เมื่อย ฟุ้งหลับ! ขจัดปัญหาให้มือใหม่หัดนั่งสมาธิ

วันที่ 14 กค. พ.ศ.2558

 

 

เมื่อย ฟุ้งหลับ! ขจัดปัญหาให้มือใหม่หัดนั่งสมาธิ


    หลายคนฝึกนั่งสมาธิแรกๆ ก็รู้สึกดี สบายใจ สงบ โล่งสบาย แต่พอนั่งไปสักพักก็เริ่มปวดขาบ้าง มีเรื่องฟุ้งเข้ามาบ้าง นั่งแล้วหลับบ้าง จึงอยากรู้วิธีการแก้ไข


นั่งสมาธิแล้วรู้สึกเมื่อย...ทำอย่างไรดี ?
    กรณีนั่งสมาธิแล้วรู้สึกเมื่อย อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า ใหม่ๆให้ฝืนก่อน ถ้ามีอาการเส้นยึด ก็ให้ไปหาหมอจับเส้นที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อปรับให้เส้น กล้ามเนื้อ และกระดูกของเราเข้าที่เข้าทาง
    พอนั่งสมาธิจนเกิดความคุ้นเคย เราก็จะนั่งได้นานขึ้นเรื่อยๆ กรณีที่รู้สึกเมื่อยจริงๆ ก็ให้เปลี่ยนท่ามานั่งพับเพียบได้ แต่ระหว่างที่เปลี่ยนท่านั้นให้เอาใจนิ่งๆ อยู่ที่ศูนย์กลางกายไม่จำเป็นอย่าลืมตา เมื่อเปลี่ยนท่าเสร็จแล้วจะได้ทำสมาธิต่อไปได้เลย โดยไม่ต้องถอดจิตออกมา


นั่งสมาธิแล้วรู้สึกฟุ้ง...ทำอย่างไรดี ?
    ในกรณีฟุ้งนั้นสำคัยตอนที่เริ่มนั่ง คือ อย่าพึ่งคิดอะไร เอาใจนิ่งๆ บางคนเริ่มนั่งก็เริ่มคิดไปเรื่องอื่นทันที พอคิดไปบ่อยๆ จนเกิดความเคยชิน พอจะหยุดคิดกลับมาทำสมาธิใจชักจะรู้สึกฝืน ไม่อยากกลับ อยากจะคิดต่อไปอีก
    ดังนั้น เมื่อเรานั่งสมาธิแล้วให้ตั้งใจ เอาใจนิ่งๆ ตรงศูนย์กลางกายอยู่ที่กลางท้อง ใจก็จะนิ่งได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ารู้ตัวว่าฟุ้งเมื่อไรแล้ว อย่าไปคิดต่อ ให้ปล่อยเรื่องนั้นไป เอาใจกลับมาไว้ที่ศูนย์กลางกายทันที ทำอย่างนี้ทุกครั้งไม่นานใจที่เคยฟุ้งก็จะฟุ้งน้อยลง เป็นสมาธิได้นานขึ้น
    ส่วนใหญ่ที่ฟุ้งไม่เลิกเป็นเพราะว่า ทั้งที่รู้ว่าฟุ้งแต่กลับรู้สึกว่า กำลังสนุกจึงคิดต่อไปเรื่อยเปื่อย เป็นครึ่งชั่วโมง เป็นชั่วโมงไม่ยอมกลับ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากทำสมาธิให้ก้าวหน้า ให้ยึดหลักว่าช่วงที่เผลอฟุ้งไป ถ้าไม่รู้ตัวก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ารู้ตัวเมื่อไรขอให้หยุดคิด กลับมาวางใจนิ่งๆต่อ
    กรณีที่เผลอฟุ้งไปนานหลายสิบนาที จู่ๆ จะให้กลับใจก็มักไม่ค่อยจะยอมกลับ ให้เราลืมตาขึ้นดูดวงแก้วหรือองค์พระตรงหน้า พอลืมตาขึ้นมาใจจะมาอยู่กับภาพตรงหน้า เรื่องฟุ้งก็จะคลายลงไป พอเสร็จแล้ว เราก็ค่อยๆ หลับตาใหม่ แล้วนึกถึงองค์พระหรือดวงแก้วใสๆ ที่กลางท้อง


