มหานรก

วันที่ 02 กค. พ.ศ.2558

 

 

 มหานรก

            เรื่องของมหานรกนั้น ชาวโลกส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่ไม่ชัดเจน แม้ชาวพุทธเองก็ยังเข้าใจสับสนอยู่ เพราะเคยเห็นภาพตามฝาผนังอุโบสถตามวัดต่างๆ ในลักษณะของการปีนต้นงิ้วบ้าง การทรมานในกระทะทองแดงบ้าง หรือถูกเจ้าหน้าที่ในยมโลกลงทัณฑ์ในลักษณะต่างๆ บ้าง ซึ่งภาพที่เห็นส่วนใหญ่นั้น เป็นภาพของการลงโทษในยมโลกซึ่งเป็นนรกขุมย่อย จะเรียกว่า นรก อย่างที่เข้าใจกันในตอนต้นก็คงไม่ผิดนัก แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด และเป็นความเข้าใจที่ยังไม่สมบูรณ์

           การกระทำของมนุษย์ที่จะทำให้เกิดในมหานรกนั้น เป็นลักษณะอกุศลกรรม ทั้งทางกาย วาจา และใจ ที่ทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ จนกระทั่งใกล้จะละโลก ภาพการกระทำชั่วเหล่านั้นมาปรากฏให้เห็น ทำให้คตินิมิตดำมืด แล้วถูกดูดเปลี่ยนภพไปยังมหานรกตามขุมต่างๆ ที่ตนกระทำอกุศลเป็นประจำ

 

           ก. ความหมายของมหานรก มหานรก แปลโดยพยัญชนะ หมายถึง นรกขุมใหญ่ เป็นนิรยภูมิที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีโทษหนักที่สุดตามลำดับขุม


           ข. ที่ตั้งของมหานรก ที่ตั้งของนรกไม่ได้อยู่ใต้ดินอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มหานรกนี้ ตั้งอยู่ใต้เขาพระสุเมรุ ที่มีเขาตรีกูฏรองรับอยู่ มหานรกจะตั้งอยู่ใต้เขาตรีกูฏอีกชั้นหนึ่ง ตั้งซ้อนเรียงกันเป็นชั้นๆ ลงไปในอากาศ จากขุมที่ 1 ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุด ไปถึงขุมที่ 8 ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด มหานรกนี้มีทั้งหมด 8 ขุม ดังนี้

มหานรก ขุมที่ 1 ชื่อ สัญชีวมหานรก

มหานรก ขุมที่ 2 ชื่อ กาฬสุตตมหานรก

มหานรก ขุมที่ 3 ชื่อ สังฆาฏมหานรก

มหานรก ขุมที่ 4 ชื่อ โรรุวมหานรก

มหานรก ขุมที่ 5 ชื่อ มหาโรรุวมหานรก

มหานรก ขุมที่ 6 ชื่อ ตาปนมหานรก

มหานรก ขุมที่ 7 ชื่อ มหาตาปนมหานรก

มหานรก ขุมที่ 8 ชื่อ อเวจีมหานรก 

 

            ค. สภาพแวดล้อมในมหานรก บรรยากาศโดยทั่วไปในมหานรก จะมีลักษณะร้อนๆ ทึมๆ มืดๆ ไฟในมหานรกจะมีสีดำมืด และมีความร้อนแรงมากกว่าไฟในอุสสทนรกและยมโลก ยิ่งไฟในเมืองมนุษย์ไม่อาจเทียบกับไฟในมหานรกได้ ซึ่งมีความร้อนแรงกว่าหลายโกฏิเท่า การทัณฑ์ทรมานสัตว์นรก จะมีนายนิรยบาลหรือเจ้าหน้าที่ในมหานรก ที่เกิดด้วยอำนาจบาปกรรมของสัตว์นรกนั้น คอยลงทัณฑ์สัตว์นรกด้วยอาการต่างๆ อย่างไม่มีวันหยุดพักผ่อน

 

            ง. โทษของการกระทำที่นำไปเกิดในมหานรกขุมต่างๆ ในนรกแต่ละขุมจะมีลักษณะของการกระทำที่แตกต่างกัน หากถามว่าอะไรเป็นเกณฑ์ในการกำหนดว่า เมื่อทำกรรมแบบนี้แล้วจะไปอยู่ในนรกขุมไหน คำตอบ คือ การผิดศีล 5 การพนัน และการทำอนันตริยกรรม จะเป็นตัวกำหนดให้ไปบังเกิดในนรกแต่ละขุม ดังนี้

เกิดในนรกขุมที่ 1 เพราะผิดศีลข้อ 1 เกิดจากกรรมฆ่าสัตว์ เป็นประจำ

เกิดในนรกขุมที่ 2 เพราะผิดศีลข้อ 2 เกิดจากกรรมลักขโมย เป็นประจำ

เกิดในนรกขุมที่ 3 เพราะผิดศีลข้อ 3 เกิดจากกรรมประพฤติผิดในบุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น

เกิดในนรกขุมที่ 4 เพราะผิดศีลข้อ 4 เกิดจากกรรมพูดโกหก พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดให้แตกกัน พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ

เกิดในนรกขุมที่ 5 เพราะผิดศีลข้อ 5 เกิดจากการดื่มสุราเมรัย เสพสิ่งเสพติด เป็นประจำ

เกิดในนรกขุมที่ 6 เพราะมัวเมาในอบายมุข เล่นการพนัน เป็นประจำ

เกิดในนรกขุมที่ 7 เพราะผิดศีลทั้ง 5 ข้อ และเล่นการพนัน เป็นประจำ

เกิดในนรกขุมที่ 8 เพราะทำอนันตริยกรรม คือ ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำสงฆ์ให้แตกกัน และทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต

ในความเป็นจริงแล้ว ในภพชาติหนึ่งๆ คนเราได้ทำกรรมมากมายหลายอย่าง ต่างกรรม ต่างวาระ ดังนั้นการพิจารณาว่าใครจะไปบังเกิดในมหานรกขุมใดนั้น จะดูที่การกระทำชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นหลัก หรือ เป็นอาจิณ เช่น คนที่จะเกิดในมหานรกขุม 5 ตอนเป็นมนุษย์จะต้องทำกรรมดื่มสุรา ยาเสพติด เป็นประจำ ในขณะเดียวกัน เขายังทำผิดศีลข้ออื่นด้วย สมมติว่า โดนทรมานด้วยโทษของกรรมสุรา 1 พุทธันดร เมื่อ กรรมสุราเบาบาง จะถูกทรมานด้วยกรรมอื่นๆ ต่ออีก เช่น ดื่มสุรา แล้วฆ่าสัตว์ ก็จะถูกกรอกน้ำกรด เพราะกรรมสุรา เมื่อกรรมสุราเบาบางแล้วจึงไปโดนนายนิรยบาลสับเป็นชิ้นจนตาย เพราะกรรมฆ่าสัตว์ เป็นต้น สถานที่ทรมานในช่วงที่กรรมอย่างอื่นเข้ามาผสม ก็จะอยู่ภายในขุมเดียวกัน ออกไปจากศูนย์กลางของภพ หรือไม่ก็ไปเกิดในนรกขุมอื่นเลย ซึ่งไม่แน่นอน แล้วแต่กรรมของสัตว์นรกที่ทำว่า หนัก เบา ต่างกรรม ต่างวาระกัน ซึ่งจะถูกสะสมเก็บไว้ในใจ เป็นผังสำเร็จ ถูกตั้งโปรแกรมให้เป็นไปตามอำนาจกรรมของตน  

 

            จ. ความทุกข์ในมหานรก ความทุกข์เป็นของสากลที่ทุกคนต้องประสบ เพราะเรายังไม่หมดกิเลส แต่ถ้าหากเป็นความทุกข์ในมหานรกแล้ว เชื่อมั่นได้เลยว่า ไม่มีใครอยากสัมผัส เพราะที่ตรงนั้นจะไม่มีเวลาว่างเว้นจากการทัณฑ์ทรมานเลย เมื่อไปเกิดเป็นสัตวนรก วินาทีแรกที่ไปเกิดในมหานรก เหล่านายนิรยบาลที่เกิดด้วยอำนาจกรรม จะปรากฏกาย แล้วทำการลงโทษสัตว์นรกทันที โดยไม่มีการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เป็นสิ่งที่น่าขนพองสยองเกล้าเป็นที่สุด ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเล่าให้กับเหล่าภิกษุฟังใน พาลบัณฑิตสูตร2) ว่า

“    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้น ประพฤติทุจริต ทางกาย ทางวาจา ทางใจ เมื่อเขาตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก สถานที่เหล่านี้ เป็นดินแดนที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ น่าพอใจอะไรเลย เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว แม้จะเปรียบเทียบอุปมาถึงความทุกข์ในนรก ก็มิใช่สิ่งที่จะทำได้โดยง่าย”

พระภิกษุรูปหนึ่งจึงทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

“    พระองค์พอจะอุปมาความทุกข์ในนรก ให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบบ้างได้ไหม พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ทรงรับคำ แล้วอธิบายให้ฟังว่า

