“ พรหมลิขิต ” หรือ “ กรรมลิขิต ”

วันที่ 06 กค. พ.ศ.2558

“ พรหมลิขิต ” หรือ “ กรรมลิขิต ”

            คนมักจะชอบใช้คำว่า “ พรหมลิขิต ” สำหรับศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้ลิขิตไว้ทั้งหมด เช่น ศาสนาฮินดู เชื่อเรื่อง พรหมลิขิต แต่ในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ กรรมลิขิต ” คือ “ เราลิขิตชีวิตของตัวเราเอง ”

            หากถามว่าอนาคตของเราถูกกำหนดไว้แล้วหรือไม่... เรื่องต่างๆ ที่เราเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือ เรื่องใหญ่ล้วนเกิดจากเหตุ 2 ประการ

  1. กรรมในอดีตที่เราเคยทำเอาไว้ ส่งผลมาในปัจจุบัน ทั้งวิบากกรรมดีและไม่ดี
  2. กรรมที่เราทำในปัจจุบันชาติ

 

กรรมในอดีตนั้นผ่านไปแล้ว เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ที่เราสามารถแก้ไขได้คือ กรรมที่เราทำในปัจจุบัน

            ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เข้าใจว่าอนาคตของเราถูกกำหนดไว้แล้วหรือไม่ เช่น มีเด็กนักเรียนคนหนึ่ง ภพในอดีตเขานั่งสมาธิ ทำบุญเกี่ยวกับการศึกษามาก เกิดมาชาตินี้จึงฉลาด มีสติปัญญาดี แต่ถ้าเขาไม่อ่านหนังสือเลย โดดเรียนตลอดทั้งเทอมแล้วไปสอบ ผลก็คือสอบตก ถึงจะมีสติปัญญาดีแค่ไหนแต่เมื่อมาเจอสิ่งที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยเรียนมาก่อน ก็ทำไม่ได้จึงสอบตก

            ดังนั้น ถ้าอนาคตถูกกำหนดไว้แล้วจริงๆ เด็กนักเรียนคนนี้ต้องสอบได้คะแนนดีไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรือไม่อ่านหนังสือก็ตาม แต่นี่ไม่ใช่ เขาจะได้คะแนนดีเมื่ออ่านหนังสือ แต่ถ้าขี้เกียจไม่อ่านหนังสือก็ได้คะแนนแย่ นี่เป็นตัวชี้ว่าอนาคตของเราขึ้นอยู่กับกรรมในอดีตที่มีผลส่วนหนึ่ง และกรรมปัจจุบันอีกส่วนหนึ่งผสมกัน ที่เป็นตัวกำหนดอนาคตของเรา

 

ทำไมบางครั้งหมอดูถึงทำนายอนาคตของเราได้ถูกต้อง

            อนาคตขึ้นอยู่กับอดีตและปัจจุบันประกอบกัน หมอดูจะดูได้อย่างมากก็แค่ส่วนอดีต และไม่ใช่ว่าชีวิตของเราจะเป็นไปตามดวงทุกอย่าง อนาคตไม่ใช่กำหนดขึ้นสำเร็จรูปแบบพรหมลิขิตไว้แล้วเรียบร้อยแต่ความจริงแล้วเราคือผู้ลิขิตชีวิตตัวเราเอง

แต่เรื่องที่ว่าทำไมบางครั้งหมอดูถึงทำนายอนาคตของเราได้ถูกต้องนั้น สามารถอธิบายได้อย่างนี้ ถ้ามีหมอดู 10 คน นำเรื่องราวใหญ่ๆ มาทำนาย โดยต่างคนต่างทำนายต่างกันไป แล้วปรากฎว่าหมอดูคนหนึ่งในนั้นทำนายถูก เราก็ว่าหมอดูคนนี้เก่งมาก ทำนายอนาคตได้แม่นยำ ส่วนหมอดูอีก 9 คน ที่ทำนายไม่ถูก ก็ไม่มีใครพูดถึง ถ้าสมมติมีหมอดู 100 คน ทำนาย 100 แบบ หมอดูคนที่เผอิญทำนายได้ถูกต้องก็มีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนอีก 99 คน ที่ทำนายผิดก็เงียบหายไป

            หมอดูจึงเหมือนการใบ้หวย เขาไม่บอกเลขให้ชัดๆ แต่เขียนตัวเลขหงิกๆงอๆ ให้เราตีความหมายได้หลายแบบ ถูกบ้าง ผิดบ้าง เขาจึงเรียกว่า “ หมอดูคู่กับหมอเดา ” หมอดูที่ทำนายค่อนข้างแม่นยำกว่าคนอื่นนั้นเขาทำนาย 10 เรื่อง อาจจะถูกสัก 2-3 เรื่อง แต่หมอเดา ทำนายสัก 100 เรื่อง อาจจะถูกสัก 1 เรื่อง เป็นต้น

