ตัดมหาปลิโพธ 10 ประการ

วันที่ 17 กค. พ.ศ.2558

 

ตัดมหาปลิโพธ 10 ประการ

            ปลิโพธ แปลว่า ความกังวล เป็นสิ่งผูกพันหน่วงเหนี่ยวใจให้พะวักพะวน ไม่ปลอดโปร่ง

 

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแสดง มหาปลิโพธ (ความกังวลใหญ่) ไว้ 10 อย่าง คือ

1.อาวาส หมายถึง ที่อยู่ วัดวาอาราม สิ่งของเครื่องใช้ในอาวาส และการงานที่เกี่ยวเนื่อง

2.กุละ หมายถึง ตระกูล หรือบุคคลที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมาก

3.ลาภ หมายถึง สิ่งของที่โยมถวายด้วยใจที่เลื่อมใส หรือสิ่งของที่ได้มา

4.คณะ หมายถึง มีคณะศิษย์ที่ต้องสอน ยุ่งอยู่กับงานสอนและแก้ความสงสัยของเขา

5.กรรม หมายถึง การงาน โดยเฉพาะการก่อสร้าง

6.อัทธานะ หมายถึง การเดินทางไกล เพราะมีกิจธุระ

7.ญาติ หมายถึง ญาติทางบ้าน หรือญาติทางวัด คือ พระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ ลูกศิษย์

8.อาพาธ หมายถึง ตนเองป่วยไข้

9.คันถะ หมายถึง ปริยัติ หรือสิ่งที่เล่าเรียน

10.อิทธิ หมายถึง ฤทธิ์ของปุถุชน

 

            มหาปลิโพธ 10 ประการนี้ ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมยังข้องติดอยู่แล้วไม่อาจตัดกังวลจากใจได้ ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ และยากที่จะเกิดความก้าวหน้าในการเจริญสมาธิ ดังอุทาหรณ์จากเรื่องราวของพระเถระผู้อยู่ในถูปาราม มีเรื่องเล่าว่า กุลบุตร 2 คน เดินทางออกจากเมืองอนุราธปุระไปบวช ณ วัดชื่อว่า “    ถูปาราม” เมื่อบวชแล้ว รูปหนึ่งเรียนมาติกาได้คล่อง 3 มาติกา แล้วพอครบ 5 พรรษา ได้ไปอยู่ที่ชนบทชื่อว่า “    ปาจีนขัณฑราชี” ส่วนอีกรูปหนึ่งยังคงอยู่ที่ถูปารามนั้น รูปที่อยู่ ณ ปาจีนขัณฑราชี อยู่นานจนเป็น พระเถระจึงคิดว่า ที่นี้ เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรมมาก น่าจะชวนภิกษุผู้สหายมาอยู่ด้วย จึงเดินทางจากชนบทนั้นมายังถูปาราม

            พระเถระผู้สหาย พอเห็นท่านมาถึงถูปาราม จึงต้อนรับพาเข้าสู่ที่พัก พระเถระผู้มาจากปาจีนขันฑ-ราชี เมื่อเข้าสู่ที่พัก ก็คิดว่า สักครู่ สหายของเราคงส่งเนยใสหรือน้ำอ้อย หรือน้ำปานะอย่างใดอย่างหนึ่งมาให้ แต่จนดึกท่านก็ไม่ได้รับ พอรุ่งเช้า จึงคิดอีกว่า เดี๋ยวสหายเราคงส่งข้าวต้มและกับที่พวกอุปัฏฐากจัดถวาย ปรากฏว่าไม่มี จึงคิดต่อไปอีกว่า เออนะ ถ้าไม่มีใครจัดถวาย พวกอุปัฏฐากคงคอยถวาย เมื่อสหายเราเข้าไป บิณฑบาตกระมัง จึงเข้าไปบิณฑบาตในเมืองกับพระเถระผู้สหาย แต่ปรากฏว่าท่านทั้งสองได้ข้าวต้มเพียงกระบวยเดียว จึงเดินไปนั่งดื่มในโรงฉันยังไม่กลับวัด ท่านก็ยังคิดอยู่อีกว่า ข้าวต้มประจำไม่มีในเวลาฉันข้าวสวย คนทั้งหลายคงจะมาถวายอาหารอย่างประณีต แต่แล้วก็ไม่มี ท่านก็ได้อาหารที่ไปบิณฑบาตมาเพียงเท่านั้น จึงทนนิ่งต่อไปไม่ไหว พูดว่า

 

“    อาวุโส! ท่านเลี้ยงอัตภาพมาอย่างนี้ตลอดเวลาหรือ”

 

เมื่อพระเถระผู้สหายรับว่าเป็นอย่างนั้น จึงเอ่ยปากชวนว่า

“    ที่ชนบทปาจีนขัณฑราชี เป็นที่ผาสุก เราอยู่ที่นั้นกันเถิด”

 

พระเถระผู้สหายรับปากตกลงไป จึงเดินออกจากพระนครทางประตูทิศใต้ เดินไปตามทางที่จะไปหมู่บ้านช่างหม้อเลย ไม่เดินกลับวัดก่อน พระเถระผู้มาจากชนบทปาจีนขัณฑราชีจึงท้วงว่า

“    อาวุโส! ทำไมท่านเดินมาทางนี้เล่า”

 

พระเถระผู้สหายตอบว่า

“    ท่านกล่าวชวนไปชนบทปาจีนขัณฑราชีมิใช่หรือ จะไปที่นั้นก็ต้องเดินไปทางนี้นะสิ”

 

ท่านจึงประหลาดใจที่ภิกษุผู้สหายไม่ไปเก็บของที่วัด จึงถามว่า”ในที่ท่านอยู่มานานถึงเพียงนี้ อติเรกบริขาร2) อย่างหนึ่งไม่มีเลยหรือ”

พระเถระผู้สหายรับว่า

“    ไม่มีเลย อาวุโส ตั่งเตียงก็เป็นของสงฆ์ เราก็เก็บเรียบร้อยแล้ว ของอะไรอื่นผมไม่มี จึงไม่จำเป็นต้องกลับวัดก่อน”

 

พระเถระผู้มาจากชนบทจึงบอกว่า

“    แต่ไม้เท้าและกระบอกน้ำมัน รองเท้า ถลกบาตรของผมยังมีอยู่ที่นั้น”

 

พระเถระผู้สหายกล่าวว่า”อาวุโส! ท่านมาพักอยู่วันเดียว ยังมีของมาไว้ ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”พระเถระผู้มาจากชนบทรับว่าอย่างนั้น มีจิตเลื่อมใสไหว้พระเถระผู้สหายแล้วกล่าวว่า

“    ท่านผู้เจริญ สำหรับพระภิกษุอย่างท่านแล้ว การอยู่ป่าย่อมเป็นไปได้ทุกแห่ง ขอท่านจงอยู่ในถูปารามนี้เถิด อย่าต้องไปชนบทกับผมเลย”

 

ดังนี้แล้ว รุ่งขึ้นก็ถือบาตรจีวรกลับไปรูปเดียว จากเรื่องนี้ มหาปลิโพธใดๆ ย่อมไม่มีแก่พระเถระผู้อยู่ในถูปาราม เพราะท่านเป็นผู้มักน้อย สันโดษ เที่ยวไปประดุจนกน้อยในอากาศ

 

------------------------------------------------------------------------

2) สิ่งของเครื่องใช้ ที่นอกเหนือจากอัฏฐบริขาร

จากหนังสือ DOUMD 305  สมาธิ 5

หลักสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร