ชีวิตออกแบบได้

วันที่ 11 กค. พ.ศ.2558

 

 

ชีวิตออกแบบได้

เลือกเกิดได้ด้วย “ กรรมลิขิต ”

            มนุษย์เลือกเกิดได้จริงหรือ? ในเมื่อจริงๆแล้วสังคมยังมีความเหลื่อมล้ำหลากหลายฐานะ มีทั้งคนฐานะร่ำรวย ปานกลาง และยากจน บางคนยากจนยังไม่พอ พิการด้วย จนหลายครั้งคนตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้

            อาตมาภาพขอตอบชัดๆไปเลยว่า “ เราเลือกเกิดได้ ” เราเป็นผู้ลิขิตชีวิตของเราเอง ไม่ใช่พระพรหมหรือเทวดาอารักษ์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราลิขิตชีวิตของตัวเองด้วยสิ่งที่เรากระทำ เรียกว่า “ กรรมลิขิต ” ไม่ใช่ “ พรหมลิขิต ”

 

            “ กรรมลิขิต ” คือ สิ่งที่เราเคยทำไว้ทั้งกรรมในอดีตชาติ และกรรมในปัจจุบันชาติ ประกอบกันเป็นตัวลิขิตชีวิตของเรา เมื่อเราจะมาเกิด กรรมในอดีตที่เราเคยทำเอาไว้จะเป็นตัวกำหนด ว่าเราจะมาเกิดที่ไหน ในสถานภาพใด บางท่านสงสัยว่าทำไมคนบางคนเกิดมาในบ้านที่มีฐานะร่ำรวย คนบางคนเกิดมาในบ้านที่มีฐานะยากจน แต่ละคนเกิดมามีต้นทุนไม่เท่ากัน บางคนเกิดมาพิการ บางคนเกิดมามีรูปร่างหน้าตางดงาม บางคนเกิดมามีสติปัญญาดี เป็นต้น

            หลายท่านไม่เข้าใจ น้อยเนื้อต่ำใจว่าตนเองโชคร้าย เพราะหาคำตอบไม่ได้ บ่นกับตัวเองว่าอย่างนี้ไม่ยุติธรรม แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างมีที่มาที่ไป ไม่มีอะไรเกิดมาโดยความบังเอิญ ทุกอย่างล้วนมีเหตุทั้งสิ้น จากกรรมที่เราทำไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ว่าชีวิตดเราเองสามารถเลือกเกิดได้ จึงต้องถามต่อว่า ควรหรือไม่ ที่จะ “ ออกแบบชีวิต ” ของเราให้ดีงาม

            ยกตัวอย่างในครั้งพุทธกาล มีเศรษฐีท่านหนึ่ง ชื่อ อานันทเศรษฐี มีฐานะร่ำรวยมาก มีทรัพย์ถึง 80 โกฏิ ( เท่ากับ 800 ล้านกหาปณะ ) ถ้าเทียบกับค่าเงินในปัจจุบันก็หลายหมื่นล้านบาท

 

            อานันทเศรษฐี เป็นเศรษฐีใหญ่ของเมือง แต่เป็นคนขี้เหนียว สลึงเดียวก็ไม่ให้กระเด็น เขามักจะสอนลูกสอนหลานว่า

“ ลูกเอ๋ย ... อย่าคิดว่าทรัพย์ที่เรามีนี้มากมาย ถ้าลูกใช้จ่ายออกไป วันใดวันหนึ่งทรัพย์นี้ก็อาจจะหมดลงได้ เพราะฉะนั้นลูกจงอย่าปันทรัพย์ให้ใครแม้แต่น้อย เราจะได้รักษาความรวยไว้ได้นานๆ ” นี่คือสิ่งที่อานันทเศรษฐีคิด และพยายามสอนลูกหลานมาโดยตลอด

 

            อานันทเศรษฐีได้แอบเอาเงินไปฝัง เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีธนาคาร เขาเอาเงินใส่โอ่งแล้วเอาไปฝังเป็นขุมทรัพย์ 5 แห่งด้วยกัน เพราะคิดว่าถ้าฝังทรัพย์ไว้ที่เดียวกันหมด หากเกิดอะไรขึ้นมาจะมีปัญหาได้ เขาจึงกระจายความเสี่ยงโดยการฝังทรัพย์ไว้ 5 แห่ง โดยไม่บอกให้ลูกรู้ เพราะกลัวว่าถ้าบอกไปแล้ว เดี๋ยวลูกอาจจะไปแอบขุดทรัพย์ของตน อานันทเศรษฐีตั้งใจว่าถึงคราวใกล้ตายก่อนค่อยบอกลูก เรื่องขุมทรัพย์ที่ตนฝังไว้ แต่เผอิญอานันทเศรษฐีตายกระทันหันจึงไม่ทันได้บอก

            ในสมัยพุทธกาล ตำแหน่งเศรษฐีเป็นเหมือนตำแหน่งผู้บริหารเศรษฐกิจของเมือง คล้ายๆ รัฐมนตรีคลังในปัจจุบัน หลังจากอานันทเศรษฐีตาย พระราชาเรียกลูกของอานันทเศรษฐี ชื่อ มูลสิริ เข้าเฝ้า แล้วตั้งใจให้มูลสิริเป็นเศรษฐีแทนพ่อ

 

            ส่วนอานันทเศรษฐีพอตายก็ไปเกิดในท้องของหญิงจัณฑาลอยู่ที่ประตูเมือง เพราะไม่ได้ทำบาปหนักอะไรมากนักจึงไม่ไปอบาย ยังสามารถกลับมาเกิดเป็นคนได้

            การที่อานันทเศรษฐีไปเกิดในท้องของหญิงจัณฑาลนี้ เขาออกแบบชีวิตด้วยตัวของเขาเอง ด้วยความที่ชาติก่อนเป็นคนขี้เหนียวมาก จึงมาเกิดในท้องของหญิงจัณฑาล พอเกิดมาก้ยากจน ยิ่งกว่านั้น ทันทีที่อานันทเศรษฐีมาเกิดในท้องแม่ หมู่คนจัณฑาลที่อาศัยอยุ่ที่ประตูเมืองก็แทบจะหางานทำไม่ได้  อิทธิพลจากวิบากกรรมความตระหนี่แบบสุดๆ ส่งผลแผ่ไปทั่ว

 

            หญิงจัณฑาลผู้นี้อาศัยอยู่กับคนจัณฑาลประมาณพันตระกูล คนจัณฑาลเหล่านั้นรู้สึกว่าผิดสังเกต เพราะแต่ก่อนพวกเขาไม่เคยลำบากขนาดนี้ ตอนนี้แค่พอจะได้ข้าวมากินเพื่อยังชีพก็แสนสาหัส ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจึงตัดสินใจแยกคนทั้งพันตระกูลออกเป็น 2 ส่วน ปรากฏว่าตระกูลที่หญิงจัณฑาลคนนี้อยู่กลับฝืดเคือง ในขณะที่อีกกลุ่มมีชีวิตที่ดีขึ้น

            จากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆ แยกกันอยุ่ทีละครึ่งๆ สุดท้ายก็มาพบว่าตัวของหญิงจัณฑาลนี้เป็นกาลกิณี จนท้ายที่สุดพ่อบ้านทนไม่ไหวถึงขนาดต้องขอแยกตัวออกจากหญิงจัณฑาลคนนี้ที่ยังอุ้มลูกอยู่ในครรภ์ ชีวิตของหญิงจัณฑาลลำบากมาก การงานก้หาไม่ได้จนต้องออกไปขอทาน กว่าจะได้ข้าวมานิดนึงพอประทังชีวิตก็แสนสาหัส

 

            เมื่อคลอดลูกออกมา มือ เท้า ตา หู จมูก ปาก มันบิดเบี้ยวไปหมด ตาเหร่ จมูกบิด ปากแหว่ง หน้าตาเหมือนปีศาจคลุกฝุ่นดูไม่ได้ มิหนำซ้ำวันไหนถ้าแม่พาลูกออกไปขอทานด้วย วันนั้นก็มักจะขอทานอะไรไม่ได้เลย ต้องทิ้งลูกไว้ที่บ้าน ตัวเองออกไปขอทานจึงพอจะได้อาหารมาบ้าง แล้วก้เอาอาหารมาแบ่งให้ลูกกิน

            ครั้นพอลูก อายุได้ประมาณ 4-5 ขวบ เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้แม่ก็บอกว่า “ ลูกเอ๋ย ... แม่ดูแลเจ้ามาถึงขนาดนี้จนตัวเองแทบตาย เจ้าก็พอเดินได้แล้ว ไปขอทานเลี้ยงชีพเองเถอะนะ ” ว่าแล้วก็ส่งกระเบื้องแตกให้แผ่นหนึ่ง จากนั้นเด็กน้อยอานันทเศรษฐีก็จำใจต้องถือกระเบื้องแตกออกไปขอทานเลี้ยงชีพเอง

 

            อยู่มาวันหนึ่ง เด็กน้อยอานันทเศรษฐีเดินผ่านหน้าบ้านตัวเองก้ระลึกชาติได้ จำได้ว่านี่เป็นบ้านของตนเอง จึงเดินเข้าไปในบ้าน แต่พอลูกของมูลสิริเศรษฐีเห็นหน้าเด็กน้อยปีศาจคลุกฝุ่นเข้า ก็ร้องไห้เพราะตกใจกลัว คนรับใช้เลยต้องหิ้วเด็กน้อยอดีตอานันทเศรษฐีไปโยนทิ้งที่กองขยะ เหตุเพราะทำให้ลูกชายเศรษฐีตกใจ

            เวลานั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตผ่านมาพอดี มีพระอานนท์เดินตามหลัง พระองค์เห็นเหตุการณ์นั้นก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ ซึ่งเมื่อพระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์แสงส่องมากระทบพระเขี้ยวแก้วของพระองค์ก็จะมีแสงวาบออกมา

            พระอานนท์เห็นดังนั้นก็รู้ว่ามีเหตุเกิดขึ้น จึงกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ มีเหตุอันใดหรือ พระพุทธเจ้าข้า ” พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า “ อานนท์เธอเห็นเด็กน้อยในกองขยะนั้นหรือไม่ เด็กคนนั้นคืออานันทเศรษฐี ”

 

            จากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงให้พระอานนท์ตามมูลสิริเศรษฐี และครอบครัวทั้งหมด รวมทั้งเด็กน้อยปีศาจคลุกฝุ่นมาประชุมพร้อมหน้ากัน แล้วจึงตรัสกับมูลสิริเศรษฐีว่า พวกท่านรู้หรือไม่ว่าเด็กน้อยปีศาจคลุกฝุ่นผู้นี้เป็นใคร ทุกคนตอบพร้อมกันว่า “ ไม่รู้...เด็กที่ไหนหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสต่อไปว่า “ เด็กคนนี้ภพในอดีตคือพ่อของพวกท่าน...อานันทเศรษฐี ” แต่ทุกคนต่างก็ไม่มีใครเชื่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสั่งให้เด็กน้อยปีศาจคลุกฝุ่นไปชี้ขุมทรัพย์ 5 แห่ง

            สุดท้ายลูกๆ ทุกคนจึงยอมเชื่อว่าเด็กน้อยปีศาจคลุกฝุ่นคือพ่อของพวกเขาจริงๆ เพราะเด็กน้อยชี้ขุมทรัพย์ได้ตรงจุดและถูกต้องทั้งหมด สุดท้ายคนในครอบครัวก็ยอมให้การอุปถัมป์เด็กน้อยปีศาจคลุกฝุ่น เขาจึงรอดตัวด้วยอาศัยบารมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า “ เราคือผู้ออกแบบชีวิตของตัวเอง ”

 

            จากชาติปัจจุบันเป็นมหาเศรษฐี แต่เลือกออกแบบชีวิตให้ชาติหน้าเกิดมายากจนด้วยการขี้เหนียวสุดๆ ในชาตินี้ ผลคือ เมื่อตายลงแล้วก็เกิดมายากจนสุดๆไปอยู่กับใครคนนั้นก็พลอยลำบาก ด้วยอายตนะความตระหนี่ที่เหนี่ยวนำ ที่โบราณเรียกว่าเป็นกาลกิณี ดังนั้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ต้องมาดูต่อว่า เราควรจะเลือกเกิดอย่างไร แล้วเราจะออกแบบชีวิตของเราได้อย่างไรดี

 

ออกแบบชีวิตให้เป็นมหาเศรษฐี

            เราต้องออกแบบชีวิตในชาตินี้โดยไม่ตระหนี่ ไม่เห็นแก่ตัว แต่ต้องมีน้ำใจเอื้อเฟื้อแบ่งปัน เห้นใครลำบากก็หาทางช่วยเหลือเขา เห็นใครขาดแคลนก็แบ่งปันให้เขา แบ่งปันบนพื้นฐานของความพอดี ไม่ถึงขนาดทำตัวเราเองให้เดือดร้อน มีความเห็นอกเห็นใจเพื่อมนุษย์ และสัตว์อื่นๆ

            ต้องพร้อมที่จะแบ่งปันให้ความช่วยเหลือทุกชีวิต รวมทั้งต้องรู้จักทำบุญให้ถูกเนื้อนาบุญด้วย คือทำบุญกับพระรัตนตรัยด้วย อานิสงค์ผลบุญก็จะส่งผลให้ชาติหน้าเราเกิดมาร่ำรวย ไม่ตกอับอย่างแน่นอน

 

ออกแบบชีวิตให้เป็นคนเฉลียวฉลาด

            หากเราต้องการเกิดมาเป็นคนเฉลียวฉลาด ก็ต้องออกแบบชีวิตตนเองตั้งแต่ชาตินี้ โดยเราจะต้องสร้างปัญญาบารมี เช่น สนับสนุนทุนการศึกาให้แก่เด็ก ที่เรียนดีแต่ยากจน หรือถวายทุนการศึกษาแด่พระภิกษุ สามเณรที่ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย หรืออาจจะทำบุญทำทานด้านการศึกษา แบ่งปันตำราเรียน ค่าเล่าเรียน สร้างอาคารเรียน เป็นต้น ซึ่งอานิสงส์เหล่านี้จะส่งผลให้เรามีสติปัญญาดี

            ที่สำคัญต้องไม่ดูถูกคนอื่น ไม่ทะนงตนคิดว่าตนเองมีปัญญาดี แล้วไปดูถูกผู้อื่นว่าโง่ ไม่ฉลาดเหมือนเรา หากไปดูถูกผู้อื่นแล้วละก็ ชาติหน้าเราจะเกิดมามีปัญญาทึบ

 

ออกแบบชีวิตให้เป็นคนสุขภาพแข็งแรง

            หากเราต้องการเกิดมาเป็นคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีบุคลิกหน้าตาดี ก็ต้องออกแบบชีวิตตนเองตั้งแต่ชาตินี้ โดยการรักษาศีลอย่างน้อยพื้นฐานให้รักษาศีล 5 ไว้ เมื่อเกิดมาสุขภาพจะแข็งแรงรูปร่างหน้าตาผิวพรรณวรรณะดี

            คนที่ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต รังแกทุบตีผู้อื่น ใจคอโหดร้ายเกิดมาสุขภาพก็จะไม่ดี บางทีพิการแต่กำเนิด ป่วยเป็นโรคนั้นโรคนี้ เป็นต้น “ ศีล ” เป็นที่มาของความแข็งแรง มีบุคลิกภาพ หน้าตาผิวพรรณดี ไม่ต้องไปหายาบำรุงที่ไหน ดีที่สุดคือการแผ่เมตตาจิตมากๆ เป็นคนมีอารมณ์ดีเนืองนิจ คือ มีความหวังดีต่อทุกชีวิต เมื่อเกิดเรื่องราวอะไรก็ไม่เก็บอารมณ์โกรธ ปล่อยให้ผ่านไป ถ้าทำอย่างนี้แล้วล่ะก็ผิวพรรณวรรณะก็จะดี

 

ออกแบบชีวิตให้เป็นคนมีพวกพ้องบริวาร

            หากเราต้องการเกิดมาเป็นคนมีพวกพ้องบริวารมากคอยให้การช่วยเหลือสนับสนุน ทำอะไรก็สำเร็จได้โดยง่าย ทำงานอะไรก้มีแต่คนมาช่วย เราก็ต้องออกแบบชีวิตตนเองตั้งแต่ในชาตินี้

            พระสารีบุตรเคยให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า คนบางคนรวยทรัพย์แต่จนเพื่อน คือ “ รวยเดี่ยว ” ไม่ค่อยมีเพื่อน บางคนรวยเพื่อนแต่จนทรัพย์ คือ มีเพื่อนมาก รวยด้วย แต่ตนเองไม่รวย บางคนจนทั้งเพื่อนจนทั้งทรัพย์ คือเพื่อนก็ไม่มี จนก็จน แต่บางคนรวยทั้งทรัพย์รวยทั้งเพื่อน

            ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ใครอยากจะเป็นคนที่มีพวกพ้องมาก มีคนคอยช่วยเหลือเต็มที่ ก็ขอให้ตั้งใจทำความดี ทำบุญ สร้างกุศล แล้วหมั่นชวนคนอื่นมาช่วยกันทำมากๆ เราก็จะมีเพื่อนดีเป็นจำนวนมาก จะทำอะไรก็สำเร็จ กลายเป็นสมัชชาคนรวย เป็นสมาคมมหาเศรษฐี เมื่อเราเกิดมาแล้วมีเพื่อนล้วนแต่เป็นมหาเศรษฐี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประธานาธิบดีประเทศนั้นประเทศนี้ ทำอะไรก็จะไหลลื่นสะดวกสบาย หากต้องการผลอย่างนี้เราก็ต้องประกอบเหตุทำความดี แล้วชวนคนอื่นทำความดีไปกับเราด้วยมากๆนั่นเอง

 

---------------------------------------------------------------------------------------------

หนังสือเล่ม "เพราะไม่รู้สินะ" โดยพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ

"จะทนทุกข์ไปทำไม ในเมื่อคุณสามารถลิขิตชีวิตตนเองได้ เพียงเปลี่ยนวิธีคิด ลองมองโลกในอีกมุมที่ต่างไป ลองเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต คุณอาจได้คำตอบว่า ความสุขนั้นหาได้ง่ายๆ ถ้าคุณคิดได้และคิดเป็น"

วางแผงจำหน่ายแล้วที่

ซีเอ็ดบุ๊ค
https://www.se-ed.com/product-search/เพราะไม่รู้สินะ.aspx?keyword=เพราะไม่รู้สินะ&search=name

ร้านนายอินทร์
https://www.naiin.com/product/detail/141416/เพราะไม่รู้สินะ

Book Smile
http://www.booksmile.co.th/ศาสนา-ปรัชญา/เพราะไม่รู้สินะ.html