วีร์ศรุต พิพัฒนาศักดิ์ กับนิยามความเท่ของลูกผู้ชาย

วันที่ 27 มิย. พ.ศ.2558

 

วีร์ศรุต พิพัฒนาศักดิ์

กับนิยามความเท่ของลูกผู้ชาย

 

      ปัจจุบัน.. บู๋เรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชั้นปีที่ ๓ และเป็นคณะกรรมการชมรมพุทธฯ แต่เชื่อไหมว่า กว่าบู๋จะมั่นใจก้าวเข้ามายืนตรงจุดนี้ เขาเคยทำตัวไม่ดี มาก่อน

        ทั้งๆ ที่ผมก็เคยเป็นเด็กดีมาก่อน แต่พอเข้า สู่ช่วง ม.ปลาย มันเกิดความรู้สึกอยากเท่ อยากเป็น ที่กรี๊ดของสาวๆ จึงโดดเรียนไปดื่มเหล้ากับเพื่อน ทั้งยังมีคนเชียร์ว่าดื่มแล้วแมนสมกับเป็นลูกผู้ชาย ตอนนั้นจากเด็กเก่งกลายเป็นคนที่


ไม่สนใจการเรียน ติดเกม เล่นพนันบอล ตอนนั้นผมแทงแต่โต๊ะใหญ่ๆโต๊ะใหญ่นี่ใครแทงน้อยๆ เขาจะไม่รับ แต่เพื่อนๆกลุ่มผมทุนน้อยผมจึงรับเป็นโต๊ะเสียเอง แล้วไปแทงโต๊ะใหญ่อีกที

       ช่วงแรกก็มีทั้งได้ทั้งเสีย ตอนกลางคืนก่อนที่ ราคาบอลจะออก ต้องลุ้นระทึกชนิดที่ว่าใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย ต้องเกาะสถานการณ์การแข่งขัน ทุก match (เกมการแข่งขัน) แล้ววิเคราะห์จนไม่เป็นอันทำอะไร มันกล้าๆ กลัวๆ เพราะบางงวดลงเงินไปมาก ช่วงหลังๆ มีแต่เสียกับเสีย หมดเงินไปเป็นหมื่นๆ

คุณแม่ไม่ว่าหรือ ?

        "แม่บ่นมากเรื่องการเรียน แต่เรื่องเป็นโต๊ะบอล ติดบอลขนาดนี้ ผมปิดไม่ให้รู้ แต่พอตอนหลังก็ บอกเขา ผมรู้แม่กลุ้มใจกับผมมากแต่ภาวะตอนนั้น ผมไม่สนใจ จึงปล่อยตัวเฮฮากับแก๊งเพื่อนไปเรื่อยๆ แต่ผมก็โชคดีนะที่ยังได้สะสมคะแนนเรียนก่อนๆ นั้นไว้บ้าง อีกทั้งวิชาที่ทำคะแนนได้ดี คือ เคมีและภาษาอังกฤษ จึงทำให้ผมฟลุกเอ็นท์ฯ ติดคณะวิศวะ ลาดกระบัง

.        ผมโชคดีที่ผมเอ็นท์ฯ ติด แต่ผมโชคร้ายที่ผม ไม่อยากเรียนแล้วตอนนั้น จึงทำตัวเรื่อยเปื่อยสุดๆ ประกอบกับรุ่นพี่มหา"ลัยพาไปรับน้อง อะไรที่ไม่ดี ผมอยากลองทำเกือบหมด ทั้งกินเหล้า หัดเที่ยวกลางคืน เพราะคิดว่าหากทำได้อย่างนี้แล้วสาวต้อง กรี๊ด เพื่อนต้องชมว่าเจ๋ง เป็นแมน เป็นค่านิยม เป็น กำไรชีวิต แต่ผมก็ไม่ได้ทำอย่างที่คิดต่อมาหลังบวชผมรู้สึกภูมิใจที่ไม่ได้ทำตัวอย่างนั้น

ไม่ห่วงอนาคตหรือ ?

       ตอนนั้นผมคิดว่า อย่างไรก็ไม่เรียนที่นี่แล้ว จะเอ็นท์ฯ ใหม่ อยากเรียนวิศวะ จุฬาฯ มากกว่า เพราะค่านิยมของสังคมเป็นอย่างนั้นและที่สำคัญ ลาดกระบังมีแต่ผู้ชายเรียน หากเรียนที่จุฬาฯ ยังมีสาวอักษรฯ สาวนิเทศฯ สวยๆ น่าสนใจกว่าเยอะ ตามความคิดแบบเด็กๆ ของผมในสมัยนั้น เมื่อคิด อย่างนี้แล้วก็โดดเรียนถี่ยิบ ทำตัวลอยไปลอยมา ลองเที่ยวกลางคืน ลองกินเหล้า แต่พอลองแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่แนวที่อยู่ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งแม่มาบอกผมว่า แม่ติดจานดาวเทียมช่องใหม่ เป็นช่อง ธรรมะ DMC ให้ผมลองดู ผมก็มานั่งดูแบบไม่ได้สนใจอะไร เห็นว่าเป็นของใหม่ พอดูไปสักครู่ ก็ทัก แม่ว่า นี่มันของวัดพระธรรมกายนี่ วัดที่ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน เป็นลัทธิหรือเป็นนิกายหรือเปล่า


      ..ผมถามแม่กลับไปอย่างนั้น ยังไม่ทันสิ้นสุดเสียงผมเลย อยู่ๆ หลวงพ่อที่เทศน์สอนอยู่ก็ตอบว่า ไม่ใช่ ลัทธิใหม่อธิบายข้อสงสัยของผมจนเคลียร์ในทุกข้อ ที่ผมคาใจ ตอนนั้นผมตะลึง ขนลุกซู่ หันไปมองหน้าพ่อ หน้าแม่ แล้วก็ถามแม่ทันทีว่า นี่..รายการสดรึเปล่า แม่ก็ตอบว่า "สด" ความตะลึงของผม ตอนนั้นทำให้ผมสนใจที่จะฟังCase Study ที่ท่านให้ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ตอบคำถามคนที่เขียน มาถามถึงบุพกรรมในอดีตของตัวเอง ตอนนั้นผม งงมากว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าชาติที่แล้วแต่ละคนไปทำอะไรมาซึ่งผมฟังท่านไปก็จับผิดท่านตลอดว่า ท่านมีสคริปต์หรือเปล่าท่านหลอกหรือเปล่า จนแม่พูดสวนขึ้นมาว่า "ลองไปพิสูจน์โดยไปนั่งสมาธิกับพวกวัดพระธรรมกาย ที่พนาวัฒน์ดูไหม ตอนนั้นผมตกลงกับแม่ด้วยความอยากจะไปจับผิด และอยากจะพิสูจน์

        ผมไปที่นั่น.. ก็ต้องยอมถือศีล ๘ ตามเขา ยอมฝืนๆ อดข้าว ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนเลย ในชีวิต พอนั่งสมาธิด้วยความไม่คุ้นก็ปวดหัวมาก บางเวลาที่เขาให้นั่งสมาธิผมก็หลบไปนอนบ้างจนเข้าวันพฤหัสฯ มีหลวงพี่อารักษ์มาเทศน์ผมรู้สึกบอกไม่ถูกว่าทำไมคำพูดของท่านสามารถสะกดผม ให้ฟังจนจบทั้ง ๓ ชม.ท่านพูดได้เคลียร์มีเหตุผลจนผมเข้าใจทุกประเด็นแล้วเริ่มรู้สึกดีกับวัด นับจากนั้น ผมก็ลองมาวัดวันอาทิตย์ต้นเดือน กับแม่ แต่ผมก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรตัวเองมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้ทำคือเริ่มฟิตอ่านหนังสือ เพื่อเอ็นท์ฯ อีกรอบ แล้วก็มาติดวิศวอุตสาหการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผมเรียนอยู่ปัจจุบัน

        พอมาเรียนปี ๑ ที่นี่ ก็มีเพื่อนชวนมาชมรมพุทธฯ มาค่ายของชมรมพุทธฯ ค่ายวันแม่ I Do Love Momแล้วค่ายนี้เอง ที่เป็นจุดเปลี่ยนความคิดของผม...

        ค่ายนี้..ในช่วงท้ายมีการเปิด MVธรรมทายาท ให้ดู แทบไม่น่าเชื่อว่า MV นี้ มันตรึงความรู้สึกของผมไว้ตอนนั้น
ผมอินกับมันจนนั่งน้ำตาไหล กับเพื่อน ที่เห็นคนวัยเดียวกับผมจำนวนมากมาย เขากราบขอขมาแม่ บวชให้แม่จนแม่ซาบซึ้ง
น้ำตาไหลพรากไม่หยุด จนอยู่ๆ ผมก็บอกกับตัวเองว่า ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยทำให้แม่ที่รักผมที่สุดรู้สึกแบบนี้กับผมเลย ผมได้แต่เหยียบย่ำความรู้สึกดีๆ ที่พ่อกับแม่ให้ผมมาโดยตลอด ตอนนี้ผมอยากจะบวชให้แม่บ้าง

       น้ำตาที่ไหลย้อนกลับไปข้างในตอนนั้น มันยิ่ง ทวีให้ความรู้สึกตอกย้ำกับตัวเองไปว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นปิดเทอมนี้ผมก็ต้อง
บวชให้แม่ให้ได้..

การบวชมีบทฝึกที่ลำบาก ไม่กลัวหรือ ?

        ใจที่แน่วแน่ของผม..ได้ให้คำตอบกับตัวเองว่า แม้จะลำบากแค่ไหน อุปสรรคมากเพียงไร ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในเมื่อใจได้ฟันธงแล้วว่าจะบวชเสียอย่าง ความลำบากก็ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เล็กกว่าฝุ่นเสียอีก

วันบวชเป็นอย่างไร

        พ่อ แม่ และผมเองน้ำตาไหลด้วยความปีติกันหมด เพราะเป็นความรู้สึกที่เราไม่เคยมีต่อกัน เราต่างไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ พ่อแม่ดีใจมากที่ผมบวช ให้ท่านด้วยความเต็มใจ ส่วนผมเอง มันตอบตัวเอง ได้เต็มๆ ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ทำ
เพื่อท่าน ทั้งสอง เพราะเมื่อก่อนผมไม่เคยใส่ใจความรู้สึกของ ท่านเลย แม้ท่านจะให้เวลาคอยดูแลผมด้วยความรัก
แต่ผมกลับเอาเวลาไปให้แต่กับเกมคอมพิวเตอร์ ไม่มีเวลาแม้แต่จะหันหน้าไปคุยกับท่าน จนท่านกลัวผมหิว เรียกผมไปกินข้าว ผมก็จะพูดปัดไปด้วย ความรำคาญ ด้วยคำพูดแย่ๆ โดยไม่แคร์ว่าแม่จะคิดอย่างไร

        ผมว่านะ... ใครๆ ต่างก็พูดว่ารักพ่อรักแม่ได้ แต่การกระทำที่บอกว่ารักท่านอย่างแท้จริง เราทำ ได้ไหม ผมว่าถึงเวลาแล้ว ที่น่าจะหันมาคิดทบทวน กัน เพื่อไม่ให้อะไรมันสายไปกว่านี้...

