ความแตกต่างของการเห็นในกายต่างๆ

วันที่ 16 กค. พ.ศ.2558

 

ความแตกต่างของการเห็นในกายต่างๆ

            พระมงคลเทพมุนีได้อธิบายถึงการเห็นในกายต่างๆ ว่ามีความแตกต่างกัน การเห็นในระดับ ของภูมิสมถะนั้นแตกต่างจากการเห็นในระดับของวิปัสสนา เพราะการเห็นในระดับวิปัสสนานั้นแจ่มแจ้งกว่า จึงเป็นเหตุให้สามารถกำจัดกิเลสได้ และการเห็นในระดับวิปัสสนานั้นต้องเห็นด้วยตาของพระธรรมกาย เท่านั้น ซึ่งท่านได้อธิบายลักษณะการเห็นในภูมิของสมถะและวิปัสสนาไว้ดังนี้

(1) การเห็นในกายมนุษย์

            การเห็นรูปด้วยตามนุษย์ อย่างเช่น พระยสะกับพวกไปพบซากศพ และช่วยกันเผา ขณะเผาได้ เห็นศพนั้นมีการแปรผันไปต่างๆ เดิมเป็นตัวคนอยู่เต็มทั้งตัว รูปร่าง สี สัณฐานก็เป็นรูปคน ครั้นถูก ความร้อนของไฟเผาลน สีก็ดำด่างแปรไป ดำจนคล้ายตะโก หดสั้นเล็กลงทุกทีๆ แล้วแขนขาหลุดจากกัน จนดูไม่ออกว่าเป็นร่างคน หรือสัตว์ ไม่เพียงเท่านั้น ครั้นเนื้อถูกไฟกินหมดก็เหลือแต่กระดูกเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย ในที่สุดกระดูกเหล่านั้น แห้งเปราะแตกจากกัน ล้วนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนดูไม่ออกว่าเป็นกระดูกสัตว์ หรือกระดูกมนุษย์

            พระยสะปลงสังเวชถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แห่งสังขารร่างกายที่เป็นซากศพนั้น แม้กระนั้นก็ยังไม่ทำให้บรรลุมรรคผล จนกว่าจะได้ไปพบพระพุทธเจ้าจึงบรรลุมรรคผล นี่ก็เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าเห็นด้วยตามนุษย์ ไม่ทำให้บรรลุมรรคผลได้ อย่างมากก็เป็นเพียงปัจจัย เพื่อจะให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น

 

(2) การเห็นในกายทิพย์

            การเห็นในกายทิพย์มีความวิเศษกว่าในกายมนุษย์ ซึ่งไม่สามารถมองด้วยตามนุษย์ได้ ตามนุษย์มองไม่เห็น ต้องหลับตาของมนุษย์ แล้วส่งใจไปจดจ่ออยู่ที่ศูนย์ดวงปฐมมรรค ในชั้นกายทิพย์ เมื่อถอดกายไปยังที่ต่างๆ ได้รู้เห็นเหตุการณ์ เหมือนตาเห็น คล้ายกับนอนหลับฝัน เห็นทั้งๆ ตื่นอยู่

            คนธรรมดาทั่วไป เวลานอนหลับย่อมไม่รู้สึกตัว จะตื่นเมื่อไรก็ไม่สามารถกำหนดได้ แต่ถ้าถึงชั้น กายทิพย์แล้วจะต้องการให้หลับเมื่อไร ก็หลับได้ จะให้ตื่นเมื่อไร ก็ทำให้ตื่นขึ้นได้ตามใจชอบ พวกฤๅษีที่ได้บำเพ็ญฌาน เขาก็ทำได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังอยู่ในขั้นสมถะนั้นเอง

            เห็น จำ คิด รู้ มีอยู่ในดวงปฐมมรรคนั้น แต่ตาของกายทิพย์ก็มองเห็นอย่างธรรมกายไม่ได้ เพราะเหมือนอยู่ในกระเปาะไข่ ไม่สามารถเห็นโลกตามความเป็นจริงได้

 

(3) การเห็นในกายพรหม อรูปพรหม

            ส่วนพวกที่บำเพ็ญได้จนถึงชั้นรูปฌาน และอรูปฌาน เป็นพวกพรหมอยู่ในพรหมโลก ก็ยังอยู่ ในภพของตัวเองเหมือนลูกไก่อยู่ในไข่เหมือนกัน ยังไม่สามารถเห็นโลกอย่างแจ่มแจ้งเหมือนกับพระธรรมกายได้ จึงเรียกกันว่า ฌานโลกีย์ ยังเรียกวิปัสสนาไม่ได้ เป็นเพียงขั้นสมถะ แต่นั่นก็ยังเป็นรากฐานให้ก้าวขึ้นสู่ ขั้นวิปัสสนาได้

            สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก็ได้เรียนฌานมาแล้วจากในสำนักฤๅษี กล่าวคือ อาฬารดาบส และอุทกดาบส ก็ได้ผลเพียงแค่นั้น พระองค์เห็นว่ายังมีอะไรดียิ่งกว่านั้น จึงได้ประกอบพระมหาวิริยะ บำเพ็ญเพียรต่อไป จนในที่สุดพระองค์ได้บรรลุวิปัสสนาวิชชา เมื่อถึงขั้นนี้แล้วจึงมองเห็นสามัญลักษณะ เห็นนามรูปด้วยตาธรรมกาย เพราะพระองค์ทะลุกระเปาะไข่ คือ โลกออกมาได้แล้ว สภาพเหตุการณ์ทั้งหลาย พระองค์รู้เห็นหมด แต่มิใช่รู้ก่อนเห็น พระองค์เห็นก่อนรู้ทั้งสิ้น

            โดยสรุปแล้ว การเห็นด้วยตาของกายมนุษย์ ตากายทิพย์ ตารูปพรหมและอรูปพรหมก็เป็นเพียงปัจจัยเพื่อให้บรรลุมรรคผลเท่านั้น ต้องเห็นด้วยตาธรรมกายจึงจะบรรลุมรรคผลได้

            และการเห็นด้วยตากายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม รูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม อรูปพรหมละเอียด เห็นเท่าไรก็เห็นไป เรียกว่าอยู่ในหน้าที่สมถะทั้งนั้น ไม่ใช่วิปัสสนา ถ้าวิปัสสนาละก็ต้องเห็นด้วยตาธรรมกาย นั่นแหละเป็นตัววิปัสสนาจริงๆ

 

------------------------------------------------------------------------

จากหนังสือ DOUMD 305  สมาธิ 5

หลักสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน