อุ้มบุญ...เกิดแบบไม่ธรรมดา

วันที่ 24 กค. พ.ศ.2558

 

อุ้มบุญ...เกิดแบบไม่ธรรมดา


         •    การอุ้มบุญคืออะไร?
            การอุ้มบุญมี 2 แบบ คือ “ อุ้มบุญแท้ ” กับ “ อุ้มบุญเทียม ”
อุ้มบุญแท้ คือ การเอาเชื้ออสุจิของฝ่ายชายของคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยากแต่อยากจะมีบุตร มาผสมกับไข่ของหญิงที่จะอุ้มท้อง (อุ้มบุญ) แทนภรรยาในหลอดแก้ว แล้วจึงนำไข่กับอสุจิที่ผสมแล้ว ใส่กลับเข้าไปในมดลูกของหญิงที่จะอุ้มบุญ ในกรณีที่ภรรยามีปัญหาเกี่ยวกับมดลูกไม่สามารถใช้ไข่และอุ้มท้องได้
อุ้มบุญเทียม คือ การผสมเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย กับไข่ของฝ่ายหญิงที่เป็นภรรยา หรือบุคคลอื่นในหลอดแก้ว แล้วนำไข่กับอสุจิที่ผสมแล้วไปฝากให้หญิงอื่นอุ้มท้อง (อุ้มบุญ) แทน


         •    ทำไมการอุ้มบุญจึงกลายเป็นปัญหา ?
            การที่เรื่องอุ้มบุญกลายเป็นปัญหานั้น เกิดขึ้นจากหลายกรณี เช่น ผู้หญิงที่รับอุ้มบุญเกิดความผูกพันกับเด็กในท้อง แล้วเปลี่ยนใจไม่คืนเด็กให้กับพ่อแม่ที่ให้อุ้มบุญ หรือกรณีที่เด็กถูกอุ้มบุญเกิดมาแล้วไม่ปกติ พิการ เมื่อรู้ว่าลูกจะพิการก็ให้หญิงที่อุ้มบุญไปทำแท้ง หญิงที่อุ้มบุญกลัวบาปไม่ยอมทำ ก็ทะเลาะกันกลายเป็นปัญหาทางด้านกฏหมายเกิดขึ้นหลายด้าน เช่น ปัญหาว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริง อยู่ในข่ายการค้ามนุษย์หรือไม่ จนเป็นประเด็นศีลธรรมตามมา
            ในประเทศอินเดียสามารถให้ผู้หญิงอุ้มบุญได้อย่างถูกกฏหมาย และมีการเปิดคลินิกรับอุ้มบุญกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งหญิงที่มารับอุ้มบุญนั้นต้องเป็นผู้หญิงที่เคยคลอดบุตรมาแล้ว และต้องมาพักที่คลินิกตลอดการอุ้มท้อง โดยทางคลินิกจะดูแลทั้งเรื่องที่พัก อาหาร และสุขภาพอย่างเต็มที่ ทำให้ไม่ค่อยเกิดปัญหา เพราะผู้อุ้มบุญต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ใจรับรู้แล้วว่า เด็กในท้องต้องเป็นของผู้ว่าจ้าง แล้วก็ได้รับค่าตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล
            เขาทำสัญญาทั้งสองฝ่ายรัดกุมทุกกรณี แต่ในประเทศไทยยังไม่มีกฏหมายใดๆรองรับ ต้องทำแบบหลบๆซ่อนๆ จึงกลายเป็นปัญหา เพราะเขาต้องอุ้มท้องในสภาพแวดล้อมเดิม จึงมีความผูกพันกับเด็กในท้อง เหมือนเป็นครอบครัวตนเอง จนกลายเป็นปัญหาดังที่ปรากฏ

 

  • ในทางพระพุทธศาสนาการอุ้มบุญถือเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมไหม?

             ในทางพระพุทธศาสนา อุ้มบุญถือว่าไม่ผิดศีล เพราะไม่ได้ฆ่า แต่ถ้าถามว่าผิดธรรมไหม ตอบว่าหมิ่นเหม่ เพราะมีโอกาสจะเกิดเรื่องได้ง่าย ถ้ากรณีที่มีการป้องกันปัญหาทุกอย่างเอาไว้อย่างรัดกุมเต็มที่ ทุกฝ่ายก็เต็มอกเต็มใจ ฝ่ายแม่ที่อุ้มบุญถือว่าเป็นหนทางที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เพราะได้รายได้มาหล่อเลี้ยงครอบครัว ยินดีเต็มใจที่จะทำ ฝ่ายผู้ว่าจ้างก็ต้องการที่จะมีลูกของตนเองจริงๆ พอใจกันทุกฝ่ายแบบนี้ก็ไม่ผิดธรรม แต่ยังมีความเสี่ยงอยู่ เพราะเด็กที่เกิดมาแบบนี้มีโอกาสพิการหรือผิดปกติสูงกว่าเด็กที่เกิดมาแบบปกติ และมักจะมีความกดดันทางด้านจิตใจเมื่อรู้ว่าตนเกิดมาแบบพิเศษ


             แต่หากเราคลายความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเป็น DNA ของเรา แล้วลองไปรับเด็กมาอุปการะ ดูแลเอาใจใส่เหมือนลูกเราเอง ก็เป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่ง ลูกบุญธรรมอาจจะกลายเป็นแบบ สตีฟ จอบส์ ก็ได้ ความจริงพ่อแม่ที่เลี้ยงดู สตีฟ จอบส์มาก็ไม่ได้มี DNA เดียวกับเขาแต่ก็รับเลี้ยงดูด้วยความรักและความผูกพัน ภายใต้เงื่อนไขของแม่จริงๆ ว่าจะต้องดูแลจอบส์ให้ดี และต้องส่งจอบส์ให้ได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งพ่อแม่บุญธรรมก็รับปาก และทำอย่างนั้นจริงๆ โดยให้การศึกษาดูแล สตีฟ จอบส์อย่างดี มีเพียงอย่างเดียวที่ไม่สามารถทำตามที่รับปากไว้ได้ก็คือ สตีฟ จอบส์เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย เพราะเจ้าตัวไม่อยากเรียน แต่สุดท้ายก็กลายเป็นมหาเศรษฐี และเป็นนักสร้างนวัตกรรมที่โด่งดังไปทั่วโลก
             อีกวิธีหนึ่ง ลองไปรับเด็กที่เกิดจากนักเรียนที่ท้องในวัยเรียนก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะได้ช่วยชีวิตหนึ่งได้รอดพ้นจากความตาย ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม และยังถือเป็นการทำบุญอีกด้วย

 

  • มีกรรมที่ทำร่วมกันมาอย่างไร?

             พ่อแม่ที่ว่าจ้าง แม่ที่รับอุ้มบุญเด็กที่ถูกอุ้มบุญมา ทั้งสามฝ่าย ส่วนใหญ่จะเคยทรมานสัตว์ หรือแกล้งสัตว์มาก่อน เช่น เด็กที่ต้องเกิดมาเป็นเด็กหลอดแก้ว เกิดจากกรรมที่เคยเล่นซน เจอรังนกแล้วไปพรากลูกพรากแม่ เอาลูกนกมาเลี้ยง จากเศษวิบากกรรมนั้นเวลามาเกิดก็เลยต้องมาเกิดแบบทุลักทุเล ด้วยวิธีพิเศษอย่างนี้ เป็นต้น ส่วนคนที่ต้องมารับเป็นแม่อุ้มบุญ ก็คือคนที่เคยสนับสนุนให้ทำแบบนั้น ก็เลยต้องมาอุ้มบุญให้ในชาตินี้ 
             นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอีกแบบหนึ่ง เรียกว่า โคลนนิ่ง เป็นวิธีที่ไม่มีการผสมระหว่างอสุจิของพ่อกับไข่ของแม่ แต่เป็นการนำเซลล์จากร่างกายของคนใดคนหนึ่ง มาเพาะเลี้ยงจนเติบโตเป็นคนอีกคนหนึ่งขึ้นมา ลักษณะทางพันธุกรรมของโคลนนิ่งจะไม่ใช่จากพ่อและแม่ผสมกัน แต่จะมาจากต้นแหล่ง เช่น ถ้านำเซลล์มาจากพ่อ ก็จะเหมือนกับพ่อทุกอย่าง ซึ่งในปัจจุบันได้มีการทำโคลนนิ่งสัตว์ สำเร็จแล้วหลายชนิด

 

  • ยังไม่มีการทำโคลนนิ่งคนใช่ไหม?

             บางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ไม่อนุญาตให้มีการโคลนนิ่งมนุษย์ เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาทางด้านจริยธรรม ใครจะเป็นพ่อแม่เด็กสายพันธุกรรมจากพ่อแม่มาจากคนๆเดียวเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ คนที่เกิดแบบโคลนนิ่งความคิดจะเพี้ยนหรือไม่ อาจจะกลายเป็นปัญหาสังคมขึ้นมาใหม่ บางประเทศจึงมีกฏหมายห้ามทำ และยังเกรงว่าจะเกิดกรณี เศรษฐีที่อายุมาก สุขภาพไม่ค่อยดี อวัยวะบางส่วนเริ่มเสื่อม เช่น เป็นโรคไต ต้องรอคนบริจาค แล้วไปแอบทำโคลนนิ่ง ตนเองขึ้นมา ให้โรงพยาบาลเก็บไว้เป็นความลับ ค่อยๆเลี้ยงให้โต จนกระทั่งถึงเวลาก็ตัดเอาอวัยวะ เช่น ไต ของตัวโคลนนิ่งมาใช้แทนไตของตัวเอง เพราะอวัยวะของโคลนนิ่งจะเข้ากับร่างกายของเจ้าของโคลนนิ่งได้ 100 % ไม่มีปัญหาสารเนื้อเยื่อเข้ากันไม่ได้ ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงสั่งห้ามทำโคลนนิ่งมนุษย์ แต่ในบางประเทศก็เปิดเสรี ในอนาคตอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่ เพราะพอทำได้แล้วย่อมจะต้องมีคนแอบทำ

 

  • ในพระพุทธศาสนามองเรื่องโคลนนิ่ง และเด็กหลอดแก้วว่าถูกหรือผิดอย่างไร ?

             อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่มีการถกเถียงกันมากเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เราต้องไตร่ตรองอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากพื้นฐานก่อนว่าผิดศีลไหม ซึ่งการจะรู้ว่าผิดศีลไหม เราต้องเข้าใจก่อนว่า ชีวิตนั้นเริ่มต้นเมื่อไหร่ ตรงนี้จึงเป็นจุดสำคัญในการตัดสินว่า ถูกหรือผิดศีล
            ชีวิตเริ่มต้นตอนที่อสุจิของพ่อผสมกับไข่ของแม่ เสร็จแล้วก็เริ่มแบ่งเซลล์จากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด และเคลื่อนตัวจากปีกหมดลูกไปฝังตัวที่ผนังมดลูก ปฏิสนธิวิญญาณจะเกิด เมื่อมีการฝังตัวที่ผนังมดลูก ชีวิตก็จะเริ่มต้น ถ้ามีการทำลายไข่ที่ผสมกับอสุจิแล้ว ก่อนที่จะฝังตัวที่ผนังมดลูกก็ถือว่ายังไม่ผิดศีลข้อที่ 1 แต่ถ้าไข่ที่ผสมอสุจิฝังตัวที่ผนังมดลูกแล้ว แล้วไปทำลายชีวิตนั้นก็ถือว่าผิดศีล และเป็นบาปเท่ากับฆ่าคนหนึ่งคน


             กรณีการทำเด็กหลอดแก้ว จะใช้ไข่หลายๆฟอง แล้วเอาอสุจิของพ่อมาหลายๆตัว ผสมเข้าไป แล้วก็จะเลือกเอาไข่ที่ผสมแล้วซึ่งสมบูรณ์ที่สุด ฟองที่เหลือก็จะทิ้งไป ถามว่าถือเป็นการฆ่าไหม คำตอบก็คือยัง เพราะยังไม่มีปฏิสนธิวิญญาณ แต่ถ้ามีการฝังตัวในมดลูกของแม่ เมื่อใด นั่นคือชีวิตเริ่มต้นแล้ว จะถือเป็นการฆ่าคนหรือไม่ ก็อยู่ในกระบวนการทำลายไข่เกิดก่อนหรือหลังการฝังตัวที่ผนังมดลูก
             การโคลนนิ่ง ก็ทำนองเดียวกัน จะผิดศีลหรือไม่ขึ้นอยู่ตรงนี้ แต่จะมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไรนั้น ในเรื่องของจริยธรรม ยังมีข้อถกเถียงกันยังไม่มีข้อสรุป เพราะมีผลกระทบหลายแง่มุม ที่ต้องพิจารณา แต่ที่อยากจะฝากในการวินิจฉัยคือ อย่าเอาความคิดของเราไปตัดสินชีวิตคนอื่น จะคิดอะไรต้องคิดในมุมมองของเจ้าของชีวิตเขาด้วย ยกตัวอย่างของกฏหมายของเมืองไทยในปัจจุบัน เราอนุญาตให้ทำแท้งได้ใน 2 กรณี คือ 1. ผู้หญิงถูกข่มขืนแล้วเผอิญตั้งท้องขึ้นมา 2. ทางการแพทย์ตรวจพบว่าเด็กมีโรคทางพันธุกรรมที่คลอดมาแล้วจะมีความผิดปกติมาก ถ้าพิสูจน์ยืนยันได้ชัดเจนทางกฏหมายก็อนุญาตให้ทำแท้งได้


             แต่ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า ไม่ควรทำแท้งทั้งสองกรณี ถ้าทำก็เป็นการทำบาป หมอที่ทำก็บาป ถ้าพ่อแม่รู้เห็นเป็นใจให้ทำก็บาปบางคนอาจจะคิดว่า ถ้าผู้หญิงถูกข่มขืนแล้วเกิดตั้งท้อง เมื่อคลอดลูกออกมาแล้วไม่มีพ่อจะเป็นปัญหา จึงจัดการไม่ให้เกิด ถือเป็นการตัดปัญหา สังคม ในเรื่องนี้เราต้องมองย้อนกลับมาว่า ถ้าคนอื่นมองว่าตัวเราเป็นปัญหาสังคม แล้วช่วยกำจัดตัวเราให้หายไปจากโลกนี้ เพื่อให้สังคมสงบสุขขึ้นในสายตาของเขา เราคิดว่าถูกไหม เหมือนที่ฮิตเลอร์คิดว่าคนยิวคือปัญหา จึงฆ่าคนยิวทิ้ง 6 ล้านคน เราก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องอำมหิตมาก ไม่ถูกต้องเลย เราจะไปตัดสินชีวิตคนอื่นจากมุมมองของเราอย่างเดียวนั้นไม่ได้ เราต้องเคารพในชีวิตของเขา


             ถ้าเด็กคนนี้คลอดออกมา แล้วมีคนอื่นบอกว่า หนูเกิดมาหนูก็ลำบาก พ่อก็ไม่มี ปัญหามีมาก หนูตายเสียดีกว่า อาตมาไม่คิดว่าเขาจะยอม ใครก็รักชีวิต เพียงแต่ตอนอยู่ในท้องเขายังโวยวายไม่ได้เท่านั้นเอง แต่ถ้าโตขึ้นอายุ 20 ปี แล้วมีคนมาบอกว่าฉันจะช่วยขจัดคุณให้หายไปจากโลกนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องลำบาก นี้ถือเป็นการุณยฆาตนะ คือ ฆ่าด้วยความปรานี เพราะไม่อยากให้เธอต้องเจอความลำบากในชาตินี้ ถ้าเป็นเราก็คงไม่เอา ดังนั้นอย่าไปตัดสินชีวิตคนอื่น เราจะคิดแต่จากมุมของตัวเองไม่ได้ ต้องดูจากมุมของเจ้าของชีวิตด้วย ก็เหมือนกับคนพิการในโลกนี้ ถามว่าเขารักชีวิตตนเองไหม เขาก็รัก บอกว่าเขาพิการ เราจะช่วยจัดการฆ่าให้ก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้น ต้องเคารพในชีวิตของคนอื่นเขา อย่าดูจากมุมของเราอย่างเดียว ต้องดูจากมุมของเจ้าของชีวิตด้วย เพราะกว่าที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเกิดแบบไหน สิ่งที่ได้มาคือ ต้นทุนของชีวิตที่มีค่ามหาศาล 
             ให้ใช้กายมนุษย์ที่ได้รับมานี้ทำความดีให้มากที่สุด บาปกรรมอกุศลอย่าไปทำ ทำแต่กุศล ทั้งการให้ทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนา

----------------------------------------------------------------

หนังสือของสำนักพิมพ์ ทันโลกทันธรรม โดยพระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ
http://www.tltpress.com/

วางแผงจำหน่ายแล้วที่ร้านหนังสือ
ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ , นายอินทร์ , ศูนย์หนังสือจุฬา , คิโนะคุนิยะ , บุ๊คสไมล์ ฯลฯ

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร