อนาคตถูกกำหนดไว้แล้ว จริงหรือ

วันที่ 27 มิย. พ.ศ.2558

 

 

อิทธิพลของโหราศาสตร์ กับชีวิตมนุษย์

            เวลาที่มนุษย์เกิดทุกข์ใจหรือมีปัญหา บางคนจะพึ่งพาหมอดู ส่วนใหญ่คนที่ไปดูหมอมักจะเป็นผู้หญิง บางคนเพียงได้ยินข่าวเล่าลือว่าหมอดูคนไหนทำนายแม่น ไม่ว่าจะเดินทางลำบากเพียงใด เสียค่าใช้จ่ายเท่าไรก็ยอมดั้นด้นไป

            ปัจจุบันโหราศาสตร์เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตมนุษย์เกือบทุกด้าน แม้กระทั่งเรื่องของเศรษฐกิจ การเมือง นักการเมืองบางคนยังไปดูดวง เพราะอยากรู้ว่าทิศทางการเมืองจะเป็นอย่างไร

 

            “ โหราศาสตร์ ” เป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ในยุคปัจจุบันเรามีความรู้กำกับความเชื่อมากขึ้น ยกตัวอย่างในอดีตเมื่อเกิดปรากฏการณ์ ราหูอมจันทร์ ผู้คนก็จะตีเกราะเคาะกระป๋อง เพราะมีความเชื่อว่าจะได้ไล่ราหูให้คายดวงจันทร์แล้วหนีไป แต่ในปัจจุบันเรารู้แล้วว่า ราหูอมจันทร์เกิดจากเงาของโลกที่มาบดบังดวงจันทร์

 

            สมัยนี้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้ามาดขึ้น จนทำให้มนุษย์รู้ว่า ดาวต่างๆ อยู่ตรงไหน เข้าใจจักรวาลอย่างดี ความรู้เรื่องเหตุและผลมีมากขึ้น อย่างนี้ความเชื่อเรื่องชองดวงก็น่าจะลดลงตามไปด้วย แต่กลับตรงกันข้าม บางท่านจบการศึกษาระดับปริญญาเอกเป็นนักธุรกิจใหญ่ เป็นนักการเมืองแต่ยังมีความเชื่อเรื่องดวง ทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รัฐมนตรี พอเจอปัญหาก็ยังไปหาหมอดู จึงมีคำถามตามมาว่า ทำไมจึงเกิดปรากฎการณ์ขัดแย้งกันอย่างนี้ขึ้น คนที่มีความรู้สูง มีหน้าที่การงานใหญ่โต มีอำนาจและความรับผิดชอบมากมายก็น่าจะเชื่อมั่นในตนเองและตัดสินใจเองได้ แต่ทำไมเขายังจึงต้องไปหาหมอดูด้วย

 

            สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์มีความไม่รู้ ซึ่งศัพท์ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า อวิชชา หุ้มห่อใจอยู่ ทำให้ไม่เชื่อมั่นในตนเอง

            บางท่านบอกว่าตอนเองมีความรู้มากมาย อวิชชาน้อยลงไปแล้ว แต่ความจริงความรู้ที่มีเป็นแค่ความรู้ทางโลก ซึ่งความจริงแม้ความรู้เรื่องโลกของมนุษย์เราก็ยังไม่มากเลย มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย แล้วที่เราบอกว่ารู้มากแล้ว ถ้าถามว่าก่อนจะมาเกิดเรามาจากไหน ตายแล้วเราจะไปไหน ด็อกเตอร์ทั้งหลายก็คงนั่งเงียบกันหมด ตรงนี้เองคือความไม่รู้ที่ห่อหุ้มใจอยู่ ทำให้มนุษย์เกิดความไม่มั่นใจในตนเอง

 

การเกิดศาสนาในอดีต

            สมัยก่อนชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่แบบพึ่งพาตัวเอง พอได้เห็นฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้างลงมาบ้าง เกิดพายุพัดบ้าง น้ำท่วมใหญ่บ้าง เกิดความหวาดกลัวจึงสมมติให้มีพระแม่คงคา มีเทพเจ้าสายฟ้า มีวายุเทพ มีการสมมติเทพขึ้นมากมาย เห็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้าง เช่น ภูเขาใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ก็กราบไหว้ หวังเป็นที่พึ่งที่ระลึก หรือเห็นอะไรแปลกๆผิดธรรมชาติ เช่น วัวคลอดลูกออกมามีสองหัว ก็ให้ความเคารพกราบไหว้ เป็นต้น เพราะความไม่รู้ ความยำเกรง และต้องการที่พึ่ง

 

            เมื่อธรรมชาติมนุษย์เป็นอย่างนี้ ก็มีคนบางกลุ่มตอบสนองต่อความวิตกกังวล และความไม่รู้ของมนุษย์ โดยการสร้างศาสนาแบบเทวนิยมขึ้นมา สมมติให้มีเทพเจ้า มีพระเจ้าเกิดขึ้น ชาวป่าชาวเขานับถือผีสางนางไม้ แต่เมื่อผู้ปกครองแผ่นดินนับถือบ้าง ผีสางนางไม้ก็ถูกพัฒนาให้เป็นเทพเจ้าหรือพระเจ้า ซึ่งความจริงก็คือ ผี นั่นเอง แต่เป็นผีที่ถูกยกระดับขึ้นมา สร้างเครื่องบูชาที่อลังการขึ้น  จากเดิมเป็นศาลเพียงตา ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ ก็กลายเป็นมหาวิหารใหญ่ มีการประกอบพิธีกรรมที่อลังการ สุดท้ายก็ก่อรูปจนกลายเป็นศาสนา เหล่านี้เป็นที่มาของศาสนาที่เรียกว่า เทวนิยม

 

            เทวนิยมต่างจาก พระพุทธศาสนา ตรงที่เทวนิยมเกิดขึ้นจากความไม่รู้ของมนุษย์ ก็เลยสมมติเอาความเชื่อหนึ่งขึ้นมา แล้วมาบอกต่อเพื่อให้ผู้คนรู้สึกว่ามีที่พึ่งพา แต่ในทางพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงของโลกและชีวิตด้วยพระองค์เอง แล้วจึงนำมาสอนมนุษย์ เป็นเรื่องของความจริงไม่ใช่ความเชื่อ

 

มนุษย์ทุกคนกำลังติดคุก เป็นนักโทษประหาร จริงหรือ ?

            พระราชภาวนาจารย์ (หลวงพ่อทัตตชีโว) รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ท่านขยายความเอาไว้ว่า พื้นฐานความจริงคือ  “ มนุษย์ทุกคนกำลังติดคุก ” เป็นนักโทษประหาร คุกนี้คือโลก ซึ่งเป็นคุกที่ใหญ่มาก ใหญ่จนกระทั่งนักโทษไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังติดคุกอยู่ และไม่รู้ด้วยว่าคุกนี้มีกฎอย่างไรบ้าง เมื่อกระทำสิ่งใดลงไปแล้วจะต้องได้รับโทษอย่างไร ไม่บอกกฎให้รู้ ซ้ำร้ายยังเป็นคุกที่ไม่ให้อาหาร แต่ให้หากินเอง ระหว่างที่หาอาหาร หากผู้ใดเผลอไปใช้ชีวิตที่ผิดกฎของคุก เช่น ไปปล้น ฆ่า ลักขโมยเขา ก็ต้องรับโทษเพิ่มอีก

 

            พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เห็นความจริงทั้งหมดนี้ แล้วมาสอนเรา ให้เรารู้ตัวว่ากำลังติดคุกอยู่ พระองค์เปรียบเหมือนตัวเองเป็นลูกไก่ตัวพี่ คือสามารถเจาะเปลือกไข่ออกมารู้มาเห็นได้ก่อนตัวอื่น กล่าวง่ายๆ คือ เป็นนักโทษที่แหกคุกสำเร็จกำจัดกิเลสได้หมด และเข้าถึงพระนิพพานได้ พระองค์จึงมาสอนให้ผู้อื่นรู้ว่า เราทุกคนกำลังติดคุกอยู่ คุกนี้มีกฎแห่งคุก คือกฎแห่งกรรม ทำอย่างไรแล้วผิดเป็นบาป และต้องรับโทษหนักขึ้น ทำอย่างไรจึงจะเป็นบุญกุศล ให้กิเลสเบาบางลง คือ ปฏิบัติ มรรคมีองค์ 8 สุดท้ายพอกิเลสหมดจากใจ เราก็สามารถพ้นจากคุก หรือวัฏสงสาร นี้ไปได้ทุกคน

 

            ความแตกต่างของพระพุทธศาสนากับศาสนาอื่น คือ ในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน ความจริงแต่ว่าศาสนาอื่นนั้นสอนความเชื่อ

 

--------------------------------------------------------------------

 

 

หนังสือเล่ม "เพราะไม่รู้สินะ" โดยพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ

"จะทนทุกข์ไปทำไม ในเมื่อคุณสามารถลิขิตชีวิตตนเองได้ เพียงเปลี่ยนวิธีคิด ลองมองโลกในอีกมุมที่ต่างไป ลองเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต คุณอาจได้คำตอบว่า ความสุขนั้นหาได้ง่ายๆ ถ้าคุณคิดได้และคิดเป็น"

วางแผงจำหน่ายแล้วที่

ซีเอ็ดบุ๊ค
https://www.se-ed.com/product-search/เพราะไม่รู้สินะ.aspx?keyword=เพราะไม่รู้สินะ&search=name

ร้านนายอินทร์
https://www.naiin.com/product/detail/141416/เพราะไม่รู้สินะ

Book Smile
http://www.booksmile.co.th/ศาสนา-ปรัชญา/เพราะไม่รู้สินะ.html