            เรื่องหมอดูนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของวิชาสถิติ มีตำราสอนหมอดู เอาเลขตรงนั้นมาใส่ตรงนี้ บวกลบลงไป เป็นวิชากึ่งสถิติ คือเก็บจากสถิติในอดีตที่มีผลต่อชีวิตของคนนั่นเอง และคนที่เกิดในแต่ละเดือนก็จะมีนิสัยร่วมบางอย่าง ซึ่งเป็นผลจากเดือนเกิดที่โบราณเรียกว่า “ ราศี ” เช่นเดือน ธันวาคม ได้แก่ ราศีธนู เป็นต้น สาเหตุที่คนเกิดแต่ละเดือนมีนิสัยบางอย่างคล้ายกัน เพราะสภาพอากาศในขณะที่เกิดนั้นส่งผลต่อสุขภาพ และนิสัยใจคอของเด็ก เช่น ถ้าเด็กเกิดมาในช่วงเดือนเมษายนที่มีอากาศร้อน ทำให้มีเหงื่อออกมา เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ เด็กก็จะหงุดหงิดง่าย ส่งผลถึงนิสัยตอนโต แต่ถ้าตอนเกิดอากาศเย็นสบาย นิสัยของเด็กก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง สิ่งแวดล้อมมีผลต่อตัวเด็ก ทั้งอากาศ แรงลม ความชื้น ทุกอย่างสะท้อนต่อชีวิตของคนเราทั้งหมด

 

            บางบริษัทก่อนจะรับคนงานเข้าทำงาน นอกจากสัมภาษณ์ปกติแล้ว เขายังเชิญซินแส หรือนักดูโหงวเฮ้งมานั่งดูผู้สมัครพนักงานใหม่ด้วย โดยให้ซินแสช่วยพิจารณาผู้สมัครงานว่าจะให้ใครผ่านหรือไม่ผ่านเข้าทำงาน เพราะบุคลิกหน้าตานั้นสะท้อนนิสัยจากภายใน เขาไม่ได้ดูความหล่อความสวยเป็นหลัก แต่ดูหลายอย่างประกอบกัน เช่น ดูแววตาว่าสุกใสดีไหม ลักษณะบุคลิกเช่นนี้เป็นคนมุ่งมั่นแค่ไหน เป็นต้น สังเกตได้จากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะมีลักษณะแววตาแบบหนึ่ง แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่ที่ธุรกิจเข้าสู่ภาวะย่ำแย่ ผันผวน บุคลิกแววตาก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง

            หมอดูมีหลายรูปแบบ บางรูปแบบก็น่าสนใจ ยกตัวอย่าง “ หมอดูวัน เดือน ปีเกิด ” ดูดวงด้วยการนำวัน เดือน ปีเกิด มาบวกลบคูณหารกันแล้วจึงทำนาย หรือ “ หมอดูโหงวเฮ้ง ” ดูดวงจากรูปร่าง บุคลิก ลักษณะหน้าตา หรือ “ หมอดูลายมือ ” ก็มีวิธีดูอีกแบบหนึ่ง

            แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า “ หมอดูคู่กับหมอเดา ” ถ้าเราเข้าไปอยู่ในวงจรนี้ จะส่งผลให้เราขาดความเชื่อมั่นในตนเอง มีเรื่องอะไรเล็กน้อยก็ต้องปรึกษาหมอดู  แทนที่จะเอาเหตุผลมาประกอบการตัดสินใจ กลับกลายเป็นว่า หมอดูว่าอย่างไรก็ตกลงตามนั้น อย่างนี้เรียกว่า “ ฝากชีวิตไว้กับดวง ” ซึ่งไม่ถูกต้อง

 

            คนเราต้องฝืนดวงคือ “ ลิขิตชีวิตของตัวเราเอง ” ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร จะเดินหน้าหรือชะลอไว้ก่อนควรขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ความพร้อมในเรื่องต่างๆ ที่เราได้รวบรวมข้อมูล ศึกษาไตร่ตรองอย่างรอบคอบดีแล้ว ตัดสินใจแล้วจึงเดินหน้าต่อไป นี้คือการทำอย่างถูกต้องตาม “ พุทธวิธี ”

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า

“ ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนพาล ผู้มัวรอฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์ย่อมเป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจะทำอะไรได้ ”

            หากเรามัวดูแต่ดวงจะเสียประโยชน์ ถ้าเงื่อนไขทุกอย่างพร้อม อุปกรณ์ ข้าวของ คนงานพร้อม การวิจัยและพัฒนาพร้อม แต่เราไปหาหมอดู แล้วหมอดูบอกว่าตอนนี้ฤกษ์ยังไม่ดี ให้รออีก 3 เดือน ค่อยสานต่องานนี้ ในทางธุรกิจหากรออีก 3 เดือน คู่แข่งอาจจะเดินหน้าชนะขาด เราจะสู้เขาไม่ได้ในที่สุด

            ดังนั้นไม่ว่าจะลงมือทำอะไรก็ควรดูตามเหตุผล หากทุกอย่างพร้อมแล้วก็ควรเดินหน้า ให้ยึดตามหลักเหตุผล ไม่ใช่ยึดตามดวง แล้วก็พึ่งบุญในตัว เรารู้แล้วว่าทุกอย่างจะสำเร็จได้เนื่องจากผลของวิบากกรรมในอดีต คือ กรรมที่เราทำในอดีตบวกกับการกระทำในปัจจุบัน กรรมในอดีตก็เป็นผลบุญผลบาปที่ส่งมาจากใจเรานั่นเอง เราจึงต้องทำเหตุในปัจจุบันให้ดี แล้วก็สร้างบุญไว้ด้วย เหตุภายนอก เช่น ความวิริยะอุตสาหะ ความสุขุมรอบคอบก็ทำเต็มที่ บวกกับเหตุภายใน คือ บุญกุศลในตัวเราด้วย อย่างนี้ถึงจะส่งผลเป็นความสำเร็จ

 

            หากสังเกตดีๆ เราจะพบว่า นักโหราศาสตร์จริงๆ ก็พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เขาจึงมักจะแนะนำผู้ที่มาดูดวงให้ทำบุญ 9 วัดบ้าง ทำบุญตักบาตรพระ 9 รูปบ้าง พยายามเอาบุญกุศล และพระรัตนตรัยบวกเข้าไปด้วย เพราะตรงนี้จะเป็นที่พึ่ง และเป็นเหตุที่แท้จริงที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ คนเราก็แปลก บางทีเพื่อนบอก พระบอกให้ไปทำบุญก็รับฟัง แต่ก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่พอมีเรื่องกังวลใจไปหา หมอดู เขาบอกให้ทำบุญ 9 วัด โอ้โห...ขวนขวายหาเวลาไปทำบุญกัน ใหญ่โต จริงๆ แล้วเราน่าจะฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ต้องรอให้หมอดูบอก เราก็น่าจะเข้าวัดทำบุญได้เอง

“ หมอดูได้บุญหรือได้บาป จากการทำนาย ”

           หากหมอดูพูดไม่จริง ตั้งใจโกหก ไม่รู้แล้วบอกว่ารู้อย่างนี้ผิดศีล แต่ถ้าดูตามหลักวิชาสถิติที่เคยเรียนมา แล้วว่าไปตามตำราผู้ที่มาดูดวงก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องของสถิติ ไม่ได้คาดหวังว่าคำทำนาย จะต้องถูกต้องแม่นยำ 100 % ทั้งผู้ทำนายและผู้รับคำทำนายก็รู้โดยพื้นฐานอยู่แล้ว อย่างนี้ถือว่าเป็นการว่าไปตามตำรา

            กรณีที่หมอดู ให้การแนะนำผู้ที่มาปรึกษาหารือเรื่องดวงไปทำในสิ่งที่เป็นบาป อกุศล เช่น โหรสมัยก่อนในอินเดีย พอพระราชาทรงพระสุบิน (ฝัน) โหรก็ทำนายว่าพระองค์จะโชคร้าย แต่แก้ไขได้ด้วยการฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญ โดยให้ฆ่าแพะ 1,000 ตัว ฆ่าโค 1,000 ตัว บางครั้งต้องฆ่ามนุษย์เพื่อล้างเคราะห์ด้วยก็มี ซึ่งจริงๆแล้ววิธีเหล่านี้เป็นการสร้างเคราะห์ใหญ่ให้พระราชา โหรที่แนะนำก็บาป พระราชาที่ทำตามคำแนะนำก็บาป

            สำหรับโหรที่แนะนำให้ผู้ที่มารับคำทำนายไปทำบุญทำกุศล ตักบาตร ถวายสังฆทาน ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ปล่อยสัตว์ หากแนะนำให้คนไปสร้างบุญ คนที่ทำก็ได้บุญ โหรก็ได้รับส่วนของบุญนั้นไปด้วย แต่จริงๆ แล้วหากเราได้สร้างบุญกุศลที่เกิดจากศรัทธาที่มั่นคง เป็นการสร้างบุญให้ทานที่ประกอบด้วยปัญญาก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก

            เราไปหาหมอดู แล้วหมอดูแนะนำให้ทำบุญทำทานก็ได้บุญเหมือนกัน แต่เป็นผลบุญที่ประกอบด้วยความงมงาย ปัญญายังเบา บุญก็ได้น้อยกว่าทำทาน ที่ประกอบด้วยศรัทธาที่ถูกต้อง แต่ก็ยังดีที่เรายังได้สร้างบุญ ดังนั้นหมอดูจะได้บุญหรือได้บาปจากการทำนายก็ขึ้นอยู่กับเจตจำนง และเนื้อหาที่แนะนำ ผู้มาเข้ารับคำทำนายว่าเป็นไปในทางบวกหรือไม่

 

ข้อคิดสำหรับผู้ที่รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง

            ชาวพุทธมีที่พึ่งที่ระลึกที่ควรนึกถึง คือ “ พระรัตนตรัย ” ดังนั้นให้เราตั้งใจนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

พึ่งพระพุทธ

“ พึ่งพระพุทธ ” คือ ถือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสรณะ ดูวัตรปฏิบัติของพระองค์เป็นแม่แบบ เพราะพระองค์ทรงเป็นบุคคลต้นแบบ ที่สมบูรณที่สุดในโลก

พึ่งพระธรรม

            พึ่งพระธรรมอย่างถูกต้อง คือ การศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วนำมาเป็นแนวทางการปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

พึ่งพระสงฆ์

            เมื่อใดที่เราต้องเผชิญปัญหาชีวิตติดขัด หรือไม่เข้าใจหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็เข้าไปกราบพระสงฆ์แล้วของคำแนะนำจากท่าน ท่านก็จะนำคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอธิบาย ชี้แนะให้เราได้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ชี้แนะหนทางสว่างในการดำเนินชีวิตให้แก่เรา

 

            การพึ่งพระรัตนตรัย หรือถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ อันสูงสุดนั้น เราควรทำอย่างสม่ำเสมอ ชีวิตเราก็จะมีแต่ความสุข ความเจริญไม่ต้องรอให้มีปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงวิ่งเข้าวัด

            หากร้อยวันพันปีเราไม่เคยไปวัด ไม่เคยทำบุญเลย ก็เปรียบเหมือนคนปกติที่ไม่ยอมดูแลสุขภาพ ไม่ออกกำลังกาย อยากจะกินอะไรก็กิน อยากจะทำอะไรก็ทำ อดหลับอดนอน พอป่วยหนักขึ้นมา ถึงเริ่มจะดูแลร่างกาย หรือเริ่มควบคุมอาหาร ถึงจะดีกว่าไม่ได้ทำเลยแต่บางทีมันก็ช้าเกินไป เพราะโรคร้ายกว่าจะรักษาให้หายมันก็ไม่ค่อยทันกาล

            ถ้าจะให้ดีตอนที่เรายังแข็งแรงดีอยู่ ก็ควรหมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย รีบศึกษาธรรมะ เข้าวัดประพฤติปฏิบัติธรรม จนกระทั่งบุญในตัวเรามีเพียงพอ ความรู้ทางธรรมเราเพียงพอจนมั่นใจในตนเองได้ หากเกิดอะไรขึ้นมาก็มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นควรเข้าวัดตั้งแต่ตอนนี้ ให้ชีวิตของเรามีความสุขความเจริญกัน ทั่วหน้ากันทุกๆคน โดยไม่ต้องพึ่งดวง

----------------------------------------------------------------------

 

หนังสือเล่ม "เพราะไม่รู้สินะ" โดยพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ

"จะทนทุกข์ไปทำไม ในเมื่อคุณสามารถลิขิตชีวิตตนเองได้ เพียงเปลี่ยนวิธีคิด ลองมองโลกในอีกมุมที่ต่างไป ลองเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต คุณอาจได้คำตอบว่า ความสุขนั้นหาได้ง่ายๆ ถ้าคุณคิดได้และคิดเป็น"

วางแผงจำหน่ายแล้วที่

ซีเอ็ดบุ๊ค
https://www.se-ed.com/product-search/เพราะไม่รู้สินะ.aspx?keyword=เพราะไม่รู้สินะ&search=name

ร้านนายอินทร์
https://www.naiin.com/product/detail/141416/เพราะไม่รู้สินะ

Book Smile
http://www.booksmile.co.th/ศาสนา-ปรัชญา/เพราะไม่รู้สินะ.html