สมัยหลวงพ่อมาอยู่วัดปากน้ำแรกๆ

วันที่ 22 สค. พ.ศ.2558

 

สมัยหลวงพ่อมาอยู่วัดปากน้ำแรกๆ

 

โอวาทหลวงปู่วัดปากน้ำ                  

ตอนที่22  โดยสิงหล 21ส.ค. 58
           สมัยหลวงพ่อมาอยู่วัดปากน้ำแรกๆ หลวงพ่อมาอยู่ท่านก็ทำตามความถูกต้อง ไม่มีอะไรกับใคร   แต่คนที่มาอยู่รุ่นเก่า ที่เขาอยู่แถวนั้น ก็มีบารมีเป็นที่นับถือ อาจจะไม่ชอบใจ   เวลาหลวงพ่อท่านทำอะไรลงไปก็จะเป็นข่าวโจมตี แต่ยิ่งว่าไม่ดียิ่งดัง     ของเรามันดีอยู่แล้ว   ไม่ได้ไปทำความเสียหายอะไร คล้ายๆ กลองยิ่งตีมันยิ่งดัง  แทนที่คนเขาว่าจะทำให้เสื่อมเสียหาย แต่กลับเป็นตรงกันข้าม
         หลวงพ่อวัดปากน้ำจะไม่หวงวิชชา ท่านจะถ่ายทอดให้หมดเลย บางคนหลวงพ่อก็สั่งให้ออกไปเป็นครูสอนธรรมะ อย่างแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น หลวงพ่อท่านส่งไปสอนที่เชียงใหม่แล้วก็ไปหลายที่ มีลำพูน พิษณุโลกและอีกหลายแห่ง  อย่างแม่ชีเธียรก็ไปสายเดียวกับแม่ชีทองสุข แล้วต่อมา มาประจำฝั่งพระนคร  แม่ชีญาณี เมื่อก่อนก็สอนธรรมะ เป็นหัวหน้าเวร พอตอนเย็นก็ไปสอนธรรมะกับคนที่บ้านอยู่ใกล้ที่ทำวิชชา แม่ชีจันทร์เขาก็มาทางแม่ชีทองสุข
         พอแม่ชีทองสุขสิ้นไปหลังหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว 3-4 ปี แล้วแม่ชีจันทร์ก็สอนธรรมะต่อ เอาเทปคุณยายทองสุขมาเปิดสอนสมาธิ ปลูกบ้านอยู่ข้างศาลาเป็นบ้านหลังเล็กๆ ตอนนี้เป็นสวนสาธารณะแล้ว มีนิสิตเกษตรพอเลิกเรียนก็พากันมานั่งสมาธิ มีหนุ่มๆสาวๆ 5-6 คน ต่อมาก็ชวนกันมาเพิ่มขึ้น   แม่ชีจันทร์เป็นคนคอยดูแลพวกทำสมาธิ
            เป็นเรื่องจริงที่ว่าแม่ชีจันทร์ไม่รู้หนังสือ  อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่สามารถทำให้นิสิตนักศึกษาทั้งหลายศรัทธาในวิชชาธรรมกายได้ เขามานั่งกันที่บ้านธรรมประสิทธิ์   น่านับถือว่าเขียนหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออก แต่ทำให้เขาเชื่อถือได้   ถ้าเขาทำไม่ได้ไม่รู้ไม่เห็น   เขาก็คงไม่เชื่อ 
           พวกนิสิต นักศึกษามาเรียนกันมาก เรียนเสร็จก็กลับบ้าน ต่อมาก็ย้ายไปตั้งวัดพระธรรมกาย ลองไปวัดพระธรรมกายดูซิ เขาทำได้ดี  คนหนุ่มสาวคนมีความรู้ส่วนใหญ่จะสำเร็จปริญญาทั้งนั้น  คนมาตั้งเป็นหมื่นเป็นแสน เงียบไม่มีเสียง ลองไปวัดอื่นๆ วัดธรรมดาแค่ 50-60 เสียงเจี๊ยวจ้าว ในข่าวแต่ก่อนมีการโจมตีก็ไม่รู้ว่าจะมีใครหวังดีสักกี่คน เขาจะว่าเรื่องเรี่ยไรสร้างเจดีย์ แต่ลองคิดดูถ้าทำงานใหญ่ไม่มีเงินทำไม่ได้ นี้ตั้งใจจะเผยแผ่วิชชานี้ไปทั่วโลก ถ้าหากมีสาขาวัดพระธรรมกายมากก็จะไปไว จะตั้งสำนักแต่ละแห่งต้องใช้เงินทำงานใหญ่   สร้างเจดีย์ตั้งหลายร้อยล้าน  ส่วน เรื่องนิพพานเป็นอัตตาที่เขาโจมตีนั้น อัตตาหรือไม่อัตตาไม่รู้ ใครนั่งใครก็เห็น ของมีจริงก็เห็นได้ เขาเอาเรื่องถวายข้าวพระในนิพพานมาอ้าง เขาว่าเป็นไปได้ยังไง เขาเรียนกันมาตั้งเยอะแยะไม่เจอ แต่ละคนทำใจให้ว่าง ไม่มีกิเลสก็ไปนิพพานได้ บางคนเข้าใจว่าพอว่างแล้วไม่มีอะไรแล้วก็ไปนิพพาน มันก็ง่ายเกินไป ก็มีเทศน์บ่อยๆ หลวงตามหาบัวท่านบอกวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 ไม่ต้องไปถามใครอีกแล้ว ได้รู้ได้เห็นด้วยตัวของท่านเอง หนังสือพิมพ์ไม่เข้าใจก็เอามาตี ท่านยืนยันหลายครั้งแล้ว ท่านบอกนรกมีจริง สวรรค์มีจริง นิพพานมีจริง ใครจะพูดยังไงท่านไม่เชื่อเขา คนที่เรียนมาตำราบอกมาว่ายังไงก็เป็นไปอย่างนั้น ไม่นั่งสมาธิแต่จะมาเถียงคนที่เขารู้เขาเห็น  ต้องปฏิบัติ ถ้ายังไม่ได้ทำ  ก็ยังจะไม่รู้ ก็บอกของเขาไม่จริงอย่างนั้นอย่างนี้ คนที่จะว่าเขาได้ต้องไปนั่งดู แล้วเห็นว่ามันจริงหรือไม่จริง ใครเห็นใครรู้ จะมาให้ยืนยันเป็นเรื่องที่พูดยาก
         หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรู้ท่านเห็นมาแล้วว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เห็นก็พูดออกไป หลวงพ่อนี้ใครจะมาดูถูกอะไรท่านไม่ได้ ใครที่ดูถูกท่าน คนนั้นมักจะตกต่ำ ท่านไม่ได้ไปทำอะไรเขา แต่ว่าผลจากการกระทำจะทำตัวเขาเอง คนที่มีบุญบารมีอย่าไปดูถูกเขา จะเป็นโทษ มาถึงตัวเองได้ 
        สิ่งที่ทำให้ป้าคิดจะศึกษาวิชชาธรรมกาย เพราะว่าเราปฏิบัติแล้วเห็น การทำสมาธิทำให้เกิดปัญญาประกอบกัน ถ้าพูดถึงการทำบุญอะไร บุญจะมากกว่ากัน ต้องบอกว่าการทำสมาธิจิตนิ่งแค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ได้บุญเป็นอสงไขย ทำภาวนาจะได้มากกว่าทุกอย่าง  เพราะทำให้ใจบริสุทธิ์ ทำให้ใจของเราสงบ การที่ใจบริสุทธิ์ใจสงบมันมากกว่าอะไรทั้งหมด ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่มีอะไรมาจูงใจให้ขุ่นมัว
   

 

(เรื่องเล่าโดย คุณยายฉลวย สมบัติสุขบุคคลยุคต้นวิชชาเล่ม1)