จะรวยหรือจนไม่ขึ้นอยู่กับอาชีพจริงหรือ

วันที่ 11 กค. พ.ศ.2558

 

 

 

จะรวยหรือจนไม่ขึ้นอยู่กับอาชีพจริงหรือ

            ในภาพรวมก็เป็นไปได้ที่บางอาชีพ เช่น พ่อค้า โอกาสที่จะรวยมีมากกว่าเกษตรกร แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะถ้าเป็นคนมีบุญจับอะไรก็รวยไปหมด จับถ่านยังกลายเป็นทองได้เลย แต่ถ้าคนไม่มีบุญจับทองก็กลายเป็นถ่าน เห็นคนอื่นทำอะไรกำลังรุ่งๆ พอตัวเองไปทำบ้างก็เจ๊ง ขาดทุน จังหวะที่ธุรกิจกำลังเป็นช่วงขาขึ้น พอตัวเองเริ่มทำบ้างก็กลับกลายเป็นขาลงพอดี

            ที่เขาพูดกันว่า เฮง กับ ไม่เฮง แต่ความจริงเป็นเรื่องที่ว่า บุญมี หรือ บุญไม่มี เท่านั้น ก็ขอให้เรารู้หลักในข้อนี้แล้วตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการทำความดีสร้างบุญสร้างกุศลตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป เราก็จะเป็นผู้ออกแบบชีวิตของตัวเองไม่ใช่ใครอื่น

            กรณีที่บางคนเกิดมาในครอบครัวที่ดี ได้รับการศึกษาที่ดี แต่พอเข้าช่วงกลางและบั้นปลายชีวิตกลับตกต่ำมาก ไม่สามารถที่จะฟื้นตัวได้ อย่างนี้เรียกว่าต้นตรงปลายคด แต่บางคนเริ่มต้นชีวิตด้วยความยากลำบาก แต่พอถึงช่วงกลางและบั้นปลายของชีวิต กลับประสบความสำเร็จ เรียกว่า ต้นคด ปลายตรง

 

            สาเหตุจริงๆ อยู่ที่กรรมในอดีตและการกระทำในปัจจุบัน ต้นตรง คือ เกิดมาในครอบครัวดี ตระกูลสูง ทรัพย์สินเงินทองพร้อม สติปัญญาดี หน้าตางดงาม เพราะกุศลธรรมในอดีตส่งผล แต่ว่าบางครั้งกุศล สิ่งดีๆ ที่ได้ติดตัวมาก็ทำให้เกิดอกุศลได้ คือทำบุญไว้ในอดีตชาติเลยเกิดมามีทุนดี แต่พอเกิดมาร่ำรวย ตระกูลสูง หน้าตาดี เฉลียวฉลาด เมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาวก็มีคนเข้ามาสนใจมาก เลยประมาทเผลอไปเจ้าชู้ สร้างอกุศลกรรมเรียกว่า กุศล ทำให้เกิด อกุศล

            หรือ พอมีทรัพย์มากก็มีคนแห่เข้ามาหา มีเพื่อนที่เป็นพาลมิตร ไม่ใช่กัลยาณมิตร มากมาย เพื่อนเหล่านี้ก็ชวนกินเหล้าเมายา เพราะเขาตั้งใจจะมาเกาะเรากิน ถ้าเราเผลอตามเขาไปก็เสียคน

            ส่วนบางคน “ ต้นคด ปลายตรง ” คือเกิดมาลำบากยากจนแต่คิดได้ว่า ที่เกิดมาลำบากเช่นนี้เพราะสร้างบุญมาน้อย จะเอาชนะความลำบากได้ต้องอาศัยความวิริยะ อุตสาหะ ต้องอดทน มากกว่าคนอื่น เป็น 10 เท่า แล้วฮึดสู้จนสุดท้ายประสบความสำเร็จได้

            ยกตัวอย่างคนหนึ่งในไต้หวันที่เกิดมาเป็นขอทาน มีพ่อตาบอด มีแม่บกพร่องทางสติปัญญา หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า ปัญญาอ่อนนั่นเอง

 

            พ่อของเขาเป็นขอทานตาบอดอยู่ก่อนแล้ว ส่วนแม่เป็นหญิงปัญญาอ่อนที่ได้มีโอกาสมาพบกับพ่อ ทั้งสองก็เลยอยู่ด้วยกัน พ่อเลี้ยงดูแม่มาโดยตลอดแต่ก็ต้องเอาโซ่ล่ามแม่ไว้ เพื่อไม่ให้พลัดหลงไป พอมีลูกด้วยกันหลายคน ลูกที่เกิดมาบางคนจึงมีที่เป็นปัญญาอ่อนบ้าง จะไปไหนแต่ละครั้งพ่อต้องหาบเข่ง โดยเอาลูกตัวเล็กๆ ใส่ไว้ในเข่งข้างหน้า เอาอีกคนใส่ไว้ในเข่งข้างหลัง ส่วนแม่ก็ต้องล่ามโซ่ลากจูงเอาไว้ เพราะกลัวว่าถ้าหนีหายไปแล้วจะตามหากันไม่พบ พ่อก็ตาบอด ลูกที่ตาบอดก็ถูกล่ามโซ่เหมือนกันกับแม่ ไปขอทานทุกครั้งก็ต้องเดินตามกันเป็นแถว

            เกิดมาในครอบครัวขอทานนั้นถือว่ามีต้นทุนต่ำ สุดๆ แต่ปรากฏว่าลูกของขอทานชาวไต้หวันคนนี้ เขาก็พยายามขวนขวายพัฒนาตนเองในการศึกษาเล่าเรียน เขาสู้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด ตอนอายุ 5 ขวบ พายุไต้ฝุ่น เข้าไต้หวันฝนตกหนัก ผู้คนต่างพากันปิดประตูบ้านหมด ครอบครัวขอทานต้องไปพักอยู่ในศาลเจ้าร้าง พ่อแม่พี่น้องอดข้าวกันหมด ตัวเองอายุเพียง 5 ขวบ ถือชามวิ่งไปขอข้าว เคาะประตูบ้านไหนเขาก็ไล่ออกมา ชาวบ้านบางคนที่มีเมตตาเขาก็สงสาร แบ่งข้าวใส่ชามให้ ครั้นได้ข้าวมาก็ต้องเอาชามข้าวซุกใส่เสื้อที่ขาดๆ แล้ววิ่งฝ่าฝนเอาข้าวที่ได้กลับมาให้พ่อแม่พี่น้องแบ่งกันทานคนละช้อนสองช้อนพอประทังชีวิต

 

            สุดท้ายลูกขอทานคนนี้ค่อยๆสู้ชีวิตและมีใจรักเรียน เมื่อยังเด็กระหว่างขอทานก็นั่งคุกเข่าอยู่ข้างถนน อาศัยแสงไฟจากข้างทางท่องหนังสือไปด้วย จนกระทั่งเรียนจบปริญญา แล้วพาชีวิตของตัวเองก้าวข้ามความยากลำบากตรงนั้นมาได้ ช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องทุกคน ถึงขนาดที่ประธานาธิบดี ของไต้หวันมอบรางวัลบุคคลตัวอย่างให้แก่เขา

            เพราะฉะนั้น คำว่า “ ต้นทุนต่ำ ” ไม่เป็นอุปสรรค ถ้าเอาจริงเอาจังแล้ว ทุกคนมีสิทธิ์บรรลุถึงความสำเร็จได้ เพียงขอให้สู้ชีวิตเท่านั้น เราคือผู้ออกแบบชีวิตตัวเอง ถ้าชาตินี้เราเกิดมาลำบาก ก็แสดงว่าเราสร้างบุญไว้น้อย จงฮึดสู้ให้หนักกว่าผู้อื่น 10 เท่า แล้วตั้งใจสร้างบุญสร้างกุศล เพื่อที่ชาติหน้าเราจะได้ไม่เกิดมาลำบากแบบนี้อีก

 

เกิดเป็นคน ถือว่าต้นทุนดี

            คนทั่วไปเวลาลำบากมักจะคิดว่า “ ตัวเองลำบากมากที่สุดในโลก ” ถึงคคราวสบายก็คิดว่า “ ตัวเองสบายน้อยที่สุดในโลก ” ทำให้ไม่พอใจกับสภาพปัจจุบันของตน หงุดหงิด กลุ้มใจ บ่นเพ้อชะตาชีวิตเป็นประจำ

            คนที่ฉลาดขอให้คิดใหม่ ถ้าเราโชคร้ายเกิดมาลำบากเพราะมีต้นทุนต่ำ ก็ขอให้ลองนึกถึงชีวิตของขอทานคนที่เล่าให้ฟังข้างต้นนี้ ก็แล้วกันว่า หากเราเทียบกับเขาแล้ว เราลำบากกว่าเขาหรือไม่ ถ้าลองแลกให้เราไปเกิดเป็นแบบเขาเอาไหม ในที่สุดเราก็จะพบว่า ชีวิตของเราโชคดีอะไรบ้าง

 

            เพราะฉะนั้น มองให้กว้างๆ แล้วฮึดสู้ชีวิต อย่าไปคิดท้อแท้ หรือมัวคิดในแง่มุมที่ทำให้ตัวเองหมดกำลังใจ แต่ให้มองว่าเรามีต้นทุนขนาดนี้ก็ดีถมไปแล้ว อย่างน้อยได้เกิดเป็นมนุษย์ ถ้าไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือไปเกิดในนรกเราจะทำอะไรได้ “ การเกิดเป็นมนุษย์นั้น ถือว่าเรามีโอกาสแล้ว ”

            เพราะฉะนั้นใช้โอกาสนี้ให้ดีที่สุด แค่เกิดเป็นคนก็ถือว่าต้นทุนดีสุดๆแล้ว ส่วนประกอบอย่างอื่น เช่น ชาติตระกูล ฐานะของพ่อแม่ รูปร่างหน้าตา ได้เท่าไรให้ถือเป็นของแถม ถ้าคิดได้อย่างนี้ ให้เดินหน้า ใช้กายมนุษย์นี้ทำความดีอย่างเต็มที่ สุดท้ายความสำเร็จทั้งในชาตินี้และชาติหน้าก็จะเป็นของเราทุกคน

 

            ไม่ว่าเราจะเกิดมามีต้นทุนต่ำแค่ไหน แต่ถ้าเราฮึดสู้ ตั้งใจหมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และทุ่มเททำงานเต็มกำลังความสามารถ ออกแบบชีวิตของตัวเองตั้งแต่วันนี้ ก็จะส่งผลให้เราประสบความสำเร็จ แล้วบุญก็จะส่งผลตามเราไปทุกภพทุกชาติ ให้ทุกท่านสู้เพราะว่าวันนี้ เราได้เกิดเป็นคน มีกายมนุษย์ซึ่งเหมาะกับการทำความดีที่สุด ขอเพียงให้เรามีใจสู้ด้วยเท่านั้น ความสำเร็จก็จะเป็นของเรา “ ตัวกับหัวใจ คือ ต้นทุนสู่ความสำเร็จที่สำคัญที่สุด ”

            เริ่มต้นทำความดี และปฏิบัติตนอย่างที่แนะนำไว้ โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ไม่จำเป็นต้องรอวันพรุ่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ความสำเร็จจะเกิดขึ้นในชาตินี้แน่นอน ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เพราะฉะนั้นจงทำความดีให้เต็มที่ แล้วอย่าลืมบอกคนรอบข้างให้ทำความดีไปพร้อมๆกันกับเราด้วย

 

-----------------------------------------------------------------------------------

 

หนังสือเล่ม "เพราะไม่รู้สินะ" โดยพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ

"จะทนทุกข์ไปทำไม ในเมื่อคุณสามารถลิขิตชีวิตตนเองได้ เพียงเปลี่ยนวิธีคิด ลองมองโลกในอีกมุมที่ต่างไป ลองเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต คุณอาจได้คำตอบว่า ความสุขนั้นหาได้ง่ายๆ ถ้าคุณคิดได้และคิดเป็น"

วางแผงจำหน่ายแล้วที่

ซีเอ็ดบุ๊ค
https://www.se-ed.com/product-search/เพราะไม่รู้สินะ.aspx?keyword=เพราะไม่รู้สินะ&search=name

ร้านนายอินทร์
https://www.naiin.com/product/detail/141416/เพราะไม่รู้สินะ

Book Smile
http://www.booksmile.co.th/ศาสนา-ปรัชญา/เพราะไม่รู้สินะ.html