ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร

วันที่ 20 กค. พ.ศ.2558

 

 

 

ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร


    ชีวิตหลังความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนที่อยู่ เนื่องจากเราต้องไปเกิดอีก บ้านหลังเก่าคือ ร่างกายที่เราอาศัยอยู่ตั้งแต่เด็กนี้ เมื่ออายุมากเข้าก็จะหมดสภาพไป ตามกาลเวลาคือ โรคชราถามหาแล้วก็ต้องจากโลกนี้ไป บางท่านยังไม่แก่ แต่ป่วยไข้ หรือเกิดอุบัติเหตุร่างกายแหลกสลายตายไป


เปรียบกายมนุษย์เหมือนบ้าน
    หากเปรียบกายมนุษย์เหมือนบ้าน บางทีก็เก่าจนผุพัง บางทีก็ถูกไฟไหม้ ถูกแผ่นดินไหว ถูกทุบรื้อทำลาย กายเราก็เช่นกัน หมดสภาพด้วยหลายสาเหตุ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม เมื่อร่างกายนี้หมดสภาพจนเราไม่อาจอาศัยอยู่ต่อไปได้ก็ต้องทิ้งไป เมื่อหลุดออกไปปุ๊บก็ต้องไปหาบ้านใหม่อยู่ ในทางโลกหากบ้านหลังเก่าอยู่ไม่ได้ เพราะเจอปัญหาสารพัดอย่าง ก็ต้องไปหาที่อยู่ใหม่ แล้วเราจะหาซื้อบ้านหลังใหญ่โตได้มากเท่าใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามีทุนเท่าไร ถ้ามีทุนมากก็สร้างคฤหาสน์สร้างปราสาทได้ แต่ถ้ามีทุนน้อยก็อาจจะได้อยู่กระต๊อบหลังเล็กๆ เท่านั้น หรือถ้าไม่มีทุนเลยก็อาจจะต้องไปอาศัยเขาอยู่หรือเป็นคนเร่ร่อนจรจัดก็เป็นได้ ในลักษณะเดียวกันถ้าเราสร้างบุญไว้มาก เราก็มีสิทธิ์ไปอยู่ในกายที่ละเอียด ประณีตขึ้น เช่น กายทิพย์ของเทวดา นางฟ้า กายพรหม กายอรูปพรหม เป็นต้น ถ้ามีบุญกุศลมากขึ้นจนกระทั่งหมดกิเลสก็ได้อาศัยกายธรรม เข้าพระนิพพานไปเลย แต่ถ้าเราสร้างบุญไว้น้อย ก็อาจจะได้เป็นเพียงภุมมเทวา คือ เทวดาที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน หรืออาจจะเป็นเพียงกายสัมภเวสี เร่ไปร่อนมาวนเวียนหาที่เกิดก็ได้


