การกระทำ...ไม่ธรรมดา

วันที่ 24 กค. พ.ศ.2558

 

 

การกระทำ...ไม่ธรรมดา


ในสังคมมีทั้งคนประสบความสำเร็จและล้มเหลว เราควรทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ มีอะไรหรือไม่ที่เป็นเส้นแบ่งว่า ทำแล้วจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว?
                มองภาพรวมเราจะพบว่า ความแตกต่างที่เหมือนเป็นเส้นแบ่งระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลว มีอยู่ 4 ข้อ คือ


1.    ความมุ่งมั่น แรงบันดาลใจในการทำสิ่งนั้น    ๆ
2.    ความพากเพียร วิริยะ อุตสาหะ
3.    ความตั้งใจที่จะสู้จนกว่าจะประสบความสำเร็จ
4.    สู้ด้วยปัญญา


           คนที่ประสบความสำเร็จจะมี 4 ข้อนี้ ยิ่งใครมี 4 ข้อนี้มากเท่าไรยิ่งมีโอกาสสำเร็จมากเท่านั้น 4 ข้อนี้ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า อิทธิบาท 4 ได้แก่


1.    ฉันทะ แรงบันดาลใจในการทำ
2.    วิริยะ ความพากเพียรอุตสาหะ ความสู้งาน
3.    จิตตะ มีใจจดจ่อ สู้ไม่ถอย
4.    วิมังสา ความเข้าใจในการทำ


            ถ้ามีครบทั้ง 4 ข้อนี้ สำเร็จแน่นอน คนที่ไม่ประสบความสำเร็จก็ให้ลองไปตรวจสอบดูว่า เราพลาดข้อใดข้อหนึ่งไปหรือไม่ เมื่อรู้แล้วก็ให้เราไปปรับปรุงแก้ไข แก้ไขได้เมื่อไรความสำเร็จก็จะมาเป็นของเรา นี่ก็คือ อิทธิบาท 4 หนทางสู่ความสำเร็จ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ 


พรสวรรค์กับพรแสวงมีผลกับความสำเร็จอย่างไร ?
                พรสวรรค์ เป็นความสามารถที่มีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่พรแสวงคือ ความสามารถที่เกิดจากการทุ่มเททำอย่างเต็มที่ในปัจจุบัน ซึ่งต้องบอกว่า สำคัญทั้งคู่ เพียงแต่เราต้องมองว่าพรสวรรค์นั้นแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่พรแสวงเราสามารถทำให้เพิ่มขึ้นมาได้ ดังนั้นเราควรจะให้ความสำคัญกับพรแสวงให้มาก
               ที่สำคัญต้องสำรวจตนเองก่อนว่าแท้จริงแล้ว ตัวเรามีความถนัดในเรื่องอะไร คือ ต้องค้นหาพรสวรรค์ของตนเองให้เจอก่อน แล้วให้ทุ่มเทลงมือทำไปให้เต็มที่ เหมือนกับ โทมัส อัลวา เอดิสัน ที่คิดค้นไฟฟ้าให้เราได้ใช้ในปัจจุบัน


                เอดิสันเป็นนักประดิษฐ์คนสำคัญคนหนึ่งของโลก ที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ไว้มากมายเป็นหมื่นอย่าง จะกล่าวว่าเอดิสันคือ นักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกคือ หลอดไฟ เอดิสันได้ค้นพบว่าไฟฟ้าสามารถให้แสงสว่างได้ เมื่อนำมาวิ่งผ่านสิ่งที่เป็นเส้นเล็กๆ มันจะเปล่งแสงสว่างออกมา แต่เขาคิดไม่ออกว่าเส้นเล็กๆนี่ต้องใช้อะไรจึงจะสว่างมากที่สุด เขาก็เลยทำการทดลองจากของสารพัดอย่าง แม้กระทั่งเส้นผม ไม้ไผ่ฝานบางๆ เป็นเส้นเล็กๆ 
                เอดิสันทดลองเป็นหมื่นอย่างจนท้ายที่สุดพบว่า สิ่งที่สามารถนำกระแสไฟฟ้าได้ดีคือ ทองแดง ความจริงแล้วทองคำนำไฟฟ้าได้ดีกว่าทองแดง แต่เพราะมีราคาแพงจึงต้องใช้ทองแดงแทน ส่วนไส้ของหลอดไฟฟ้าที่สามารถให้แสงสว่างได้ดีที่สุด คือ ทังสเตน


