ของดีในเมืองไทยแต่คนไทยไม่ค่อยได้ใช้

วันที่ 18 เมย. พ.ศ.2558

 

ของดีในเมืองไทยแต่คนไทยไม่ค่อยได้ใช้
» เมื่อโรงเรียนมะกันทำสมาธิ แก้ปัญหาการเรียนการสอน
» โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

เห็นข่าวเรื่องโรงเรียนมัธยมที่อเมริกาแห่งหนึ่ง ให้นักเรียนทำสมาธิวันละ 2 ครั้ง ๆ ละ 15 นาที

ทำให้ผลการเรียนและพฤติกรรมเด็กดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ทำให้ผมสงสัยว่าโรงเรียนของไทยเรามีภาคปฏิบัติอย่างนี้บ้างหรือไม่

เพราะเด็กไทยได้รับการสั่งสอนเรื่องวัดเรื่องศาสนาและการสวดมนต์เป็นประจำ แต่มักจะไม่ค่อยได้ใช้วิธีการทำสมาธิให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

แต่ครูฝรั่งที่เมืองซานฟรานซิสโก กลับสามารถเอาวิถีชีวิตแบบตะวันออกของเราไปใช้ในห้องเรียนได้อย่างน่าทึ่ง


เขาบอกว่าปกติโรงเรียนมัธยมจะมีบรรยากาศจ้อกแจ้กจอแจ และนักเรียนในวัยนี้มักจะหลุกหลิก อีกทั้งยังมีสมาธิสั้น อารมณ์แปรเปลี่ยนง่าย

หนึ่งใน 4 โรงเรียนมัธยมที่ริเริ่มใช้สมาธิมาช่วยแก้ปัญหาเด็ก และสิ่งแวดล้อมของชุมชนชื่อ Visitacion Valley School

ตั้งอยู่ในย่านที่ยากจนที่สุดย่านหนึ่งของซานฟรานซิสโก มีเรื่องความรุนแรงและอาชญากรรมสูง เด็กคุ้นชินกับการใช้ปืน

และการใช้อาวุธต่อสู้กันในชุมชนนั้นเป็นเรื่องปกติ 
สัปดาห์หนึ่งมีให้เห็นไม่น้อยกว่า 3-5 ครั้ง


เมื่อผู้บริหารที่องค์กรบริหารโรงเรียนท้องถิ่นจับมือกับศูนย์สุขภาพเพื่อการศึกษา เพื่อทดลองใช้การทำสมาธิมาช่วยแก้ปัญหาความรุนแรง และความขาดสมาธิ ของเด็ก ครู ผู้ปกครอง ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีประโยชน์อะไร

เพราะบางคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องศาสนาหรือความงมงาย

แต่เมื่อได้คำอธิบายว่า การทำสมาธิไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องศาสนา แต่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นการฝึกจิตและกายให้เข้าสู่ภาวะสงบและสันติได้ ก็เริ่มทดลอง


โรงเรียน 4 แห่งในย่านนี้เริ่มด้วยการให้มีช่วง “Quiet Time” หรือ “ช่วงเงียบ” วันละ 2 ครั้ง ๆ ละ 15 นาที เพื่อให้เด็กนักเรียนนั่งหลับตา ไม่พูดไม่คุย เพ่งไปที่ลมหายใจของตนเองเพื่อทำสมาธิ

ผู้บริหารโรงเรียนติดตามผลการเรียนและความประพฤติของนักเรียนตลอดเวลา 4 ปี ตั้งแต่เริ่มโครงการนี้

ผลที่ได้คือ...

จำนวนนักเรียนที่ถูกพักการเรียนเพราะความประพฤติเกเร เช่น ชกต่อย หรือหนีเรียนลดไป 79%

และผลการเรียนกับการมาเรียนอย่างสม่ำเสมอก็ปรากฏผลดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในโรงเรียนที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น “โรงเรียนจอมทะเลาะวิวาท” ก็ยืนยันว่าหลังจากมี “ช่วงทำสมาธิ” สำหรับนักเรียนทุกวันความประพฤติของเด็กดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด



แรก ๆ ที่ทดลองให้นักเรียนมีช่วงทำสมาธินั้น ครูหลายคนไม่เชื่อว่าการทำสมาธิจะช่วยอะไรได้

และที่สำคัญคือถ้ามีช่วงสมาธิก็เท่ากับเป็นการแย่งเวลาการสอนวิชาสำคัญ เช่น ภาษา และคณิตศาสตร์ ซึ่งทำให้คุณครูวิชาเหล่านั้นไม่ค่อยให้ความร่วมมือในช่วงต้น ๆ

แต่เมื่อเด็กเริ่มทำสมาธิทุกวันอย่างต่อเนื่อง ครูสังเกตเห็นถึงสมาธิที่ดีขึ้น นักเรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น

และความสนใจที่จะเรียนรู้กับปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกันเองกับครู มีทิศทางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ครูที่เคยไม่เชื่อเรื่องนี้ก็หันมาสนับสนุนเต็มที่ ...เพราะการทำสมาธิช่วยการเรียนการสอนอย่างปฏิเสธไม่ได้



นักเรียนเองบอกว่า เมื่อเริ่มทำสมาธิเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างต่อเนื่องแล้ว นอกจากสมาธิจะดีขึ้น ก็ยังทำให้เป็นคนใจเย็นขึ้น และที่เคยเป็นเด็กโกรธง่ายก็เปลี่ยนไป

การชกต่อยและความรุนแรงอย่างอื่นในโรงเรียนก็ลดน้อยถอยลง

ครูคนหนึ่งบอกว่า แม้โรงเรียนจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ โรงเรียนได้ แต่เมื่อครูกับเด็กร่วมกันใช้ “Quiet Time” อย่างสร้างสรรค์ ปรับทัศนคติ ลดความเครียดและอารมณ์แปรปรวนได้

คุณภาพการเรียนการสอนและชีวิตประจำวันของทั้งครูและนักเรียน ก็ดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจทีเดียว

ถ้าโรงเรียนที่อเมริกาให้นักเรียนทำสมาธิได้ทุกวัน ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่โรงเรียนไทยจะทำไม่ได้เลย

 

 

Credit บทความ : สุทธิชัย หยุ่น | กาแฟดำ - กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558