    ถ้าเราบุญน้อยลงไปอีกและบาปมาก ก็เริ่มต้องไปอาศัยกายสัตว์เดรัจฉานอยู่ อาจจะกลายเป็นเสือ ช้าง กวาง เก้ง หมู หมา กา ไก่ หรือ ถ้าเกิดว่ามีบาปมากขึ้นไปอีก ก็ไปเกิดเป็นเปรตบ้าง อสุรกายบ้าง หน้าตาหน้ากลัวทีเดียว คนไหนขี้เหนียวมากๆ ไม่เคยแบ่งปันอะไรให้ใคร แถมยังไปขโมยของเขา ขโมยของวัด ขโมยของชาวบ้าน ก็จะไปเกิดเป็นเปรตพุงโร หัวโต ปากลีบ หิวโซ เพราะกินอะไรไม่ได้ แถมยังมีอายุยืนยาวเป็นล้านๆปีอีกด้วย ต้องทนทุกข์ทรมานมาก หากไปตกนรกเข้า ก็ต้องเจอกับทัณฑ์ทรมานสารพัดชนิด มหานรกมีทั้งหมด 8 ขุม ขุมที่ลึกที่สุดคือ อเวจีมหานรกเป็นมหานรกขุมที่ 8 มหานรกแต่ละขุมจะมีนรกขุมบริวาร คือ อุสสทนรก และยมโลกอยู่ล้อมรอบอยู่ การจะได้ไปเกิดในนรกขุมไหนก็แล้วแต่ว่าใครทำกรรมประเภทใดมา
“ ตกนรกเหมือนติดคุก ” นอกจากจะไม่มีบ้านอยู่แล้ว ยังต้องถูกจองจำ สัตว์นรกตัวโตใหญ่ น่าเกลียดน่ากลัว ถูกลงโทษทรมานสารพัด เราทุกคนไม่มีใครที่ไม่เคยขึ้นสวรรค์เป็นเทวดา นางฟ้า มาก่อน แล้วก็ไม่มีใครไม่เคยตกนรกเลย เราล้วนเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น ตอนนี้เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว จงอย่าประมาทในการทำความดี ยิ่งเกิดมาแล้วได้พบพระพุทธศาสนา มาพบเนื้อนาบุญอย่างนี้ ก็ให้ตั้งใจสร้างบุญให้เต็มที่ ถึงจะคุ้มกับที่อุตส่าห์มีบุญเกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา 


    ใครที่ได้พบพระพุทธศาสนา แล้วไม่หมั่นสร้างบุญนั้นน่าเสียดาย มิหนำซ้ำใครที่นอกจากจะไม่หมั่นสร้างบุญแล้วยังเกิดมีความผิดเพี้ยนไปจาบจ้วงล่วงเกินและดูหมิ่นพระรัตนตรัย ต้องบอกเลยว่าน่ากลัวจริงๆ อันตรายมากๆ ดังนั้นเราอย่าได้เผลอดูหมิ่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เด็ดขาด แต่ให้ตั้งใจขวนขวายสร้างความดีแล้วหลีกเลี่ยงอกุศลกรรมทั้งปวง หากทำได้อย่างนี้แล้วล่ะก็ ถือว่าเราเตรียมตัวก่อนตายได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว


วัตถุประสงค์ของการจัดงานศพ
    เรื่องราวของการจัดพิธีกรรมทางศาสนา เวลามีคนที่เรารักตายไปนั้น เราจะเห็นว่าศาสนาแต่ละศาสนาในแต่ละประเทศ ก็มีพิธีกรรมแตกต่างกันไป หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดงานศพว่า พิธีกรรมแบบนี้มีไว้เพื่ออะไร แล้วจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ตายจริงๆ
    เนื่องจากผู้ตายก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปไหน ส่วนญาติพี่น้องเองก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่เกิดการสูญเสีย ขึ้นและรู้สึกโศกเศร้าเสียใจ เพราะฉะนั้นหากมองว่าพิธีกรรมต่างๆ เป็นเพียงการปลอบประโลมใจก็เป็นการจัดพิธี เพื่อให้ญาติมิตรมาชุมนุมกัน ได้แสดงความระลึกถึงกัน ถือเป็นการให้เกียรติผู้ตาย กระทั่งบางทีการจัดงานก็กลายเป็นหน้าตาของญาติพี่น้องของผู้ตายที่ยังมีชีวิตอยู่ บางท่านจัดงานพิธีแล้วมองไปถึงขนาดที่ว่าเมื่อจัดงานแล้วผู้ตายรวมทั้งครอบครัว ญาติมิตรที่ยังอยู่นั้น มีศักดิ์ศรีขนาดไหน แขกมาร่วมงานมากน้อยเพียงใด แจกของชำร่วยอะไร ดูดีหรือไม่ กลายเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีหน้าตา จนกระทั่งมีบางคนเอ่ยว่า “ คนตายขายคนเป็น ” คือ เมื่อมีคนในครอบครัวตายทีหนึ่ง คนที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องจัดงานศพใหญ่โตจนเกิดค่าใช้จ่ายมากมาย แต่หากเรารู้หลักความจริงในพระพุทธศาสนาแล้ว พิธีกรรมภายนอกเหล่านั้นเป็นแค่เปลือก เราควรให้ความสนใจให้ความสำคัญสาระมากกว่า ซึ่งสาระก็คือ “ คนตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้เลย ” แม้กระทั่งร่างกายของเขาเองก็ยังเอาไปไม่ได้ อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง สิ่งที่เอาไปได้เพียงอย่างเดียวคือ “ บุญกับบาปที่ติดอยู่ในกลางใจ ” เท่านั้นเอง พอเข้าใจอย่างนี้แล้ว สิ่งเดียวที่ญาติพี่น้องควรให้ผู้ตายก็คือบุญเท่านั้นเอง


    บางท่านไม่รู้หลักปฏิบัติ เมื่อมีบุคคลอันเป็นที่รักตายก็เอาแต่ร้องไห้ คร่ำครวญ มีความรู้สึกเหมือนกับว่าเขายังไม่ตายยังอยู่กับตน บางคนซึ่งยังไม่อยากตาย ก็ฝากความหวังว่าตนอาจจะมีโอกาสฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างเช่นพระมหากษัตริย์อียิปต์ในอดีตมีความหวังว่าเมื่อตนเองตายแล้ว ในอนาคตอาจฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ จึงสั่งทำศพเป็นมัมมี่ (Mummy) พันผ้าฉีดยารักษาร่างเอาไว้ เผื่อว่าตนเองจะฟื้นขึ้นมาในอนาคต เขาลงทุนลงแรงสารพัดทั้งรักษาร่างกายไม่ให้เน่าเปื่อย ทั้งสร้างพีระมิด (Pyramid) ให้อยู่ ซึ่งจริงๆมันก็ไม่ได้สาระประโยชน์อะไร หากใครเคยเห็นมัมมี่ที่ถูกแกะผ้าออกมาแล้ว ก็ปรากฏว่าแห้งกรังอยู่อย่างนั้น หมดค่าใช้จ่ายมหาศาลโดยเปล่าประโยชน์ บางท่านมัวแต่โศกเศร้าคร่ำครวญกอดศพลูกของตน กระทั่งสัตว์เลี้ยงของตนที่ตายแล้วไม่ยอมปล่อย อย่างนี้ก็ไม่ใช่สาระ เราต้องเข้าใจหลักธรรมว่า สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ เมื่อตายลง เจ้าตัวก็ทิ้งร่างไป เมื่อละโลกไปแล้วร่างกายนั้นก็เหมือนเป็นของปฏิกูลน่ารังเกียจ เขาไม่มาสนใจใยดีร่างกายนี้อีกแล้ว เขาไปเป็นกายละเอียดแบบใหม่ของเขาตามกำลังบุญกำลังบาปนั่นเอง


    เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจหลักธรรมในพระพุทธศาสนาข้อนี้ แล้วอย่าไปยึดติดกับกายหยาบนี้จนเกินไปนัก หากคิดถึงเขาก็ส่งบุญไปให้ด้วยการทำความดี หมั่นสร้างบุญสร้างกุศลส่งไปให้เขานั่นเอง ดังนั้น การจะให้ผู้ตายได้รับบุญ ญาติมิตรก็ควรจัดพิธีสวดพระอภิธรรม โดยมีธรรมเนียมคือ 7 วัน เพราะถ้าผู้ตายไม่ได้มีบุญมากจริงๆ หรือมีบาปหนักจริงๆ ส่วนใหญ่เมื่อตายแล้วเขาจะวนเวียนอยู่ 7 วัน แล้วจึงไปยมโลกเพื่อรอการพิพากษาของพญายมราช ซึ่งในช่วง 7 วันนี้เอง ผู้ตายยังมีโอกาสมาฟังสวดพระอภิธรรม ได้และยังมีโอกาสได้รับบุญได้อย่างเต็มที่อีกด้วย เพราะฉะนั้น ให้อาศัย 7 วันนี้ส่งบุญให้แก่ผู้ตาย โดยญาติพี่น้องรีบทำบุญส่งไปให้เขา พอครบ 7 วัน ยมทูตนุ่งผ้าหยักรั้งสีแดงผมหยิกหยอย ผิวดำหน้าตาขมึงทึงจะมาคุมตัวไปยมโลกเพื่อรับคำพิพากษาซึ่งผู้ตายอาจจะต้องไปตกในนรกขุมลึกๆ หรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่เราส่งบุญไปไม่ถึงก็มี ดังนั้นในช่วง 7 วันนี้ผู้ตายยังมีโอกาสรับบุญอยู่ให้เรารีบส่งบุญกุศลไปให้ผู้ตายจะดีกว่า


    ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักอ้างว่างานยุ่ง ถ้ามีคนในครอบครัวตายแล้วจะสวดพระอภิธรรมถึง 7 วัน ไม่ค่อยไหว บางงานสวดเพียง 3 วัน หรือบางงานสวดวันเดียวก็มี แต่ความจริงแล้วขอเพียงเราจับหลักสำคัญให้ได้ว่า การจัดงานศพหรือพิธีสวดพระอภิธรรมนั้น เป็นการส่งบุญไปให้ผู้ตาย เพราะฉะนั้นสาระอยู่ที่ว่า “ ทำให้เกิดบุญ แล้วเอาบุญส่งไปให้ผู้ตาย ” ยิ่งถ้าช่วงกลางวันญาติพี่น้องพากันไปทำบุญเลี้ยงพระด้วยยิ่งดีใหญ่แล้วร่วมกันสร้างบุญใหญ่ เช่น สร้างพระ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สร้างบุญอะไรก็ได้เท่าที่เราทำไหว แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์การฟังสวดพระอภิธรรม อาราธนาศีล ฟังพระสวดพระพุทธมนต์ เหล่านี้เป็นทางมาแห่งบุญทางหนึ่ง แต่ถ้าพระสวดไปเราก็คุยกันไป อย่างนี้บุญที่ได้ก็จะน้อย ถ้าจะให้ได้บุญมากเวลาพระสวดก็ให้ตั้งใจฟังทำสมาธิไปด้วย แล้วระลึกนึกถึงผู้วายชนม์ นึกให้เห็นเขาใสๆ อยู่ที่กลางท้องของเรา ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ แล้วส่งบุญไปให้เขาอย่างนี้ล่ะก็บุญที่ได้ก็จะเต็มเม็ดเต็มหน่วย จับหัวใจสำคัญตรงนี้ได้แล้ว เราก็จะมีวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง 


พิธีกงเต๊กส่งถึงผู้ตายหรือไม่ ?
    “ กงเต๊ก ” คือ การทำบุญให้แก่ผู้ตายตามพิธีกรรมของนักบวชนิกายจีนและญวน โดยมีการสวดและเผากระดาษเป็นรูปต่างๆ เช่นบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้ เงินทอง ส่งไปเพื่อหวังให้ผู้ที่ตายไปแล้วได้มีชีวิตสุขสบาย ซึ่งเราจะเห็นในพิธีงานศพของชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ชาวพุทธหลายท่านอาจจะสงสัยว่า พิธีกรรมนี้ส่งถึงผู้ตายจริงหรือไม่
    จริงๆแล้วสิ่งที่จะส่งถึงผู้ตายได้มีอย่างเดียวคือ บุญ ถามว่าเผาแล้วเกิดบุญหรือไม่ ถ้าไม่เกิดบุญก็ส่งไปไม่ถึง ถ้าเกิดบุญก็ส่งถึง ให้ลองคิดดูเองง่ายๆว่า ขนาดร่างกายของตัวเองยังเอาไปไม่ได้ แล้วจะเอาอย่างอื่นไปได้อย่างไร จะได้ไปก็คือบุญกับบาปเท่านั้น


