อุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำอย่างถูกวิธี

วันที่ 21 กค. พ.ศ.2558

 

 

อุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำอย่างถูกวิธี


    การกรวดน้ำ เพื่ออุทิศส่วนกุศลนั้น ถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งเพื่อให้ใจเป็นสมาธิ คือ คนทั่วไปไม่ค่อยได้ฝึกสมาธิมาก่อนถึงคราวต้องอุทิศส่วนกุศลจึงไม่สามารถรวมใจให้เป็นสมาธิได้ เปรียบเหมือนเครื่องส่งสัญญาณที่มีกำลังอ่อนแรง ซึ่งถ้าใจใครเป็นสมาธิเวลาส่งบุญไปแล้วมันจะแรง ดังนั้นคนที่ไม่เคยฝึกสมาธิ กำลังส่งมันจึงอ่อนแรง การกรวดน้ำจึงเป็นอุบายทำให้เกิดสมาธิทางหนึ่ง โดยอาศัยจังหวะที่น้ำรินไหล พอเราเอาใจจดจ่อที่น้ำ ไม่ไปคิดฟุ้งซ่านเรื่องอื่น เมื่อใจเป็นสมาธิจดจ่อเครื่องส่งก็จะแรงขึ้นบุญก็จะถูกส่งไปได้เต็มที่มากขึ้น


    บางคนเข้าใจผิด นึกว่าบุญมาจากสายน้ำที่ไหล จึงเอามือไปจ่อกันตั้งหลายมือ พอรินเสร็จเรียบร้อยน้ำที่ไหลผ่านมือที่เปื้อนออกมาดำเลยจริงๆ แล้วบุญไม่ได้มาตามสายน้ำ ที่เขาเอานิ้วไปจ่อ เพราะว่าส่วนใหญ่จะใช้แก้วใส่น้ำกรวดน้ำ เมื่อเราค่อยๆ เทน้ำ น้ำจะย้อยก้นแก้ว จึงต้องเอานิ้วไปจ่อที่ปากแก้ว น้ำจะได้ไหลตามนิ้วมือลงไปไม่หกเลอะเทอะ
    แต่ถ้าใช้ภาชนะสำหรับกรวดน้ำเป็นกิจจะลักษณะ เช่น กาหรือคณโฑซึ่งเทแล้วน้ำไม่ย้อยก้นแก้ว เราก็จะค่อยๆเทน้ำลงไปเลย ไม่มีใครเอานิ้วไปจ่อ แล้วจังหวะที่น้ำไหลนี้เอง  ก็เอาใจจดจ่อที่น้ำ จะทำให้ใจเป็นสมาธิระดับหนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อจะได้ส่งบุญไปด้วยกำลังที่แรงขึ้น 


    สำหรับผู้ที่เคยฝึกสมาธิมาก่อน ถึงแม้ไม่ได้กรวดน้ำก็สามารถอุทิศส่วนกุศลได้แรงด้วยการพนมมือรับพร แล้วก็ทำใจนิ่งๆเป็นสมาธินึกให้บุญกุศลที่เกิดขึ้นไปถึงหมู่ญาติของเราเองที่ละโลกไปแล้ว จะเป็นพ่อแม่ที่ท่านละโลกไปแล้วก็ตาม หรือ ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษ ผู้มีพระคุณทั้งหลายก็ตาม ให้เรานึกถึงท่านด้วยใจใสๆ ที่กลางท้องของเรา ว่าบุญนี้ขออุทิศให้ท่าน  คนที่เคยฝึกสมาธิแล้วทำได้อย่างนี้ บุญจะส่งได้เต็มที่ยิ่งกว่าคนที่กรวดน้ำอีก ระหว่างกรดน้ำ เราไม่จำเป็นต้องท่องบทสวดกรวดน้ำก็ได้ เพราะการท่องบทสวดนั้น เป็นอุบายให้ใจเป็นสมาธิสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฝึกสมาธิและถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น แต่คนที่เคยฝึกสมาธิแล้วจะกล่าวตามเขาไปก็ไม่เสียหาย เพียงให้รู้ว่าโดยหลักจริงๆแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นอุบายให้ใจเป็นสมาธิ เพื่อที่เราจะส่งบุญไปได้แรงขึ้นเท่านั้น 


    การกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลบุญจะไปถึงผู้รับได้ในกรณี ผู้นั้นละโลกไปแล้วและต้องอยู่ในสถานภาพที่เหมาะสมเท่านั้น หากไปเกิดเป็นเปรตบุญก็ส่งถึง หรือเป็นเทวดาบุญก็ส่งถึง เป็นต้น กรณีผู้ที่ละโลกไปแล้ว แต่อยู่ในภพภูมิที่ไม่เหมาะสม เช่น ตกในมหานรกอยู่ ก็ยังไม่สามารถรับบุญกุศลนั้นได้ทันที แต่บุญจะไปรออยู่จนกว่าจะพ้นกรรมจากมหานรกมาบังเกิดอยู่ในยมโลกที่มีพญายมราช เขาจึงจะได้รับบุญที่อุทิศไปให้ แต่ถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แม้บุญนั้นจะส่งไปไม่ถึง แต่ตัวผู้ที่ทำบุญนั้นก็จะได้บุญตลอดเวลา


    หากเราต้องการให้ผู้มีพระคุณที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นได้บุญด้วย ก็ทำได้โดยการบอกกล่าวถึงบุญที่เราไปทำมาให้ท่านล่วงรู้ จะโทรศัพท์บอกก็ได้ไปเยี่ยมเยียนบอกกล่าวด้วยตัวเองก็ได้ แล้วให้ท่านอนุโมทนาบุญ เมื่อท่านอนุโมทนาบุญด้วยแล้ว ท่านก็จะได้รับบุญเรียกว่า “ ปัตตานุโมทนามัย ” ซึ่งบุญนั้นจะส่งผลถึงมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้นั่นเอง
    ทางมาแห่งบุญโดยย่อที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ “ บุญกิริยาวัตถุ 3 ” ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา เมื่อขยายละเอียดขึ้นมามี 10 ข้อ เรียกว่า “ บุญกิริยาวัตถุ 10 ” หนึ่งในนั้นคือ “ ปัตติทานมัย ” บุญสำเร็จด้วยการอุทิศส่วนกุศล คือ ผู้อุทิศส่วนกุศลก็ได้บุญ ส่วนคนที่มาอนุโมทนายินดีก็ได้มีส่วนในบุญนั้นด้วย


    บุญนั้นไม่ได้หมดไปเมื่อเราอุทิศส่วนกุศล เพราะการอุทิศส่วนกุศลนั้นเป็นทางมาแห่งบุญ เพียงเราเองมีจิตเมตตาหวังดีต่อสรรพชีวิต เมื่อเรานึกส่งบุญไปให้ใครแล้ว ใจเราก็เป็นกุศล จึงเป็นทางมาแห่งบุญเปรียบเสมือนกับว่า ถ้าใครมีเทียนอยู่ 1 เล่ม แล้วนำไปจุดต่อให้ไฟเทียนเล่มอื่นสว่างขึ้น ไฟนั้นย่อมไม่มีวันหมด ยิ่งจุดต่อก็ยิ่งสว่างไสวขึ้นทั่วถึงกัน
    เพราะฉะนั้น อย่าไปกลัวว่าบุญจะหมด ให้ใจเรามีเมตตาจิตแล้วส่งจิตอุทิศส่วนบุญไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณโดยฝึกให้เป็นเนืองนิตย์ เราเองจะเป็นคนที่ไม่มีเวรไม่มีภัยต่อใคร ใจสบาย ใครที่ร้ายๆ อารมณ์แรงๆ พอเจอเราแล้ว ก็จะกลับรู้สึกอารมณ์ดี ไม่มีปัญหา ไปถึงไหน ไม่มีเวรไม่มีภัยต่อใคร นี้คืออานิสงส์ของการมีเมตตา