                สมมติถ้าเอดิสันทดลองกับของอย่างสองอย่างพอไม่ได้ผลก็เลิกทดลอง ปัจจุบันนี้เราอาจยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ในระหว่างที่เขากำลังทดลองและล้มเหลวนั้น เขาไม่ได้คิดท้อใจเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับบอกว่า “ ผมไม่ถือว่าผมล้มเหลวเป็นหมื่นครั้ง แต่ผมคิดว่าผมค้นพบวิธีการที่มันไม่เวิร์กหมื่นวิธีการ ” บางคนพอทดลองแล้วไม่ได้ผล เลยคิดว่าล้มเหลวอีกแล้ว คิดแบบนี้ก็เลยท้อ ไม่ถึงหมื่นครั้งหรอก ไม่กี่ครั้งก็เลิกแล้ว แต่เอดิสันพอทดลองอย่างหนึ่งแล้วไม่ได้ผล ก็คิดว่าตนค้นพบอีกหนึ่งอย่าง ที่มันไม่เวิร์ก ลองอีกแล้วเราค้นพบเพิ่มขึ้นมาอีกแล้วว่าไอ้นี่ก็ไม่เวิร์ก สามไม่เวิร์ก สี่ไม่เวิร์ก ห้าไม่เวิร์ก ค้นพบมากขึ้นเรื่อยๆ ค้นพบสิ่งที่ไม่เวิร์กตั้งหมื่นอย่าง สิ่งที่จะทดลองก็เหลือน้อยลง สุดท้ายก็เจอสิ่งที่มันเวิร์ก นี่แหละคือมุมมองของคนที่ประสบความสำเร็จ เขาจะมองทางด้านบวกมากกว่าทางด้านลบ


    อาตมวาจาของเอดิสันมีว่า


    “ ความสำเร็จของผมเกิดจากแรงบันดาลใจเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ แต่เกิดจากหยาดเหงื่ออีก 99 เปอร์เซ็นต์ ”


               เอดิสันรู้ว่าตัวเขามีพรสวรรค์เป็นต้นทุน แต่ก็ไม่ได้ภูมิใจตนเอง ที่มีแง่คิดมุมมองดีกว่าคนอื่น เขาเลือกที่จะทำงานอย่างเต็มที่จนประสบความสำเร็จ ถ้ามัวแต่มานั่งภูมิใจในพรสวรรค์ แล้วไม่ทุ่มเท พรสวรรค์ก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ และเขาก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ
               แม้เอดิสันจะประสบความสำเร็จระดับโลก แต่สมัยที่เขายังเรียนหนังสืออยู่ คุณครูได้เคยบอกกับเขาว่า “ เธอมันโง่เกินไป ชาตินี้ตามเพื่อนไม่ทันหรอก คนแบบเธอเอาดีไม่ได้หรอก ” ถ้าใครไม่เคยโดนครูดุแบบนี้แสดงว่าเราเองยังเหนือกว่าเอดิสัน แต่เขาก็ยังไม่ถอดใจ ยังคงสู้ต่อจนค้นพบว่า มีบางสิ่งบางอย่างในตัวของเขาที่ไม่เหมือนกับคนอื่น จากนั้นเขาก็เอาความวิริยะอุตสาหะไปทุ่มเทตรงความแตกต่างของเขา ในที่สุดชีวิตของเขาก็ประสบความสำเร็จ กลายเป็นนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก 
                เราจึงต้องค้นหาจุดเด่นของตนเองให้ดี เมื่อเจอแล้วก็ให้ทุ่มเทวิริยะอุตสาหะให้เต็มที่ แล้วในที่สุดเราก็จะเปล่งประกาย และประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างดีเยี่ยมได้เหมือนกัน


คนที่อยากประสบความสำเร็จแต่ไม่ยอมลงมือทำจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง?
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า คนที่ได้แต่คิดแต่ไม่กล้าลงมือทำเป็นเพราะขาดอิทธิบาท 4 คือ 
            1.    มีแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งนั้นไม่พอ คือ ขาด “ ฉันทะ ”คนที่มีแรงบันดาลใจจริงๆ จะกล้าลงมือทำ บางคนอยากจะเตะฟุตบอลมาก ลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ม.ปลาย เพื่อทุ่มเทให้กับการเตะฟุตบอลเพราะมีแรงบันดาลใจว่าต้องเป็นนักฟุตบอลระดับโลก
            หรือ บิล เกตส์ มีความต้องการจะเป็นเจ้าของบริษัทซอฟแวร์ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตคนทั้งโลก พอคิดได้ก็ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาตั้งบริษัท หรือแม้แต่ สตีฟ จอบส์ ก็ยังลาออกจากมหาวิทยาลัย มาทำตามที่เคยคิดไว้ เพราะแรงบันดาลใจของเขามีเพียงพอ เขาไม่กลัวล้มเหลว มีแค่วุฒิม.ปลาย ก็กล้าที่จะออกมาทำ คนที่ยังไม่ลงมือทำก็เพราะมีแรงบันดาลใจในการที่จะลงมือทำไม่พอ


            2.    ไม่มั่นใจในความเพียรของตนเอง คือ ขาด “ วิริยะ ” ไม่มั่นใจว่าตนเองจะขยันพอหรือไม่ ขอแค่ใช้ชีวิตไปตามน้ำ เขาเดินไปทางไหนก็เดินตามเขาไป เขาเรียนหนังสือก็เรียนตาม เขาจบแล้วทำงานบริษัทก็ทำตามคนชี้นำ ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะไม่มั่นใจในความพากเพียร ในความวิริยะอุตสาหะของตนเอง


            3.    ไม่มั่นใจในความจดจ่อของตนเอง คือขาด “ จิตตะ ” ไม่มั่นใจว่าจะมีแรงฮึดได้ต่อเนื่องยาวนานพอหรือไม่


            4.    ขาดความมั่นใจในตนเองด้านปัญญา คือขาด “ วิมังสา ” ไม่มีความเข้าใจในเรื่องที่จะทำมากพอ ส่วนคนที่มีความรู้ในเรื่องที่จะทำจริงๆ จะเกิดความเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถทำได้


            โดยสรุป ทั้ง 4 ข้อ จะส่งผลซึ่งกันและกัน คนไหนที่มีแรงบันดาลใจมาก และมั่นใจในความพากเพียรของตน มั่นใจในความเป็นผู้ที่มีใจจดจ่อจะไม่ล้มเลิกกลางคัน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่มีมีอุปสรรคแค่ไหนก็พร้อมฮึดสู้จนกว่าจะสำเร็จ มั่นใจในสติปัญญาตนเองว่า ตนเองเข้าใจในเรื่องนั้นจริง เข้าใจดีจริง ถ้ามีครบอย่างนี้แล้ว จะกล้าที่จะลงมือทำเลย แต่คนที่ยังกลัวอยู่เป็นเพราะขาด 4 ข้อนี้ ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายๆข้อผสมผสานกัน
            ดังนั้นถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ เราต้องฝึกอิทธิบาท 4 ข้อนี้ให้ดี ค้นหาตนเองให้เจอว่าเราถนัดเรื่องอะไร แล้วสร้างแรงบันดาลใจเรื่องนั้นให้เกิดขึ้น ฝึกนิสัยให้ขยัน มีวินัยในตนเอง ไม่ขี้เกียจและต้องลงมือทำจริงไม่เหยาะแหยะ อย่าเป็นเหมือนขี้ไต้ที่ต้องพัดอยู่เรื่อย พัดทีก็ลุกโพลงที พอหยุดพัดก็หรี่ก็มอด ให้ฮึดสู้เต็มที่ ศึกษาหาความรู้ พัฒนาฝึกฝนตนเองให้เข้าใจงานที่ทำอย่างจริงจัง เราจะเอาชนะความกลัว ความลังเลไปได้ และจะเป็นคนที่พร้อมบุกเบิก ไปสู่พรมแดนใหม่แห่งความสำเร็จ คนที่มีลักษณะอย่างนี้คือ คนที่จะทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นบนโลกได้


บางคนอาจมีต้นทุนน้อย คือ ไม่ค่อยฉลาด แต่ถ้าขยันเขาจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้หรือไม่?
                เราต้องตีความคำว่า “ ขยัน ” ให้ชัดเจนก่อน ถ้าพื้นฐานเป็นคนหัวทึบแต่ขยัน ทั้งขยันทำงานและขยันฝึกฝนตนเอง ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ แต่ถ้าขยันที่มีความหมายว่า อึดอย่างเดียวไม่คิดพัฒนาตนเองให้เกิดความเข้าใจในงาน เอาแต่แรงเข้าสู้อย่างเดียวอย่างนี้พอจะประสบความสำเร็จ แต่ต้องเป็นงานหยาบที่ใช้แรงงานเป็นหลัก เพราะถ้าขยันทำงานก็จะได้รับผลตอบแทนมากกว่าคนอื่น แต่จะให้ทำอะไรใหญ่โต ที่ซับซ้อนก็จะไม่สำเร็จ


ความสำเร็จของแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับบุญด้วยหรือไม่?
                บุญมีส่วนมากในความสำเร็จ คนที่มีบุญบางทีจับถ่านยังกลายเป็นทองได้เลย คือ จังหวะและโอกาสจะมาบรรจบพอดีกันเอง บางทีฝีมือมีเพียงระดับหนึ่ง แต่จังหวะดี ลงตัวก็สำเร็จเลย คนที่ไม่มีบุญบางทีจับทองยังเป็นถ่าน คือ ดูแล้วธุรกิจกำลังจะดี สถานที่ตรงนี้มีนักท่องเที่ยวมาก น่าสร้างเป็นรีสอร์ต ไปขอกู้เงินธนาคารมาลงทุน ธนาคารเห็นว่าดีก็อนุมัติให้กู้ สร้างรีสอร์ตเสร็จ แขกพักได้เพียง 3 วัน เกิดสึนามิ รีสอร์ตพังทลายหมด ไม่ใช่หมดตัวอย่างเดียวอาจติดลบด้วย 


               ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะขาดบุญหล่อเลี้ยง คนที่มีบุญหล่อเลี้ยงจะเหมือนคนที่มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ยกตัวอย่าง หน้าที่การงานก็มีผู้ใหญ่คอยช่วยเหลือทำให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นได้ง่าย คนมีบุญทำอะไรก็สำเร็จง่ายๆ  ดังนั้น บุญจึงสำคัญ ต้องตั้งใจสร้างบุญทั้งให้ทาน รักษาศีลและเจริญสมาธิภาวนา ชีวิตถึงจะประสบความสำเร็จและรุ่งเรืองได้อย่างง่ายๆเย็นๆ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ความจริงเรื่องนี้ว่า เบื้องหลังความสำเร็จของมนุษย์ คือ บุญกุศลที่เราสั่งสมไว้นั่นเอง


คนที่ชาตินี้ประสบความสำเร็จ แต่ไม่สร้างบุญเลย ชาติหน้าเขาจะเป็นอย่างไร?
                คนที่ประสบความสำเร็จในชาตินี้ เป็นเพราะบุญในอดีตชาติตามมาส่งผล แต่เมื่อชาตินี้ไม่สร้างบุญใหม่ ก็เหมือนคนกินบุญเก่า บุญก็จะหมดไปเรื่อยๆ เหมือนคนมีเงินเก็บ ไม่หาเงินใหม่เข้ามา ใช้แต่เงินเก่า เงินก็ร่อยหรอ ต่อไปก็จะลำบาก โอกาสก็จะน้อยลง พอบุญหมดเมื่อไรก็จะย่ำแย่


                ตัวอย่างในสมัยพุทธกาล มิคารเศรษฐี พ่อสามีของนางวิสาขาตอนแรกไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่นับถือชีเปลือย เมื่อนางวิสาขาแต่งงานกับลูกชายมิคารแล้ว ก็ดูแลพ่อสามีอย่างดี พ่อสามีนั่งทานข้าวก็จะคอยปรนนิบัติ ยืนพัดดูแลอยู่ใกล้ๆตลอด
                วันหนึ่งขณะที่มิคารกำลังทานข้าวอยู่นั้น มีพระเดินบิณฑบาตผ่านมาหน้าบ้าน มิคารเศรษฐีชำเลืองเห็นแล้วก็ก้มหน้าทำไม่รู้ไม่ชี้ นางวิสาขาพยายามส่งสัญญาณให้รู้อย่างไรก็ไม่สน เพราะไม่ศรัทธา ไม่อยากจะทำบุญ นางวิสาขาจึงบอกกับพระที่ผ่านมาว่า “ นิมนต์พระคุณเจ้าไปข้างหน้าก่อน พ่อดิฉันกำลังกินของเก่าอยู่ ” พอได้ยินเท่านั้น มิคารเศรษฐีโกรธนางวิสาขาเป็นฟืนเป็นไฟ หาว่านางวิสาขาดูถูกข้าวใหม่ๆ กับข้าวอร่อยๆ มาหาว่าตนกินของเก่าได้อย่างไร โกรธจนจะไล่ลูกสะใภ้กลับบ้านเลย 


                สมัยก่อนในประเทศอินเดีย ผู้ชายถือว่ามีอำนาจมากกว่าผู้หญิงแล้วยิ่งเป็นลูกสะใภ้ก็ต้องอยู่ในอำนาจพ่อแม่สามี แต่นางวิสาขาไม่ธรรมดา เพราะจริงๆ บ้านของนางวิสาขารวยกว่าบ้านของมิคารเศรษฐีเสียอีก ตอนที่มาเป็นสะใภ้ก็ขนสมบัติมาด้วย แล้วธนัญชัยเศรษฐีพ่อของนางวิสาขายังให้พราหมณ์ 8 คน วินิจฉัยก่อน เมื่อเกิดเหตุจึงให้ตามพราหมณ์ทั้ง 8 คน มิคารเศรษฐีบอกแก่พราหมณ์ว่า “ ลูกสะใภ้ฉันแย่มาก หาว่าฉันกินของเก่า ” พราหมณ์จึงถามนางวิสาขาว่าทำไมจึงพูดอย่างนั้น นางวิสาขาก็ตอบว่า “ เพราะที่พ่อยังได้ทานอาหารเหล่านี้อยู่ เป็นเพราะมีบุญเก่ามาส่งผล แต่เมื่อไม่สร้างบุญใหม่ เนื้อนาบุญพระภิกษุมาถึงแล้วไม่สร้างบุญ ไม่ถวายทาน ไม่ตักบาตร ท่านก็เหมือนกำลังกินของเก่าอยู่ คือกำลังกินบุญเก่าอยู่นั่นเอง ” พราหมณ์ได้ฟังก็บอกว่า “ นางวิสาขาพูดถูกแล้ว จะไล่ออกจากบ้านไปไม่ได้ ” มิคารเศรษฐีจึงต้องยอมนางวิสาขา


                คนที่ประสบความสำเร็จจนเป็นเศรษฐี เป็นเพราะมีบุญเก่าในอดีตตามมาส่งผล หากชาตินี้ไม่เห็นค่าของบุญ ไม่สร้างบุญใหม่ อนาคตก็จะแย่ลง ทรัพย์ที่มีก็จะน้อยลง เมื่อบุญหมดก็จะกลายเป็นยาจก ถึงตอนนั้นแม้คิดจะสร้างบุญก็สร้างลำบาก คนฉลาดต้องเร่งสร้างบุญตอนที่ยังมีโอกาส ตอนที่เป็นเศรษฐีมีความพร้อม นักธุรกิจที่มีเงินทุนเขาจะรู้จักเอาเงินต่อเงิน คนฉลาดเขาก็จะเอาบุญต่อบุญ


คนที่ประสบความสำเร็จแต่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนานั้นเขาทำบุญอะไรมา?
                คนที่นับถือศาสนาอื่นถ้าเขาเป็นคนมีน้ำใจสงเคราะห์โลก เช่น เห็นคนลำบากยากจน เห็นคนไข้อนาถาก็ไปช่วยเหลือ เห็นเด็กยากจนไม่ได้รับการศึกษาก็สนับสนุนการศึกษา เขาก็ได้บุญเหมือนกัน เพียงแต่ถ้าเกิดในพระพุทธศาสนาแล้ว จะได้มีโอกาสทำบุญกับพระภิกษุสงฆ์ผู้ตั้งใจปฏิบัติขัดเกลากิเลส มุ่งสู่พระนิพพาน ถือเป็นการทำบุญถูกเนื้อนาบุญ ผลที่ได้ก็จะมากเป็นพิเศษ แต่ไม่ใช่หมายความว่า เกิดนอกพระพุทธศาสนาแล้วจะสร้างบุญไม่ได้เลย


                 เปรียบเหมือนคนทำนาออกแรงไปเท่ากัน แต่ผลตอบแทนที่ได้รับในเนื้อนาที่ดีนั้นจะได้ผลมากกว่า เพราะน้ำดี ดินดี ปุ๋ยอุดมสมบูรณ์แล้ว ข้าวก็จะเต็มรวง แต่ถ้าไปปลูกข้าวในนาดอน ดินไม่ดี น้ำน้อย ก็ได้ข้าวไม่เยอะ แต่ไม่ใช่ไม่ได้ข้าวเลย ก็ปลูกได้เหมือนกันแต่ผลลัพธ์ไม่เหมือนนาดี


                การทำบุญก็เหมือนกัน เราต้องทำบุญให้ถูกเนื้อนาบุญด้วย แล้วอย่าประมาท อย่ามองข้ามการสั่งสมบุญ ให้ทำบุญอย่างสม่ำเสมอ บุญกุศลก็จะเกิดขึ้นกับเรา แล้วจะเป็นเหตุนำความสำเร็จมาสู่เรา ทั้งภพนี้ภพหน้าและตลอดไป


ในฐานะที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ตัวชี้ความสำเร็จในชีวิตคนเราคืออะไร?
ตัวชี้วัดความสำเร็จของคนเราโดยย่อ มี 2 อย่าง คือ


1.    ตั้งเนื้อตั้งตัวในชาตินี้ได้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
2.    ละโลกไปแล้วไม่ตกนรก ต้องไปสวรรค์


             ถ้าไม่พูดถึงการหมดกิเลสเข้านิพพาน สิ่งที่ใกล้ตัว 2 ข้อคือ การสร้างความสำเร็จในชาตินี้ และสร้างความสำเร็จในชาติหน้า เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วสามารถไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ไม่ตกไปในอบาย นั่นคือตัวตัดสินสำคัญว่า เราสำเร็จหรือไม่สำเร็จในชาติหน้า ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จได้ทั้งสองอย่างนั้น ก็ต้องอาศัยอิทธิบาท 4 ทั้งในแง่การงาน และในแง่การสร้างบุญ


เรื่องเล่าจากเมืองจีน
                ตัวอย่างหนึ่ง คือ ช่วงนี้ประเทศจีนเศรษฐกิจกำลังเจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็ว เมื่อเติ้งเสี่ยวผิงใช้นโยบายเปิดเศรษฐกิจให้ประเทศจีนจึงเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าญี่ปุ่นที่ถือว่าโตเร็วมากหลังสงครามโลก ทั้งที่ปกติประเทศใหญ่ ๆ ที่มีประชากรเป็นพันล้านคน การขับเคลื่อนจะยากกว่าประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรหลักแสนล้านคน ประเทศใหญ่ปัญหาจะซับซ้อนกว่า แต่จีนกลับเจริญขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจ ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา แซงญี่ปุ่นไปในเวลาแค่ 30 ปีเศษเท่านั้น !!!


                ถามว่าจีนทำได้อย่างไร ที่จีนทำได้เป็นเพราะรากฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมที่หล่อหลอมคนจีนให้มีคุณสมบัติ 4 ข้อ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ค่อนข้างดี เคยมีคนทำโพลสำรวจคนจีนที่เป็นพนักงานบริษัทว่า เขามีเป้าหมายอะไรในการทำงาน ปรากฏว่าร้อยละ 70 ให้คำตอบว่าต้องการที่จะเป็นเหล้าปั่น ที่แปลว่า “ เถ้าแก่ ” มีน้อยมากที่พนักงานในบริษัทใหญ่ ที่รายได้ดีการงานมั่นคงในประเทศต่างๆ จะอยากลาออกทำธุรกิจของตนเอง ส่วนใหญ่ก็อยากทำงานบริษัทกินเงินเดือนไปเรื่อยๆ ไม่อยากเสี่ยงเปิดกิจการเอง เพราะถ้าสำเร็จอาจรวยมาก แต่ถ้าล้มเหลวก็เจ๊งไปเลย