    หากย้อนถามว่า ธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็มาจากความรู้สึกของคนเราที่คุ้นกับของหยาบ เมื่อเห็นว่าญาติพี่น้องที่ตายไปทุกคนต่างทิ้งสมบัติทุกอย่างไว้ในโลก ไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปเลย เมื่ออยากให้เขาอยู่อย่างสบายก็เลยอยากจะส่งข้าวของต่างๆ ไปให้เขา
    ในสมัยก่อนมีความเชื่อที่หนักกว่าปัจจุบัน คือ เมื่อตายแล้วก็จับนางสนม นางกำนัล ทหาร ขุนนางไปฆ่า หรือฝังทั้งเป็นในสุสานจักรพรรดิอย่างจิ๋นซีฮ่องเต้ เพราะมีความเชื่อที่ว่า นางสนมกำนัลเหล่านั้นจะได้ตามไปรับใช้จักรพรรดิที่สวรรคตลง ซึ่งการทำแบบนี้ฮ่องเต้ก็ยิ่งบาปหนักเข้าไปอีก ถ้าตกนรกก็ลงขุมลึกเข้าไปอีก สาเหตุก็เพราะมนุษย์รู้จักแต่ของหยาบไม่เข้าใจเรื่องบุญ


    คนทั่วไปมักจะมีความรู้สึกว่า มีอะไรก็ส่งไปให้ผู้ตายได้ง่ายๆ อยากส่งคนรับใช้ไปให้ก็จับไปฝังเสียด้วยกัน บางคนอยากส่งข้าวของเครื่องใช้ไปให้ผู้ตายไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เอาไฟเผาให้รู้สึกว่าข้าวของมันหายไปจากโลกนี้แล้ว มันก็คงไปปรากฎอยู่ในปรโลกแล้วกระมัง
    บางคนเกิดมายากจน แต่เห็นเศรษฐีเขาเผาข้าวของเงินทองไปให้ญาติที่ตายไปแล้ว เห็นเขาทำกันก็อยากจะทำบ้าง แต่ตนเองไม่มีเงินจะเผาแบงค์เป็นปึกๆ ก็ไม่มี ก็เลยทำแบงค์กงเต๊กขึ้นมา แล้วเผาไปให้แทนหรืออยากจะส่งรถไปให้ก็ทำรถเทียมขึ้นมา อยากให้บ้านก็ทำบ้านเทียมขึ้นมา อยากให้คนใช้ก็ทำคนใช้เทียมขึ้นมา เพราะจะจับใครไปฝังไปเผาอย่างคนมีอำนาจเขาก็ทำไม่ได้ ก็เลยเป็นที่มาของธรรมเนียมกงเต๊ก


    แต่หัวใจสำคัญจริงๆ คือต้องอยู่ที่บุญ จะถึงหรือไม่ถึงให้ถามตัวเอง ว่าทำอย่างนี้แล้วเกิดบุญหรือไม่ “ ถ้าเกิดบุญก็ถึง ถ้าไม่เกิดบุญก็ไม่ถึงผู้ตาย ”
วิธีการปฏิบัติตนเมื่อคนรักจากไป
    บุคคลที่ละโลกไปแล้วเขาก็อาจจะไปดีแล้ว แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่บางคนก็จมอยู่กับความเศร้าโศกเสียใจ ในกรณีเช่นนี้ถามว่า ถ้าคนที่เรารักจากไป เราควรทำอย่างไร ... ก็ให้เรารู้ว่ามนุษย์ทุกคนตายแน่ยอมรับความจริงข้อนี้ก่อน และถ้าตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนอยู่ที่เสบียงคือ บุญ เพราะฉะนั้นรักใคร คิดถึงใครก็ให้สร้างบุญส่งไปให้เขา


