ทรงเปล่งพระวาจาปรารถนาพุทธภูมิและได้รับพุทธพยากรณ์ (ตอน ๙)

วันที่ 04 กพ. พ.ศ.2548

 

 

พราหมณ์มังคละ

 

.....ในพระพุทธกาลนี้ พระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อมังคละ อาศัยอยู่ในกรุงสุรเสนะ ศึกษาจบตามลัทธิของพราหมณ์ เห็นความไร้สาระของสมบัติพัสถาน จึงนำออกบริจาคแก่ผู้ยากจนและผู้ต้องการ แล้วออกบวชเป็นดาบส บำเพ็ญเพียรทำตบะ จนได้ฌานและอภิญญา เหาะไปในอากาศได้ เมื่อได้ทราบข่าวพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก มีศรัทธาเลื่อมใส จึงเข้าไปถวายบังคมฟังพระธรรมเทศนา จบแล้วได้บำเพ็ญมหาทานใหญ่เหาะไปยังชมพูทวีป เอาผลชมพู่มาถวายพระบรมศาสดา พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก ๙๐ โกฏิ ที่สุรเสนวิหาร

พระบรมศาสดาทรงตรัสพยากรณ์ว่า อีก ๙๔ กัป นับแต่กัปนั้น มังคละดาบสโพธิสัตว์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ พระโพธิสัตว์ดีใจมาก อธิษฐานข้อวัตรบำเพ็ญพุทธบารมีอย่างยิ่งยวดขึ้นไปจนสิ้นชีวิต

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๗ ที่ตรัสพุทธพยากรณ์

ทรงพระนามว่า พระติสสสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๖๐ ศอก อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๑ แสนปี ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าชนสันธะ และพระนางปทุมาพระอัครมเหสี แห่งพระนครเขมกะ ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ / หม่อปี ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ เมื่อพระนางสุภัททาอัครชายาประสูติพระโอรสอานันทกุมารแล้ว ประทับบนหลังม้าทรงชื่อโสนุตตระ เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๕ วัน ( บางแห่งว่า ๘ เดือน) ผู้ถวายข้าวมธุปายาส เป็นธิดาวีรเศรษฐี ที่วีรนิคม นิสีทนสันถัตกว้าง ๔๐ ศอก คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อ วิชิตสังคามกะ ถวายหญ้า ๘ กำ ประทับนั่งโคนต้นอัสนะ( ประดู่)

พระอัครสาวกคือ พระพรหมเทวะ และ พระอุทยะ พระพุทธอุปัฏฐาก คือ พระสมังคะ ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง มีสาวกสันนิบาตเกิดขึ้น ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๓ ทรงแสดงพระธรรมกถาเรื่องพุทธวงศ์ ในสมาคมพระญาติที่กรุงเขมวดี เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๑ แสนพรรษา ณ พระวิหารนันทาราม กรุงสุนันทวดี พระสถูปสูง ๓ โยชน์

พระเจ้าสุชาตะ

ในพระพุทธกาลนี้ พระโพธิสัตว์ของเราเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าสุชาตะ ครองกรุงยสวดี เกิดสังเวชพระทัยในความทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงทรงสละราชสมบัติทั้งหมดเสด็จออกบวชเป็นดาบส มีฤทธานุภาพมาก ต่อมาเมื่อได้ทรงทราบข่าวพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก จึงเสด็จมาเฝ้า ทรงมีศรัทธาเปี่ยมล้น จึงใช้ฤทธิ์นำดอกไม้ในสวรรค์ มีดอกปทุม ดอกมณฑารพ ดอกปาริฉัตตกะ ที่สวนจิตรลดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาถวายบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า พระโพธิสัตว์สุชาตะดาบส จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ ในอนาคตอีก ๙๒ กัป นับแต่กัปนี้ไป พระโพธิสัตว์ฟังแล้วดีใจยิ่งนัก จึงเร่งบำเพ็ญพุทธบารมีอย่างยิ่งยวดขึ้นไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๑๘ ที่ตรัสพุทธพยากรณ์

ทรงพระนามว่า พระปุสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๕๘ ศอก อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๙ หมื่นปี ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าชัยเสน และพระนางสิริมาพระอัครมเหสี แห่งพระนครกสิกะ( กาสี) ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๙ พันปี ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ เมื่อพระกีสาโคตมีอัครชายประสูติพระโอรสอนูปมะแล้ว ทรงช้างพระที่นั่งเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ มีผู้ตามเสด็จออกบวช ๑ โกฏิ

ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน ( บางแห่งว่า ๖ เดือน) ผู้ถวายข้าวมธุปายาส คือ นางสิริวัฑฒา ธิดาเศรษฐีผู้หนึ่ง นิสีสันถัตกว้าง ๓๘ ศอก ทรงรับหญ้า ๘ กำ ที่อุบาสกชื่อ สิริวัฒนะถวาย ประทับนั่ง ณ โคนต้นอามลกะ ( ต้นมะขามป้อม) พระอัครสาวกคือ พระสุรักขิตะ และ พระธัมมเสนะ พระพุทธอุปัฏฐาก คือ พระสภิยะ ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง มีสาวกสันนิบาติเกิดขึ้น ๓ ครั้ง ครั้งแรก คู่พระอัครสาวกขอบวชและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ครั้งที่ ๒ ทรงแสดงเรื่องพระพุทธวงศ์ ในสมาคมพระญาติของพระเจ้าชัยเสน แห่งกรุงกาสี เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๙ หมื่นพรรษา ณ พระวิหารเสนาราม กรุงกุสินาราม พระบรมสารีริกธาตุกระจายเป็นส่วนๆ ไป

พระเจ้าวิชิตาวี

ในพระพุทธกาลนี้ พระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า วิชิตาวี แห่งนครอรินทมะ ทรงเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาสดับพระธรรมเทศนา ทรงเลื่อมใสเป็นอันมาก จึงถวายมหาทาน แล้วทรงสละราชสมบัติออกผนวชในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงศึกษาแตกฉานในพระไตรปิฎกอย่างยิ่ง สามารถตรัสพระธรรมกถาแก่มหาชน พระบรมศาสดาตรัสพยากรณ์ว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า โคตมะ ในอนาคตอีก ๙๒ กัป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๙ ที่ตรัสพุทธพยากรณ์

ทรงพระนามว่า พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๘๐ ศอก อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๙ หมื่นปี ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพันธุมะ และพระนางพันธุมดี พระอัครมเหสีแห่งพันธุมดีนคร ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๘ พันปี ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ สลดพระทัย เมื่อพระนางสุทัสสนา( หรือพระนางสุตนู) ประสูติพระโอรสสมวัฏฏขันธกุมาร เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า มีข้าราชบริพารตามออกบวช ๘ หมื่น ๔ พัน ทรงทำความเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม ผู้ถวายข้าวมธุปายาสคือธิดาของสุทัสสนเศรษฐี นิสีสันถัตกว้าง ๕๓ ศอก คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อ สุชาตะ ถวายหญ้าคา ๘ กำมือ ประทับนั่ง ณ โคนต้นปาฏลี( แคฝอย) พระอัครสาวกคือ พระขัณฑะ และ พระอโสกะ พระพุทธอุปัฏฐากคือ พระอโสกะ ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง ครั้งแสดงปฐมเทศนา พระอัครสาวกทั้งสองบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๘ หมื่นพรรษา ณ พระวิหารสุมิตตาราม พระสถูปสูง ๗ โยชน์อยู่ที่นั่น