“    เปรียบเสมือนพวกราชบุรุษจับโจรมาได้ โจรนี้คิดร้ายต่อราชบัลลังก์ พอจับได้แล้ว ตอนเช้าก็นำมาให้พระราชาพร้อมกับกราบทูลถึงพฤติกรรมของโจรนั้นว่า โจรผู้นี้ คิดร้าย ก่อกบฏ ขอพระองค์ได้ทรงลงโทษตามพระราชหฤทัยเถิด พระราชาทรงรับสั่งว่า ให้เอาหอก 100 เล่ม แทงโจรนี้ให้ทั่วตัว พวกราชบุรุษก็ทำตามบัญชา พอถึงกลางวันพระราชาตรัสถามว่า โจรกบฏคนนั้นน่ะ ตายแล้วหรือยัง เมื่อได้รับคำตอบว่ายัง ก็รับสั่งให้เอาหอกมาแทงเพิ่มอีก 100 เล่ม พวกราชบุรุษก็ทำตาม พอตกเย็นยังไม่ตายอีก จึงให้เอาหอกไปแทงเพิ่มอีก 100 เล่ม รวมเป็น 300 เล่ม โจรก็ยังไม่ตายอยู่ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โจรโดนหอกแทงมากถึง 300 เล่ม จะเจ็บปวดทรมานมากแค่ไหน”

พวกภิกษุกราบทูลว่า

“    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพียงแค่หอกเล่มเดียว ก็เป็นทุกข์มากแล้ว จะกล่าวไปไยกับหอกถึง 300 เล่ม”

พระบรมศาสดาตรัสต่อว่า

“    ความทุกข์จากการถูกหอกแทง 300 เล่ม เมื่อเทียบกับทุกข์ในมหานรกแล้ว เทียบกันไม่ได้เลย ทุกข์ในนรกเจ็บปวดทรมานมากกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า ความทุกข์ของคนที่ถูกหอก 300 เล่มแทง มีปริมาณความเจ็บปวดเหมือนก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง แต่ทุกข์ในมหานรกมีปริมาณมากเหมือนเขาพระสุเมรุทีเดียว”

            จากพระดำรัสนี้ เราจะเห็นได้ว่า การเสวยวิบากกรรมในนรกนั้น เป็นทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพียงไร ทุกข์ในเมืองมนุษย์เทียบเท่าไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นอย่ากระทำการใดๆ ที่เสี่ยงต่อการถูกทรมานในมหานรกนี้เลย

 

           ฉ. รายละเอียดของมหานรกแต่ละขุม ในลำดับต่อไป นักศึกษาจะได้ทำความรู้จักนรกทั้ง 8 ขุม ตามลำดับดังต่อไปนี้

ขุมที่ 1 สัญชีวมหานรก

            สัญชีวมหานรก หมายถึง มหานรกที่ไม่มีวันตาย นรกขุมนี้ เป็นนรกขุมแรกที่อยู่ใต้เขาตรีกูฏ มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดามหานรกทั้งหมด เหตุที่มาเกิด ในนรกขุมนี้ เพราะทำกรรมปาณาติบาตเป็นส่วนมาก อายุขัย ของสัญชีวมหานรกเท่ากับ 500 ปีนรก 1 วันในมหานรกขุมนี้ เมื่อเทียบกับเวลาในมนุษยโลกแล้ว เท่ากับ 9 ล้านปีของมนุษยโลก ถ้า 500 ปีนรก ก็เท่ากับ 1,620,000 ล้านปีในเมืองมนุษย์ ชีวิตในสัญชีวมหานรก นรกขุมนี้เป็นนรกที่เมื่อใครตกลงไปแล้ว จะได้รับทุกข์ทรมานอย่างสาหัส เช่น ถูกนายนิรยบาลจับมัดแล้วบังคับให้นอนลงเหนือแผ่นเหล็กแดงที่ร้อนด้วยไฟนรก ถูกฟันด้วยดาบนรกอันคมกล้าจนร่างกายขาดเป็นท่อนๆ ถูกถาก ถูกเฉือนเนื้อจนหมดร่างกาย เหลือแต่เพียงโครงกระดูก เมื่อสิ้นใจตายจะมี ลมกรรม พัดมาต้องกายให้กลับฟื้นขึ้นมาอีก แล้วก็รับทุกข์ทรมานจากนายนิรยบาลเหมือนเช่นเดิม

 

ขุมที่ 2 กาฬสุตตมหานรก

            กาฬสุตตมหานรก หมายถึง มหานรกด้ายดำ นรกขุมนี้ เป็นนรกขุมที่ 2 อยู่ถัดลงมาจากขุมสัญชีวมหานรก มีขนาดใหญ่กว่าสัญชีวมหานรก เหตุที่มาเกิด ในนรกขุมนี้ เพราะกรรมลักทรัพย์เป็นส่วนมาก อายุขัย ของกาฬสุตตมหานรกเท่ากับ 1,000 ปีนรก วันหนึ่งคืนหนึ่งในมหานรกขุมนี้ เมื่อเทียบกับเวลาในมนุษยโลกแล้ว เท่ากับ 36 ล้านปีของมนุษยโลก ถ้า 1,000 ปีนรก ก็เท่ากับ 12,960,000 ล้านปีในเมืองมนุษย์

             ชีวิตในกาฬสุตตมหานรก สัตว์ในกาฬสุตตมหานรกนี้ จะถูกนายนิรยบาลจับมัดให้นอนเหนือแผ่นเหล็กแดงที่ร้อนแรงด้วยไฟนรก แล้วเอาด้ายดำซึ่งทำด้วยเหล็กนรกใหญ่โตเท่าลำตาล มาตีบนร่างของสัตว์นรกซึ่งเป็นร่างกายที่ใหญ่โตมาก จนทำให้เป็นรอยเส้น แล้วก็ทำการเลื่อย ด้วยเลื่อยนรกอันลุกแดงด้วยแสงไฟ ค่อยๆ เลื่อยไปจนกายขาดเป็นท่อนๆ สัตว์นรกก็ดิ้นรนกระวนกระวาย บางทีถึงกับทะลึ่งลุกดิ้นพลาดๆ นายนิรยบาลก็บังคับจับมัดให้แน่นเข้าไปอีก แล้วเลื่อยตัดร่างกายของสัตว์นรกเหล่านั้นต่อไป จนกว่าจะถึงอายุขัยตายไปจากนรกขุมนี้

 

ขุมที่ 3 สังฆาฏมหานรก

            อสังฆาฏมหานรก หมายถึง มหานรกที่ถูกภูเขาเหล็กบดขยี้ร่างกาย นรกขุมนี้ เป็นนรกขุมที่ 3 อยู่ถัดลงมาจากกาฬสุตตมหานรก มีขนาดใหญ่กว่ากาฬสุตตมหานรก เหตุที่มาเกิด ในนรกขุมนี้ เพราะประพฤติผิดในกามเป็นส่วนมาก อายุขัยของสังฆาฏมหานรกเท่ากับ 2,000 ปีนรก วันหนึ่งคืนหนึ่งในมหานรกขุมนี้ เมื่อเทียบกับเวลาในมนุษยโลกแล้ว เท่ากับ 144 ล้านปีของมนุษยโลก ถ้า 2,000 ปีนรก ก็เท่ากับ 103,680,000 ล้านปีในเมืองมนุษย์ ชีวิตในสังฆาฏมหานรก สัตว์ในสังฆาฏมหานรกนี้มีร่างกายพิกลพิการต่างๆ และมีรูปร่างแปลก พิลึก เช่น บางตนมีหัวเป็นควาย มีตัวเป็นคน บางตัวมีหัวเป็นคน มีตัวเป็นควาย บางตัวมีหัวเป็นหมา หมู เป็ด ไก่ แต่มีตัวเป็นคน มีความวิปริตแห่งกายพิกลสุดที่จะพรรณนาให้ถูกต้องหมดสิ้นได้ นายนิรยบาลในมือถือศัสตราวุธเที่ยวเดินไป ร้องคำรามว่า กูจะฆ่ามึง กูจะฆ่ามึง กูจะฆ่ามึง สัตว์นรกได้ยินเสียงนั้นต่างก็วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่ด้วยอำนาจกรรมบันดาลทำให้เกิดกองไฟกองใหญ่ขวางหน้าสัตว์นรกนั้นไว้ พอจะหันหลังวิ่งหนีกองไฟนั้น หันหลังกลับมาก็เจอไฟอีกกองหนึ่ง ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีกองไฟปรากฏเกิดขึ้น เผาสัตว์นรกเหล่านั้นให้ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ไฟนรกนี้ร้อนแรงกว่าไฟในโลกมนุษย์มากมายนัก แม้จะถูกไฟเผาไหม้แล้วสัตว์นรกนั้นก็ไม่ได้ตายง่ายๆ ในไม่ช้าจะมีภูเขาเหล็กนรก 2 ลูก กลิ้งมาบีบขยี้ร่างกายของสัตว์นรกนั้นให้แหลกลาญ เปรียบเหมือนหีบอ้อยที่บดอ้อยให้แหลกละเอียดฉะนั้น

 

ขุมที่ 4 โรรุวมหานรก

            โรรุวมหานรก หมายถึง มหานรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องระงมครวญครางอย่างน่าเวทนา นรกขุมนี้ เป็นนรกขุมที่ 4 อยู่ถัดลงมาจากสังฆาฏมหานรก มีขนาดใหญ่กว่าสังฆาฏมหานรก เหตุที่มาเกิดในนรกขุมนี้ เพราะมีวจีกรรมชั่วหยาบเป็นส่วนมาก อายุขัยของโรรุวมหานรกเท่ากับ 4,000 ปีนรก วันหนึ่งคืนหนึ่งในมหานรกขุมนี้ เมื่อเทียบกับเวลาในมนุษยโลกแล้ว เท่ากับ 576 ล้านปีของมนุษยโลก ถ้า 4,000 ปีนรก ก็เท่ากับ 829,440,000 ล้านปีในเมืองมนุษย์ ชีวิตในโรรุวมหานรก สัตว์นรกขุมนี้ต้องรับทุกขเวทนาในดอกบัวเหล็ก โดยวิธีที่แปลกประหลาด คือ ต้องนอนคว่ำหน้าอยู่กลางดอกบัวเหล็กอันโตใหญ่ ศีรษะมิดเข้าไปในดอกบัวแค่คาง ปลายเท้าจมมิดเข้าไปในดอกบัวเหล็กแค่ข้อเท้า มือทั้งสองข้าง ก็กางจมมิดเข้าไปในดอกบัวเหล็กแค่ข้อมือ นอนคว่ำหน้าอยู่ด้วยอาการพิลึกพิกลเช่นนั้น เปลวไฟก็ปรากฏขึ้น เผาไหม้ดอกบัวเหล็กพร้อมกับสัตว์นรกเหล่านั้น เปลวไฟแลบเข้าหูซ้ายออกหูขวา แลบเข้าหูขวาออกหูซ้าย เข้าปาก ตา จมูก สัตว์นรกได้แต่ร้องครวญครางเสียงสนั่นหวั่นไหวอื้ออึง จะตายก็ไม่ตาย มีกายลำบากอย่างแสนสาหัส ต้องทนทุกขเวทนาอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะถึงอายุขัยตายไปจากนรกขุมนี้

 

ขุมที่ 5 มหาโรรุวมหานรก

            มหาโรรุวมหานรก หมายถึง มหานรกที่เต็มไปด้วยเสียงร้องระงมครวญครางมากมาย นรกขุมนี้ เป็นนรกขุมที่ 5 อยู่ถัดลงมาจากโรรุวมหานรก มีขนาดใหญ่กว่าโรรุวมหานรก เหตุที่มาเกิดในนรกขุมนี้ เพราะชอบเสพสุราและยาเสพติดต่างๆ เป็นส่วนมาก อายุขัยของมหาโรรุวมหานรกเท่ากับ 8,000 ปีนรก วันหนึ่งคืนหนึ่งในมหานรกขุมนี้ เมื่อเทียบกับเวลาในมนุษยโลกแล้ว เท่ากับ 2,304 ล้านปีของมนุษยโลก ถ้า 8,000 ปีนรก ก็เท่ากับ 6,635,520,000 ล้านปีในเมืองมนุษย์ ชีวิตในมหาโรรุวมหานรก สัตว์ทั้งหลายที่ต้องตกไปอยู่ในนรกขุมนี้ ต้องเข้าไปยืนอยู่ในดอกบัวเหล็กนรกซึ่งมีกลีบคมเป็นกรด มิหนำซ้ำยังร้อนแรงแดงฉานไปด้วยไฟนรก ซึ่งลุกโพลงอยู่ในดอกบัวเป็นเนืองนิตย์ เผาไหม้สัตว์นรกซึ่งอยู่ในดอกบัวนั้น ตั้งแต่ศีรษะจรดพื้นเท้า เปลวไฟแลบเข้าทวารทั้ง 9 เผาไหม้ทั้งข้างในข้างนอก นรกขุมนี้จึงมีชื่ออีกอย่างว่า ชาลโรรุวมหานรก นรกที่เต็มไปด้วยเสียงครวญคราง เพราะเปลวไฟ จะตายก็ไม่ตาย ถูกไฟไหม้ขนาดนี้ยังไม่พอ ยังถูกนายนิรยบาลถือกระบองเหล็กอันมีไฟลุกโชน ตีกระหน่ำลงบนศีรษะซ้ำเข้าไปอีกจนแตกยับ ถึงขนาดนี้แล้วก็ยังไม่ตาย ด้วยอำนาจของกรรมทำให้มีชีวิตได้รับทุกข์ต่อไป จนกว่าจะหมดอายุขัยไปจากนรกขุมนี้ 

 