ทำอย่างไรให้รวยทรัพย์และรวยเพื่อน
    “ การบอกบุญ ” ถือเป็นอานิสงส์ติดตัวอย่างหนึ่ง ต่อไปภายภาคหน้าเมื่อเราจะมีทรัพย์ เราจะไม่มีทรัพย์แบบโดดเดี่ยว แต่ว่าเราจะมีเพื่อนฝูง คนรู้จักเป็นคนดี และมีทรัพย์ตามไปด้วย บางคนชอบทำบุญแต่ไม่ชอบชวนใครเพราะเกรงใจ ทำให้ต่อไปเป็นคนรวยทรัพย์ แต่ไม่มีเพื่อน เหงา โดดเดี่ยว บางคนชอบชวนคนอื่นทำบุญแต่ตัวเองกลับไม่ทำ ส่งผลให้ต่อไปจะมีเพื่อนเป็นมหาเศรษฐีเป็นใหญ่เป็นโต อยู่รอบตัว แต่ตัวเองไม่ร่ำรวยเหมือนอย่างเขา ได้แต่ภูมิใจว่ามีเพื่อนรวย
    บางคนทั้งไม่ชอบชวนใครทำบุญ แล้วตัวเองก็ไม่ทำบุญด้วย แถมใครมาชวนก็ยังไปต่อว่าเขาอีก ต่อไปจะมีฐานะยากจน ไม่มีเพื่อนฝูงถ้ามีเพื่อนก็จะมีแต่เพื่อนที่ยากจนด้วยกัน ลำบากด้วยกันทั้งหมด สำหรับผู้ใดที่หมั่นทำบุญด้วยตัวเอง แล้วหมั่นชักชวนให้ผู้อื่นทำด้วย ต่อไปเราจะมีทรัพย์มาก มีชื่อเสียงเกียรติยศ ผู้คนยอมรับนับถือ พรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นผู้มีอำนาจ เกิดเป็นสมาคมมหาเศรษฐี สมาคมแห่งผู้ที่มีกำลังไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรจึงสำเร็จโดยง่าย เพราะเครือข่ายเพื่อนฝูงคอยช่วยเหลือเกื้อหนุนกัน


    เพราะฉะนั้น ถ้าทำความดีแล้วอย่าทำเพียงคนเดียว หมั่นชักชวนผู้อื่นไปทำบุญด้วยกันมากๆ บุญจะได้ส่งให้เราเป็นคนมีพวกพ้อง เพื่อนฝูงมากนั่นเอง บางท่านบอกว่าเกรงใจจังเลยเวลาจะไปชวนใครทำบุญ เพราะคิดว่าเขาอาจจะต้องเอาปัจจัยมาให้ก็เลยเกรงใจไม่กล้าบอก ทั้งๆที่จริงแล้วเราชวนกันไปทำความดี ถ้าทำแล้วเขาจะได้บุญกุศล ต่อไปเขาจะดีขึ้นเพราะมีบุญกุศลติดตัวไป ตายแล้วก็ยังเอาติดตัวไปได้อีก เพราะฉะนั้นการไปบอกบุญผู้อื่น ต้องไปด้วยความรู้สึกว่าเราเอาบุญไปให้ไม่ใช่ไปเอา
    ลองคิดดู คนที่ชวนเพื่อนไปดื่มสุรา เขาก็ต้องเสียเงิน เสียสุขภาพ เสียครอบครัว เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง แต่คนชวนกลับชวนอย่างเต็มปากเต็มคำ ไม่รู้สึกเกรงใจว่า “ อย่าไปชวนเขาดื่มสุราเลย เดี๋ยวเขาจะเสียเงินเสียทองแถมยังเสียสุขภาพอีก เดี๋ยวครอบครัวเขาจะมีปัญหา ” เพราะฉะนั้นเราจะชวนใครไปทำบุญ อย่าได้ไปเกรงใจเขา แต่ควรจะเกรงใจเขาหากเราชวนไปทำเรื่องไม่ดี


    ปัจจุบันสังคมกลับตาลปัตร หากชวนกันไปเที่ยว ดื่มสุรา มักรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อชวนกันทำความดี กลับรู้สึกเขินอาย เลยทำให้สังคมแย่ลง เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกัน ปรับเปลี่ยนความคิดให้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง ถ้าชวนกันทำดีต้องกล้าชวนเสียงดัง ถ้าใครจะชวนทำสิ่งที่ไม่ดี สุดท้ายต้องให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติแล้วเคอะเขินไม่กล้าทำ อย่างนี้สังคมก็จะสงบร่มเย็น ศีลธรรมจะกลับคืนมาสู่โลก ในที่สุด
    บางคนอ้างว่าตนเองไม่ค่อยมีเวลาจะไปทำบุญ ซึ่งถ้ามีข้อจำกัดเรื่องเวลาจริงๆ แต่ใจอยากจะทำก็ให้ฝากไปได้ แต่จริงๆแล้วมีข้อคิดนิดหนึ่งว่า โลกปัจจุบันทุกคนต่างมีงานยุ่งทั้งนั้น ทั้งเข้าอินเทอร์เน็ต เช็คข่าว เข้าสู่เครือข่ายสังคมสู่โลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ค รู้สึกว่างานมันรัดตัวไปหมด และรู้สึกว่าตัวเองยุ่งอยู่จริงๆ ไม่ได้แกล้งพูด แต่เชื่อไหมว่าถ้ามีคอนเสิร์ตของคณะดังๆ ที่ตนชอบมาเปิดการแสดงกลับบอกว่าพอมีเวลาไปดูคอนเสิร์ตได้ ถ้าคนชอบบอลถึงเทศกาลบอลโลกทีไรนั่งดูได้ถึงตี 2 ตี 3 จริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่ที่ว่าเขาเห็นความสำคัญหรือเปล่า เพราะคนเราถ้าเห็นความสำคัญของสิ่งใดก็จะมีเวลาให้กับสิ่งนั้น แต่ละคนจึงสามารถจัดสรรเวลาของตัวเองได้ในที่สุด


    ถ้าเราจัดสรรเวลาให้กับบุญกุศล หมั่นทำความดี สร้างบุญ สร้างกุศล สวดมนต์ นั่งสมาธิ เราก็จะพบว่าชีวิตของเรานั้นเป็นระเบียบมากขึ้น สามารถใช้เวลาที่เรามีอยู่ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใน 1 วัน มี 24 ชั่วโมง หากเราใช้ในการทำความดีเต็มที่สัก 1 ชั่วโมง จะทำให้อีก 23 ชั่วโมงที่เหลือ เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสมมติว่าประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่าเราได้เวลาเพิ่มมาอีกเกือบ 5 ชั่วโมง เป็นเพราะคุณภาพของการใช้เวลาดีขึ้น คุณภาพชีวิตก็ย่อมดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งคุ้มค่าสุดๆ เพราะฉะนั้นใครยิ่งงานยุ่ง ยิ่งควรหาเวลาทำความดี

 

---------------------------------------------------------------------

 

ไขปัญหาความเชื่อ


รวบรวมหลักธรรมคำบรรยายของ "พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฆ" ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ อดีตชาติ การแก้กรรม ชีวิตหลังความตาย และข้อคิดจาดความตาย เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหนทางสู่ความสุข ความสงบภายในจิตใจ ถ่ายทอดด้วยสำนวนภาษาอ่านง่าย ให้ข้อคิดอันหลากหลาย ซึ่งคุณสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี


http://tltpress.com/book004.html#

ซีเอ็ดบุ๊ค เซนเตอร์

ร้านนายอินทร์

ศูนย์หนังสือจุฬา