นั่งสมาธิแล้วรู้สึกง่วง...ทำอย่างไรดี ?
    หากเกิดอาการง่วงเวลานั่งสมาธิ ให้ลองตรวจสอบสุขภาพเรา ว่าอดนอนหรือไม่ มีอาการเส้นติดหรือไม่ เพราะบางคนมีลักษณะของเส้นคอหรือเส้นหลังติดทำให้ไปดึงรั้ง พอนั่งสมาธิเพียง 2-3 นาที ก็มีอาการคอตกคอพับ จึงควรไปนวดคลายเส้น หรือบางคนอดน้ำ ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายขาดน้ำจึงเกิดอาการง่วงได้ง่าย เป็นต้น
    เมื่อเราแก้เหตุทางกายภาพเรียบร้อยแล้ว จากนั้นตรวจสอบนิสัยเราเอง แล้วตั้งหลักให้ดี พอเริ่มนั่งสมาธิแล้วทำท่าจะง่วงก็ให้ภาวนาถี่ๆว่า “ สัมมา อะระหัง ๆ ๆ ๆ ” หรือหากว่าเราทำท่าหัวจะปักลงไปเสียให้ได้ ให้ลืมตา บิดคอไปมาสักพัก บีบมือเบาๆ แล้วตั้งหลักให้ดีๆ แต่ถ้ายังรู้สึกง่วงมากอยู่ก็ให้ลุกไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้า ล้างตา เสร็จแล้วกลับมานั่งต่อ
    ในครั้งพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยแนะนำวิธีการแก้ง่วง แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล เพราะพระองค์ง่วงเหงาหาวนอนเป็นประจำ เนื่องจากพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหาร ข้าวทีละเป็นทะนาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำว่า ให้ลดพระกระยาหารลง เมื่อปฏิบัติเช่นนั้นจึงรู้สึกเบาเนื้อเบาตัว ความง่วงจึงลดลง ดั่งโบราณว่า “ หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ” เพราะฉะนั้นเราต้องปรับอาหารให้พอดีๆ ไม่รับประทานมากหรือน้อยเกินไป


ความต่างของการฝึกนั่งสมาธิคนเดียวกับปฏิบัติเป็นกลุ่ม
    กรณีการฝึกนั่งสมาธิคนเดียวกับปฏิบัติกันเป็นกลุ่มนั้น เปรียบเหมือนกับการเรียนหนังสือ  การเรียนเองที่บ้านกับการไปเรียนที่โรงเรียนนั้นต่างกัน คือ หากเราไปโรงเรียน เรียนกันเป็นกลุ่มและมีตารางสอนชัดเจน พอถึงเวลาก็เข้าห้องเรียน แต่ถ้าเรียนอยู่บ้านคนเดียว แล้วให้อ่านหนังสือเองวันละ 7-8 ชั่วโมงโดยไม่มีคนควบคุมดูแล เราก็อาจจะเถลไถลไปทำเรื่องอื่น 
    ดังนั้น พลังหมู่จะเสริมพลังเดี่ยว การนั่งสมาธิก็เหมือนกัน หากเรานั่งอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม เมื่อลืมตาขึ้นเราก็จะเห็นว่าใครๆ เขาก็นั่งสมาธิกันอยู่ เราก็จะมีกำลังใจนั่งต่อไปได้ แต่ถ้าเรานั่งคนเดียว สักพักก็อาจจะเลิก ลุกเดินไปเดินมา ทำนั่นทำนี่ไปเรื่อย เพราะฉะนั้นหากนั่งด้วยกัน เป็นหมู่คณะได้ ก็จะช่วยเสริมกำลังใจได้อีกทางหนึ่ง
    แต่ในกรณีของผู้ที่สามารถปฏิบัติได้อย่างหนักแน่นจริงจังและมีวินัยในตนเองอย่างดีเยี่ยมแล้ว จะนั่งสมาธิคนเดียวก็สามารถทำได้ และในชีวิตประจำวันการนั่งสมาธิก่อนนอน หรือหลังตื่นนอนตอนเช้า เราก็นั่งคนเดียวเป็นประจำอยุ่แล้ว ดังนั้น ให้ฝึกจนคุ้นเคย กระทั่งเป็นวินัยในตัวเอง


    เมื่อนั่งสมาธิแล้วเราจะรู้สึกผ่อนคลาย สบาย แต่สำหรับบางคน เมื่อนั่งแล้วกลับรู้สึกเหนื่อย เมื่อย ตึง ไม่สบายเนื้อตัว เหมือนกับไปทำอะไรหนักๆมานั้น เป็นเพราะว่าขณะที่นั่งเราอาจจะกังวล “ ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ” จนเหนื่อยเพราะอยากเห็น การที่จะนั่งสมาธิให้ได้ผลดีนั้น ต้องไม่ลุ้น นั่งสบายๆ ทำใจให้โปร่งเบา
    เริ่มแรกให้นึกขยายใจเราให้กว้าง รู้สึกว่าตัวเรากับธรรมชาติรอบตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใจขยายออกไป ใจสบาย คลายแล้วรักษาอารมณ์สบายให้ได้ ใครที่นั่งสมาธิแล้วได้อารมณ์สบาย ก็ถือว่ากำชัยไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว เนื่องจากเราจะมีอารมณ์อยากนั่งต่อ เพราะนั่งแล้วสบายนั่นเอง
    ดังนั้น ในเบื้องต้นให้เราปรับความสบายให้ได้ก่อน พอจับอารมณ์สบายได้ ก็ต้องคลายความลุ้น เพราะเราจะไปเร่งให้เห็นอย่างดึงดัน นั้นไม่ได้ “ ยิ่งเราดัน จิตยิ่งอยาก ยิ่งอยากมันก็ยิ่งไม่เข้า ” ทำใจสบายๆ จิตจะนุ่มนวลและละเอียด พอใจละเอียดแล้วมันจะเข้าไปในศูนย์กลางกายได้อย่างสบายๆ เอง ยกตัวอย่างเหมือนกับใครบอกว่าให้ “ เพ่งดวงแก้ว ” ซึ่งความจริงไม่ใช่เลย เราเพียงมองดูแล้วนึกเบาๆ เท่านั้น เพราะถ้าเพ่งเมื่อไรจะเป็นการไปเล็ง จิตจะเกร็งๆ แล้วจะหยาบ
    ถ้าเราเลิก “ ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ” แล้วจะไม่เหนื่อย นั่งแล้วสบายอกสบายใจ ผ่อนคลายสดชื่น บางคนเผลอหลับไป 5 นาที พอตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่น เหมือนกับได้นอนไปเป็นชั่วโมง แล้วสามารถนั่งต่อไปได้ แต่ก็ควรพยายามตั้งสติอย่าให้หลับ ถ้าเผลอหลับไปจริงๆ เมื่อรู้ตัวแล้วก็ให้นั่งต่อไป 


    เราได้ทราบแล้วว่า การนั่งสมาธินั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งกับพระภิกษุและฆราวาส เพราะว่าคนเรานอกจากจะต้องชำระล้างร่างกายแล้ว ยังต้องชำระใจตนเองให้สะอาด ผ่องใสทุกวันด้วย เพราะฉะนั้นฝากไว้ให้ลองนั่งสมาธิกันและที่สำคัญให้ทำอย่างต่อเนื่องทุกๆวันด้วยจึงจะดี

 

--------------------------------------------------------------------

หนังสือเล่ม "เพราะไม่รู้สินะ" โดยพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ

"จะทนทุกข์ไปทำไม ในเมื่อคุณสามารถลิขิตชีวิตตนเองได้ เพียงเปลี่ยนวิธีคิด ลองมองโลกในอีกมุมที่ต่างไป ลองเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต คุณอาจได้คำตอบว่า ความสุขนั้นหาได้ง่ายๆ ถ้าคุณคิดได้และคิดเป็น"

วางแผงจำหน่ายแล้วที่

ซีเอ็ดบุ๊ค
https://www.se-ed.com/product-search/เพราะไม่รู้สินะ.aspx?keyword=เพราะไม่รู้สินะ&search=name

ร้านนายอินทร์
https://www.naiin.com/product/detail/141416/เพราะไม่รู้สินะ

Book Smile
http://www.booksmile.co.th/ศาสนา-ปรัชญา/เพราะไม่รู้สินะ.html