ขุมที่ 6 ตาปนมหานรก

            ตาปนมหานรก หมายถึง มหานรกที่ทำสัตว์ให้เร่าร้อน นรกขุมนี้ เป็นนรกขุมที่ 6 อยู่ถัดลงมาจากมหาโรรุวมหานรก มีขนาดใหญ่กว่ามหาโรรุวมหานรก เหตุที่มาเกิดในนรกขุมนี้ เพราะทำกรรมเกี่ยวกับการพนันเป็นส่วนมาก อายุขัยของตาปนมหานรกเท่ากับ 16,000 ปีนรก วันหนึ่งคืนหนึ่งในมหานรกขุมนี้ เมื่อเทียบกับเวลาในมนุษยโลกแล้วเท่ากับ 9,216 ล้านปีของมนุษยโลก ถ้า 16,000 ปีนรก ก็เท่ากับ 53,084,160,000 ล้านปีในเมืองมนุษย์ ชีวิตในตาปนมหานรก สัตว์ทั้งหลายที่ตกไปอยู่ในนรกขุมนี้ จะถูกนายนิรยบาลไล่ให้ขึ้นไปบนปลายหลาวเหล็กซึ่งโตเท่าลำตาล และแดงฉานด้วยเปลวไฟ เสียบสัตว์นรกบนปลายหลาวนั้น ไฟไหม้สัตว์นรกนั้นเป็นนิจนิรันดร์ เนื้อหนังของสัตว์นรกนั้นก็สุกพองไปด้วยอำนาจไฟนรก พอสุกแล้วจะมีสุนัขนรกรูปร่าง แปลกประหลาดมีขนาดตัวเท่าช้าง ร้องเสียงดังกึกก้องด้วยความหิวกระหาย วิ่งเข้ามาหาสัตว์นรกนั้น กระชากลากสัตว์นรกออกมาจากเหล็กหลาว เคี้ยวกินจนเหลือแต่กระดูก แล้วต้องกลับไปมีชีวิตใหม่ เป็นอย่างนี้จนกว่าจะหมดอายุขัยของตาปนมหานรก

 

ขุมที่ 7 มหาตาปนมหานรก

            มหาตาปนมหานรก หมายถึง มหานรกที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนอย่างมากมาย นรกขุมนี้ เป็นนรกขุมที่ 7 อยู่ถัดลงมาจากตาปนมหานรก มีขนาดใหญ่กว่าตาปนมหานรก เหตุที่มาเกิดในนรกขุมนี้ เพราะทำผิดศีล และเป็นนักเลงอบายมุข อายุขัยของมหาตาปนมหานรก มีอายุประมาณครึ่งอันตรกัป3) ชีวิตในมหาตาปนมหานรก สัตว์นรกขุมนี้ อยู่ที่ลึกและกว้าง มีกำแพงเหล็กลุกเป็นไฟล้อมรอบ ภายในกำแพงกว้างขวางใหญ่โต มีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟตั้งอยู่เป็นลูกๆ ตามพื้นข้างๆ ภูเขานั้นมีขวากเหล็ก แหลมคม ปักเรียงรายอยู่เหนือพื้นเหล็กแดงซึ่งร้อนแรงด้วยไฟมากมาย นายนิรยบาลทั้งหลายต่างถืออาวุธ หอก ดาบ แหลน หลาว ลุกแดงด้วยแสงไฟไล่ทิ่มแทงสัตว์นรก บังคับให้ขึ้นไปบนภูเขาไฟอันแดงฉาน พอนายนิรยบาลไล่ทิ่มแทงทุบตี สัตว์นรกพากันตกใจ วิ่งหนีขึ้นไปบนยอดเขานรก และแล้วในไม่ช้าก็มีลมกรด อันร้อนแรง พัดมาด้วยกำลังแห่งลมนรก ให้สัตว์นรกพลัดตกมาจากยอดเขา ตกลงมาถูกลวดหนาม ซึ่งมีอยู่ในเบื้องล่าง เสียบร่างกายทะลุเลือดแดงฉาน บางตนตกลงมาถูกบดขยี้กายข้างซ้ายทะลุข้างขวา เป็นอย่างนี้ตลอดจนหมดเวลาของอายุในนรกขุมนี้

 

ขุมที่ 8 อเวจีมหานรก

           อเวจีมหานรก หมายถึง มหานรกที่ปราศจากคลื่น คือ ความเบาบางแห่งความทุกข์ ระหว่างแห่งเปลวไฟและความทุกข์ไม่มีว่างเว้นเลย เป็นมหานรกขุมสุดท้าย ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีโทษแห่งการกระทำหนักที่สุด และมีอายุขัยนานที่สุด เหตุที่มาเกิดในนรกขุมนี้ เพราะทำกรรมหนัก คือ อนันตริยกรรม ได้แก่ ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำโลหิตตุปบาท ทำสังฆเภท อายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้มีประมาณ 1 อันตรกัป ชีวิตในอเวจีมหานรก สัตว์นรกในขุมนี้จะได้รับความทุกข์แสนสาหัส เป็นนรกที่ขุมใหญ่ที่สุด ราวกับเมืองใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงเหล็กอันรุ่งโรจน์ ภายในมีเปลวไฟร้อนระอุไหม้สัตว์นรกอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางคืนกลางวันไม่มีว่างเว้น สัตว์ที่ต้องไปอุบัติในอเวจีมหานรกนี้มีมากกว่าขุมอื่นๆ แออัดยัดเยียดเบียดเบียนกันอยู่ ทั้งการเสวยทุกข์โทษในมหานรกขุมนี้ก็แตกต่างกันไปหลายอิริยาบถ หลายท่าหลายทาง เช่น ถ้าเคยยืนทำบาปอกุศลกรรมไว้ ก็ต้องมาทนทุกข์อยู่ในอิริยาบถยืน เคยเดินทำบาปไว้ ก็ต้องเดินทนทุกข์อยู่ เคยนั่งเคยนอนทำบาปไว้ ก็ต้องมานั่งมานอนเสวยทุกข์อยู่ในอเวจีมหานรกนี้

 

            คนที่ทำปาณาติบาตทุกวัน เป็นอาจิณกรรม ถ้าทำในปริมาณมากก็ไปขุมที่ 1 ถ้าปริมาณน้อยเป็นอาจิณกรรมก็ไปอีกขุมหนึ่ง ก่อนตายกรรมนิมิตจะเห็นเป็นหมู เหมือนมาทวงถามหาชีวิต แล้วก็เห็นภาพการฆ่า จิตก็เศร้าหมอง ดวงบาปจะปรากฏ และขยายครอบคลุมดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์หยาบ จากนั้นก็ถอดกาย บาปที่อยู่ในกำเนิดธาตุธรรมเดิมในกายมนุษย์หยาบ ก็เข้าไปอยู่ในกลางกายมนุษย์ละเอียด ขยายไปเรื่อยๆ พอขยายก็เริ่มมีภาพสัตว์นรกอยู่ในกลางนั้น พอเคลื่อนออกตามฐานต่างๆ จนถึงฐานที่ 1 ก็หลุดวูบไป ถ้าทำอาจิณกรรมแต่มีปริมาณน้อย ก็ไปสัญชีวมหานรก กาฬสุตตมหานรก สังฆาฏมหานรก โรรุว-มหานรก ถ้าทำปานกลางมากกว่าเล็กน้อย ก็ไปมหาโรรุวมหานรก ถ้าทำเป็นอาชีพขนาดใหญ่ระดับโลก ค้ากันมากๆ ก็ไปอเวจีมหานรก ถ้าไปโรรุวมหานรกก็ตัวเล็กหน่อย มหาโรรุวมหานรกก็ตัวใหญ่ขึ้น ถ้าหากไปอเวจีมหานรกก็ตัวใหญ่มากๆ พอไปเกิดเป็นสัตว์นรก กายจะโตขึ้นในทันทีทันใด บาปในตัวก็บันดาลให้นายนิรยบาลบังเกิดขึ้น เป็นคู่กรรมของสัตว์นรก แล้วก็ทำทัณฑ์ทรมานด้วยวิธีการต่างๆ ไฟในมหานรกจะมีสีดำ ร้อนแรงกว่าไฟในอุสสทนรก และยมโลก

 

            เมื่อไปเกิดเป็นสัตว์นรกจะมีรูปร่างที่หลากหลาย บางตัวหัวเป็นหมูตัวเป็นคน บางตัวตัวเป็นหมูหัวเป็นคน บางตัวทั้งมือและเท้าเป็นหมู ตัวเป็นคน หัวเป็นหมู จะผสมกันไปหลากหลายรูปแบบ เวลาสัตว์นรกโดนฆ่า จะถูกฆ่าด้วยอาการต่างๆ เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรง เช่น ถ้ามนุษย์โดนฆ่า ความเจ็บปวดก็จะชั่วระยะหนึ่ง สมมติว่า เป็นหนึ่ง แต่ถ้าเป็นสัตว์นรกในโรรุวมหานรก จะเป็นหมื่นเท่า ถ้าเป็นมหาโรรุวมหานรกก็แสนเท่า ถ้าในอเวจีมหานรกก็ล้านเท่า

            วิธีการฆ่า ถ้าในมหาโรรุวมหานรก จะมีการฆ่ากันด้วยวิธีที่หลากหลาย และปริมาณจะมากกว่าในโรรุวมหานรก เช่น สัตว์นรกบางพวกถูกเหล็กแหลมเสียบแบบหมูหัน แล้วก็ปิ้งกับไฟนรกที่ร้อนแรง บางพวกโดนสับตั้งแต่นิ้วมือ สับไปเรื่อยๆ ทีละชิ้น พอสับถึงหัวจึงตาย บางพวกก็ถูกมัดมือ มัดเท้า แทงคอ บางพวกถูกชำแหละอยู่ที่พื้น แล้วจึงเอาอวัยวะภายในออกมาภายนอกทีละส่วน ทุกข์ทรมานมาก และจะตายเมื่อถูกตัดคอ บางพวกถูกแขวนอยู่ตามราวเหมือนแขวนหมู โดยถูกมัดเท้าแล้วห้อยหัวลง มีทั้งหัวเป็นคนและหัวเป็นหมู ถูกชำแหละทีละชิ้นๆ ในลักษณะที่แขวน เมื่อตายแล้วจะมีลมกรรมพัดมาจึงฟื้น และจะถูกกระทำอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลายาวนานมาก เมื่อหมดกรรมจากมหานรก ก็จะไปโดนลงโทษที่นรกขุมบริวาร ซึ่งมีในมหานรกทุกขุม จะไปขุมไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของกรรม หรือความหมองของใจ ถ้าใจหมองมากก็ไปขุมหนึ่ง ถ้าหมองปานกลางก็ไปอีกขุมหนึ่ง ถ้าหมองน้อยก็อีกขุมหนึ่ง เมื่อไปยังอุสสทนรก โทษจะเบาบางลงมา ยังมีโอกาส ได้วิ่งเข้าไปในป่า ตัวเป็นหมูหัวเป็นคน ตัวเป็นคนหัวเป็นหมู ใบไม้ที่ร่วงลงจะกลายเป็นหอกเป็นดาบมาทิ่มแทงจนตาย พอตายแล้วก็ฟื้น หลุดจากป่านี้ก็ไปที่โล่งแจ้ง หอกดาบจะหล่นลงมาจากข้างบน มาทิ่มแทงเชือดเฉือน ผ่าเหวอะหวะจนตาย ลมกรรมก็พัดให้ฟื้นขึ้นมา เป็นอย่างนี้ยาวนาน

 

            พ้นจากอุสสทนรก จะมาสู่ยมโลก เพื่อพิจารณาบุญบาปที่อาจจะมีหมู่ญาติอุทิศให้เมื่อกัปที่แล้ว หรือ 500 ล้านปีที่แล้ว ถ้ามีบุญพอก็จะไปเกิดได้ แต่ถ้ากรรมยังหนาแน่นจะต้องถูกลงโทษในยมโลกต่อไป แต่ที่นี่ยังมีเวลาว่างเว้นจากการทัณฑ์ทรมานบ้างหน่อยหนึ่ง จะมีการเข้าคิวเพื่อรอการถูกเฉาะ ทิ่มแทง สับลงกระทะ ผ่าชำแหละ เป็นต้น เมื่อใช้กรรมจากยมโลกแล้ว หากยังมีเศษกรรมก็จะไปเกิดเป็นอสุรกาย มีร่างกายที่พิกลพิการ ตัวเป็นคนหัวเป็นหมู แต่ว่าหัวอยู่ใกล้ก้น คอยกินอุจจาระที่ไหลออกมาจากก้น บางตัวเป็นหมู 4 ขา ค่อนตัวจากก้นถึงอก ท่อนบนเป็นคนมีแขน แต่หัวเป็นหมู นิ้วมือเป็นดาบ ควักเนื้อตัวเองกิน เพราะหิวกระหาย ทุกข์ทรมานยาวนานทีเดียว

            หากไม่เกิดเป็นอสุรกาย ก็ไปเกิดเป็นเปรต รูปร่างพิกลพิการ พิลึกกึกกือ เหมือนอสุรกาย แต่ว่ามี ฝนไฟหล่นใส่ เละบ้าง ไหม้บ้าง อีกยาวนาน จากนั้นไปเกิดเป็นหมูให้เขาฆ่า จำนวนครั้งเท่ากับจำนวนขนของหมูนั้น ฆ่ากี่ตัวก็เอาจำนวนที่ฆ่าคูณเข้าไป พอหมดกรรมจากหมูก็ไปเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าฆ่าลูกหมูที่อยู่ในท้องก็จะตายในท้อง ถ้าฆ่าลูกหมูก็จะเกิดมาอายุสั้น ตายด้วยโรคร้ายแรงบ้าง อุบัติเหตุบ้าง ถ้ากรรมจางลง อายุยืนขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เช่น อายุ 10 ปี แล้วจึงตายบ้าง ด้วยโรค อุบัติเหตุ หรือฆาตกรรมบ้าง ถ้ากรรมบางลงไปอีก อายุจะยืนขึ้นมาอีก ถ้าในระหว่างที่อายุยืนขึ้น แล้วทำกรรมใหม่ ก็มีโอกาสลงไปในนรกอีกรอบหนึ่ง ถ้าหากทำความดีก็มีสิทธิ์พ้นจากกรรมนี้ได้ แต่ถ้าทำกรรมหลายอย่าง เช่น ฆ่าหมูด้วย ดื่ม สุราด้วย เมื่อหมดกรรมจากหมูก็จะไปใช้กรรมสุราต่อ หรือผิดศีลข้อ 3 ก็ต้องไปตกนรกขุม 3 อีก ขึ้นอยู่กับกรรมที่กระทำไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ดังนั้นชีวิตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะเลือกไปสุคติหรือทุคติ

-----------------------------------------------------------

 

2) พาลบัณฑิตสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 ข้อ 472-474 หน้า 150-151.
3) อันตรกัป คือ ช่วงเวลาตั้งแต่มนุษย์มีอายุยืนถึงอสงไขยปี ค่อยๆ ลดลงจนเหลือ 10 ปี แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนกระทั่งถึงอสงไขยปีอีกครั้ง

 

จากหนังสือ DOU GL 102 ปรโลกวิทยา

อบายภูมิ