ น้องทึ่มก็ขวนขวายในการทำความดีด้วยการรีบรับบุญแจกหนังสือสวดมนต์ให้เพื่อน และรับบุญจัดรองเท้าให้เป็นระเบียบ ซึ่งเพื่อนต่างก็ชื่นชมให้กำลังใจบอกว่าทึ่มก็ได้บุญเหมือนกัน ขณะนั้นเริ่มมีผู้ใหญ่ พ่อแม่เด็กมาสวดมนต์ด้วย เพราะเด็กจะมีความอาจหาญในการทำความดี ทำหน้าที่กัลยาณมิตรชวนพ่อแม่ และยายมาร่วมสวดมนต์ จนมีใครที่ไม่เห็นด้วยในช่วงเริ่มเปิดบ้านสวดมนต์ใหม่ๆ หลุดปากแสดงความรู้สึกที่ออกมาจากใจว่า ได้ยินเสียงสวดมนต์แล้วชื่นใจจริงจริ๊งŽ

        คุณนพรัตน์กล่าวด้วยแววตาที่เบิกบานและปีติในกระแสบุญที่ตนได้รับ ไม่นึกเสียดายกำลังใจ กำลังทรัพย์ที่หามาด้วยความยากลำบากเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะผลที่สะท้อนกลับมานั้น มีค่ายิ่งกว่าร้อยเท่าพันทวี ยิ่งทำให้ใจใหญ่ยิ่งขึ้นเพราะยิ่งให้ยิ่งมีความสุข และเชื่อในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่ามีพระคุณอย่างจะนับจะประมาณมิได้ ตอนจะเปิดบ้านให้เป็นบ้านกัลยาณมิตร ทีแรกก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ เพราะบ้านตนเองปลูกอยู่ในสลัม ความแข็งแรงก็มีไม่มาก กลัวว่าถ้ามีคนขึ้นมาเยอะบ้านจะทรุดหรือบ้านแคบไป แต่ครั้น ได้ยินพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์เทศน์ว่า ไม่ต้องกลัวบ้านเล็กบ้านแคบ บ้านเล็กแต่ใจไม่เล็ก บ้านแคบแต่ใจไม่แคบ เพียงแต่ให้จัดบ้านให้น่าอยู่สะอาดเรียบร้อยแล้วความอัศจรรย์จะเกิดขึ้นคุณนพรัตน์ ก็เกิดกำลังใจ รับตั้งจิตอธิษฐานกับรูปปั้นรูปเหมือนพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อสด จันทสโร วัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่เขานำมาตั้งไว้ในสภาธรรมกายสากล ขอให้อุปสรรคที่มีอยู่มลายหายสูญ เปิดบ้านได้สำเร็จ พอไปรับป้ายบ้านกัลยาณมิตรเสร็จ เดินออกมายังไม่พ้นแถวสาธุชนที่เรียงแถวรอรับป้าย ก็มีเพื่อนกัลยาณมิตรทักพูดคุยด้วย และให้กำลังใจ คุณนพรัตน์ก็บอกว่าตนมีความกังวลนิดหน่อย อยากมีเงินซัก 1,000 -2,000 บาท เพื่อที่จะยกพื้นบ้านให้สูงและแข็งแรงอีกหน่อย เพราะถ้าเขามานั่งกันจะได้ไม่ยุบลงไปในน้ำครำ ผู้ที่ได้ฟังอยากได้บุญตรงนี้ด้วย จึงขอร่วมบุญในการยกพื้นด้วย ตกลงคุณนพรัตน์ก็มีเงินมายกพื้นบ้านสามารถเปิดบ้านสวดมนต์ได้อย่างภูมิใจ แถมมีเพื่อนบ้านบางคนเข้ามาบอกว่ากลับจากทำงานเดินเข้าซอยมา แปลกใจ ทำไมวันนี้บ้านพี่ดูสว่างเป็นสีทอง เออ แปลกดีนะ ซึ่งเป็นวันที่คุณนพรัตน์ขึ้นป้ายบ้านกัลยาณมิตรเป็นวันแรกพอดี

     ปัจจุบันนี้ ดวงใจทุกดวงของเด็กๆ ที่มาสวดมนต์ที่บ้านแก้วกลางสลัมหลังนี้ ต่างรักที่จะสร้างความดี และมอบความรู้สึกที่ดีๆ ให้กันและกัน ให้การกระทำทุกอย่างออกมาจากใจที่บริสุทธิ์ นุ่มนวลละมุนละไม พร้อมที่จะทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น เพราะเขารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ที่เขามอบให้แก่คนอื่นไม่ได้สูญหายไปไหนแต่ได้ไปสะสมสิงสถิตอยู่ที่ใจ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ใจได้กลับไปอยู่ในแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ รอรางวัลแห่งใจหยุด โดยให้ความดีงามเป็นสะพานในการเดินไปจุดประทีปธรรมในดวงใจของทุกคน