ตอนบวชเป็นอย่างไร

        รู้สึกมีความสุขมากเหมือนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยความสงบทางด้านจิตใจ แม้จะไม่ สบายเหมือนอยู่ที่บ้าน
แต่การบวชให้สิ่งมีค่าที่สุด ที่การอยู่บ้านให้เราไม่ได้ การบวชทำให้ผมพบหนทาง ชีวิต ได้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง
รู้สึกมันเป็นความเท่ที่ แท้จริงของลูกผู้ชาย ที่พูดอย่างนี้ได้เต็มปาก เพราะ ตั้งแต่เกิดมามีทะเบียนบ้านเป็นชาวพุทธ ผมไม่เคย ภูมิใจในความเป็นชาวพุทธเลย แต่วันนี้หลังจากได้มาเรียนรู้คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้นำไปใช้จนเกิดผลดีกับตัวเองจริงมันทำให้เรารู้สึกดีมากๆ รู้สึกเสียดายไหมที่ไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นให้คุ้มตามกระแสโลก

        ไม่เลย รู้สึกที่ผ่านมาตัวเองผิดพลาดไป ที่เราทำบาปลงไปโดยที่เราไม่รู้ตัวซ้ำกลับเข้าใจว่ามันคือ ความเท่ เพราะเมื่อมาดูจริงๆแล้ว ขณะที่เราทำไม่ดี อย่างนั้น ใจเราลึกๆ จะไม่สบาย มันเหมือนเป็น ความสะใจแต่ไม่สบายใจ เพราะความเท่โง่ๆ ของ เรา มันอยู่บนความเดือดร้อนและความเสียใจของคนอื่น

        หลังจากที่ผมบวชแล้ว แม่บอกว่าผมเปลี่ยนไป เป็นคนละคน ซึ่งผมก็รู้สึกอย่างนั้นเพราะเมื่อก่อนผมเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ต้องคอยหาสิ่งที่วัยรุ่นเข้าใจว่าเป็นความเท่ทำ เพื่อเสริมความยอมรับทาง สังคมให้กับตัวเอง แต่วันนี้..ผมรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้นเพราะเรามีความดีที่แท้จริง ที่เกิดจากการละอบายมุข หันมาตั้งใจเรียนมาทำตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ดื้อกับแม่ หันมาใส่ใจความรู้สึกของท่าน ผมว่า..การเปลี่ยนตัวเองมันเป็นพลังนะอย่างญาติผู้พี่ของผม เขาเห็นผมเปลี่ยนไปขนาดนี้ เขาเลย ทึ่งวัดมากที่ทำให้ผมเป็นคนดีได้ เขาจึงยอมมาบวช เพื่อพิสูจน์ อีกทั้งการบวชของผม ก็กลายมาเป็น แรงบันดาลใจให้กับญาติพี่น้องผมหลายๆ คน เช่น พี่ชาย และลูกพี่ลูกน้องซึ่งเขาตัดสินใจมาบวชในปี ถัดไป ตอนนี้ก็ตามๆ กันมาบวชถึง ๓ คนแล้ว

        ท้ายที่สุดนี้ผมอยากจะบอกว่า คนที่ยังไม่ตัดสินใจบวช น่าจะลองดูนะครับ เพราะเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ตลอดชีวิตนี้เราจะไม่มีปัญหายิ่งในสังคมปัจจุบันนี้ ผู้คนต่างแย่งกันประสบความสำเร็จเหลือเกินและหากเราต้องไปเจอปัญหา หนักๆ ในอนาคตที่แก้ไม่ได้จริงๆ เราจะเอาหลักการ ที่ถูกต้องจากตรงไหนมาแก้ อย่ารอให้ชีวิตถึงจุด วิกฤตก่อนแล้วค่อยเข้าวัดแล้วค่อยบวช

         อีกทั้งภาวะที่บีบคั้นตอนนั้นอาจบังคับให้เราต้องเลือกแสวงหาที่พึ่งที่ผิดๆ ก็ได้ และที่สำคัญ การบวชยังเป็นการตอบแทนความรักให้พ่อแม่ได้ดีที่สุด เพราะผมไม่เคยทำอะไรให้แม่พอใจและภูมิใจที่สุดในชีวิตเท่าการบวช และแม่ก็ไม่เคยดีใจอะไรมากไปกว่าการบวชให้แม่..ครับ