    ในครั้งพุทธกาล เคยมีหญิงที่ลูกตายตั้งแต่ยังเล็ก ลูกสุดที่รักตายอยู่ในอ้อมกอดของตน หญิงนางนี้เศร้าโศกเสียใจมาก วิ่งอุ้มศพลูกไปขอให้ทุกคนช่วยเหลือ ร้องคร่ำครวญตลอดทาง “ ...ช่วยลูกฉันด้วย ” แต่ก็ไม่มีใครช่วยได้
    ผู้พบเห็นก็สงสาร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้อย่างไร เพราะเด็กได้ตายไปแล้ว แต่หญิงผู้นี้ก็ไม่ยอม พยายามหาคนอื่นๆให้ช่วยต่อไป จนสุดท้ายนางมาถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “ ได้ ” เมื่อนางได้ยินคำว่า “ ได้ ” ก็ใจชื้อ หูตาสว่างไสว กราบขอบพระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทูลถามว่าตนต้องทำอย่างไร
    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ให้ไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย ไม่เคยมีญาติพี่น้องตายเลย หญิงนางนั้นดีใจมากคิดว่าลูกเรารอดแล้วคราวนี้ รีบวิ่งไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดทีละบ้านๆ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นหาได้ง่ายเพราะมีอยู่มาก แต่ว่าบ้านที่ไม่เคยมีคนตายนั้นไม่มี ถามบ้านไหนก็ล้วนมีคนเคยตายมาแล้วทั้งหมด 


    นางไล่ถามไปทั้งเมือง จนในที่สุดนางก็เริ่มคิดได้ว่า บ้านไหนๆก็ล้วนมีคนตายทั้งสิ้น การตายนั้นเป็นเรื่องปกติเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เมื่อคิดได้นางก็มากราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสุดท้ายจึงคลายใจจากลูกตนเองได้ แล้วขอบวชปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมในที่สุด
    ถ้าเราเข้าใจหลักความจริงข้อนี้ว่า ไม่ใช่เพียงบุคคลที่เป็นที่รักของเราเท่านั้นแม้แต่ตัวเราเองก็ต้องตาย ดังนั้นจงเตรียมตัวก่อนตายไว้ดีกว่า ด้วยการสร้างบุญกุศลให้เต็มที่ ห่างไกลจากบาปกรรมอกุศลอย่างนี้ เมื่อละโลกแล้วเราก็จะได้ไปดี
    เราจะเห็นได้ว่าความตายไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเลย เราควรหมั่นระลึกถึงความตาย เจริญมรณานุสสติทุกๆวัน ทุกๆลมหายใจ เพื่อที่เราจะได้ไม่ประมาท ในการละทำความชั่ว ทำความดี และทำใจให้ผ่องใส สำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็อย่าลืมส่งบุญให้กับบุคคลที่เรารัก ที่เขาละโลกไปแล้วให้มาก และบ่อยครั้ง เพราะว่าเขาต้องการบุญมากที่สุด ที่สำคัญเราเองก็จะได้มีความสุขสบายหลังจากที่ต้องละโลกไปแล้วด้วยเช่นกัน

 

--------------------------------------------------------------------------------------

 

ไขปัญหาความเชื่อ


รวบรวมหลักธรรมคำบรรยายของ "พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฆ" ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ อดีตชาติ การแก้กรรม ชีวิตหลังความตาย และข้อคิดจาดความตาย เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหนทางสู่ความสุข ความสงบภายในจิตใจ ถ่ายทอดด้วยสำนวนภาษาอ่านง่าย ให้ข้อคิดอันหลากหลาย ซึ่งคุณสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี


http://tltpress.com/book004.html#

ซีเอ็ดบุ๊ค เซนเตอร์

ร้านนายอินทร์

ศูนย์หนังสือจุฬา