                แต่คนจีนเมื่อเข้าทำงานในบริษัท เขาจะคิดว่าเขามาทำงานที่นี่เพื่อหาประสบการณ์ความรู้ แล้วสร้างเครือข่ายเพื่อเตรียมตัว พร้อมเมื่อไรก็จะลาออกมาเป็นเถ้าแก่เปิดธุรกิจของตนเอง เพราะคนจีนส่วนใหญ่ต้องการความก้าวหน้า และมีเป้าหมายที่สูงส่ง พ่อแม่เขาจะสอนให้ลูกๆมีเป้าหมาย ต้องประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ พยายามดิ้นรนไต่เต้าขึ้นไป ให้ถึงเป้าหมาย ในชีวิตจริงก็มีทั้งสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ถ้าตัวเองยังทำไม่สำเร็จ เมื่อมีลูกก็จะให้ลูกทำแทน เพราะลูกคือผู้ที่มาสืบทอดเจตนารมณ์และสร้างความฝันของพ่อแม่ให้สำเร็จ นั่นคือคตินิยมของชาวจีน เด็กๆ ก็จะถูกปลูกฝังและถูกฝากความหวัง คนจีนเลยมีแรงบันดาลใจที่จะประสบผลสำเร็จ สูง 


                ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง แม้สงครามโลกจะสงบแล้ว จีนยังทำสงครามรบกับญี่ปุ่นต่อ ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่มาก คนจีนขยันถ้ามีงานให้ทำเขาจะโดดเข้าไปทำเลย แต่เวลานั้นไม่มีโอกาสที่จะใช้ความขยัน คนอดตายกันมาก ขนาดใบมันสำปะหลังที่เอาไว้เลี้ยงหมู คนยังแย่งกันทานเพราะความอดอยาก พอลงเรือสำเภาอพยพมาประเทศไทย แค่มาถึงปากอ่าว เห็นทิวไม้เขียวๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รอดตายแล้ว ถึงเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นจับกังเป็นกุลี งานอะไรก็ได้ที่มีให้ทำเขายินดีทำหมด ทุกคนรู้สึกดีใจมากที่โอกาสจะได้ใช้ความขยันมาถึงแล้ว และเขาจะสู้ทำงานเต็มที่ เรียกว่าอาบเหงื่อต่างน้ำเลย แล้วค่อยๆเก็บหอมรอมริบ เก็บเงินเก็บทอง สองปีสามปีผ่านไป พอเริ่มมีทุนนิดหน่อย ก็เริ่มสร้างเครือข่าย พอมีโอกาสก็เริ่มสร้างหาบเร่แผงลอย ทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับการค้า เพราะทำการค้าได้เงินมากกว่าเป็นกุลี


                  ช่วงที่เป็นกุลี คือ ช่วงที่ตั้งเนื้อตั้งตัว แสวงหาโอกาส เริ่มฝึกพูดภาษาไทย อย่างน้อยก็ฟังคนสั่งของ สั่งโอเลี้ยง สั่งก๋วยเตี๋ยว ฟังรู้เรื่อง ฝึกให้พอสื่อสารกันได้บ้าง แล้วค่อยเก็บเงินเก็บทองต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นเถ้าแก่ใหญ่ เป็นอย่างนี้ได้เพราะความเพียรพยายาม เขามีอยู่แล้ว ขอแต่เพียงได้มีโอกาสใช้ความเพียรเท่านั้น เมื่อเติ้งเสี่ยวผิงมีนโยบายเปิดประเทศ ก็เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้คนจีนกว่าพันล้านคนได้ใช้ความเพียรของตนแอง พลังความเพียรความวิริยะอุตสาหะ หมั่นแสวงหาความก้าวหน้า ของคนกว่าพันล้านคนเป็นพลังขับเคลื่อนทำให้เศรษฐกิจจีนพุ่งพรวดขึ้นไปจนติดอันดับสองของโลก เพราะฉะนั้นทุกคนที่ต้องการเป็นเศรษฐี และประสบความสำเร็จในชีวิต ให้ใช้พรแสวงมากๆ ควบคู่ไปกับการสร้างบุญ ถ้าทำได้เราก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน

----------------------------------------------------------------

หนังสือของสำนักพิมพ์ ทันโลกทันธรรม โดยพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
http://www.tltpress.com/

วางแผงจำหน่ายแล้วที่ร้านหนังสือ
ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ , นายอินทร์ , ศูนย์หนังสือจุฬา , คิโนะคุนิยะ , บุ๊คสไมล์ ฯลฯ