ทรงเปล่งพระวาจาปรารถนาพุทธภูมิ และได้รับพุทธพยากรณ์ (ตอน ๘)

วันที่ 28 มค. พ.ศ.2548

 

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๑๓ ที่ตรัสพุทธพยากรณ์

 

ทรงพระนามว่า พระปิยทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๘๐ ศอก อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๙ หมื่นปี ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทัตตะ และพระนางสุจันทาอัครมเหสี แห่งนครสุธัญญะ ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๙ พันปี ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ สลดพระทัย เมื่อพระนางวิมลาพระอัครชายาประสูติพระโอรสกัญจนเวฬะ ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วยราชรถเทียมม้า ข้าราชบริพารที่เป็นบุรุษออกเสด็จตาม ๑ โกฏิ

ทรงใช้เวลาบำเพ็ญเพียร ๖ เดือน ผู้ถวายข้าวมธุปายาสคือ ธิดาของพราหมณ์วสภะ แห่งบ้านวรุณพราหมณ์ นิสีสันถัตกว้าง ๕๓ ศอก โดยสุชาตะอาชีวกถวายหญ้า ๘ กำ ประทับนั่งโคนต้นกกุธะ

( ต้นกุ่ม) พระอัครสาวก คือ พระปาติละ และพระสัพพทัสสี พระอุปัฏฐากคือ พระโสภิตะ ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง

ครั้งที่ ๒ และ ๓ เกิดพร้อมกับการแสดงธรรม เมื่อคราวทรงแสดงธรรมในสมาคมของท้าวสุทัสสนเทวราช เทวดาและมนุษย์ ๙ หมื่นโกฎิ บรรลุพระอรหันต์ พระพุทธองค์ทรงนำเรื่องปาฏิโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์ นับเป็นสาวกสันนิบาตครั้งที่ ๓ ด้วย เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อทรงพระชนมายุ ๙ หมื่นพรรษา ณ พระวิหารอัสสัตถาราม พระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุสูง ๓ โยชน์

พราหมณ์กัสสปะ

ในพระพุทธกาลนี้ พระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็นพราหมณ์หนุ่มชื่อ กัสสปะ เป็นผู้คงแก่เรียน รอบรู้วิชาทางศาสนาพราหมณ์เป็นอย่างยิ่ง ครั้งหนึ่งมีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา เกิดศรัทธายิ่งนัก ได้สละทรัพย์จำนวนถึงแสนโกฎิสร้างสังฆาราม ถวายพระพุทธองค์ตั้งตนอยู่ในศีล ๕ ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

พระบรมศาสดาตรัสพยากรณ์ว่าพระโพธิสัตว์พราหมณ์กัสสปะจะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า โคตมะ ในกาลภายหน้าอีก ๑, ๘๐๐ กัป พระโพธิสัตว์ยินดียิ่งนัก หมั่นสั่งสมพุทธบารมีอย่างยิ่งยวดมากขึ้น จนสิ้นชีวิตไปสู่สุคติ

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๑๔ ที่ตรัสพุทธพยากรณ์

ทรงพระนามว่า พระอัตถทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๘๐ ศอก อายุขัยของมนุษย์ยุคนั้น ๑ แสนปี ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสาคระ และพระนางสุทัสสนาพระอัครมเหสีแห่งนครโสภณะ ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๑ หมื่นปี ทรงเห็นนิมิต ๔ เมื่อพระนางวิสาขา พระอัครชายาประสูติพระราชโอรสพระเสละกุมารแล้ว ทรงม้าราชพาหนะชื่อ สุทัสสนะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ข้าราชบริพารที่เป็นบุรุษออกตามเสด็จ ๑ โกฏิ ทรงใช้เวลาบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือน

ผู้ถวายข้าวมธุปายาส คือ นางนาคสุจินธรา เป็นข้าวที่มหาชนนำมาสังเวยนางนาค นิสีสันถัตกว้าง ๕๓ ศอก พญานาคชื่อมหารุจิเป็นผู้ถวายหญ้า ๘ กำ ประทับนั่งใต้ต้นจัมปกะ ( ต้นจำปา) พระอัครสาวกคือ พระสันตะ และพระอุปสันตะ พระพุทธอุปัฏฐาก คือ พระอภยะ ทรงแสดงพระสัทธรรม ๓ ครั้ง มีสาวกสันนิบาตเกิดขึ้น ๓ ครั้ง เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๑ แสนพรรษา ที่พระวิหารอโนมาราม พระบรมสารีริกธาตุแผ่กระจายไปทั่ว

สุสิมะดาบส

ในพุทธกาลนี้ พระโพธิสัตว์ของเราเกิดเป็นพราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่ชื่อสุสิมะในนครจัมปกะ ต่อมาได้นำทรัพย์ออกแจกจ่ายทำทานแก่มหาชน แล้วออกบวชเป็นดาบสอยู่ใกล้ป่าหิมพานต์ เจริญฌานได้สมาบัติ ๘ อภิญญา ๕ เป็นผู้มีฤทธิ์ไปเทวโลกได้ เป็นผู้มีเมตตาต่อสรรพสัตว์มาก สั่งสอนมหาชนได้สร้างกุศลกรรม

เมื่อสุสิมะดาบสได้เข้าเฝ้าพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดา มีปีติยินดี รีบเหาะไปเอาดอกไม้ทิพย์จากสวรรค์ มีดอกมณฑารพ ดอกปทุม และดอกปาริฉัตตกะมาบูชาพระพุทธเจ้า ได้รับพุทธพยากรณ์ว่าอีก ๑, ๘๐๐ กัป จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามโคตมะ เมื่อพระโพธิสัตว์ได้ยินแล้วก็ร่าเริง ตั้งใจเร่งบำเพ็ญพุทธบารมียิ่งๆ ขึ้นไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๑๖ ที่ตรัสพระพุทธพยากรณ์

ทรงพระนามว่า พระสิทธัตถะสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสรีระสูง ๖๐ ศอก อายุขัยของมนุษย์ในยุคนั้น ๑ แสนปี ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอุเทน และพระนางสุผัสสา พระอัครมเหสี นครเวภาระ

ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่ ๑ หมื่นปี ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ เมื่อพระนางสุมนาประสูติพระโอรสอนุปมะ จึงเสด็จด้วยวอทองออกมหาภิเนษกรมณ์ ที่วีริยราชอุทยานอันเป็นที่ประสูติของพระองค์ มีผู้ออกบวชตามเสด็จ ๑ แสนโกฏิ

ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือน ผู้ถวายข้าวมธุปายาส เป็นธิดาของพราหมณ์ชื่อสุเนตตา ที่ตำบลบ้านอสทิสพราหมณ์ นิสีทนสันถัตกว้าง ๔๐ ศอก คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อ วรุณะ ถวายหญ้า ๘ กำ ประทับนั่งใต้ต้นกรรณิการ์ พระอัครสาวกคือ พระสัมพละ และพระสุมิตตะ พระอุปัฏฐากคือ พระเรวตะ ทรงแสดงธรรม ๓ ครั้ง ครั้งแรก ทรงประกาศพระธรรมจักรแก่ภิกษุแสนโกฏิ ณ คยามิคทายวัน

ครั้งที่ ๓ ทรงแสดงพระพุทธวงศ์ในสมาคมพระญาติ ที่กรุงเวภาระ มีสาวกสันนิบาตเกิดขึ้น ๓ ครั้ง

ครั้งแรกทรงแสดงธรรมแก่พระเจ้าสัมพละและพระเจ้าสุมิตตะ ราชาสองพี่น้องแห่งอมรนคร ณ อมรอุทยาน เมื่อจบลง พระราชาทั้งคู่มีพระราชศรัทธา ทรงผนวชและบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์และเป็นคู่พระอัครสาวก โอกาสนั้นทรงแสดงปาฏิโมกข์ท่ามกลางพระสงฆ์ขีณาสพ ๑๐๐ โกฎิ เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อพระชนมายุ ๑ แสนพรรษา ณ พระวิหารอโนมาราม กรุงกาญจนเวฬุ พระสถูปทำด้วยรัตนะสูง ๔ โยชน์ ที่นั่น