อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 17

โอวาทพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) วันอาทิตย์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๒

โอวาทพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว)
วันอาทิตย์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๒

พระคุณของพ่อแม่

มีคำพูดประโยคหนึ่ง ตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดของเรามาแล้วว่า ถ้าจะเอาท้องฟ้าอันเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา กว้างใหญ่ไพศาลจะนับประมาณมิได้มาแทนแผ่นกระดาษ เอาภูเขาทั้งโลกมาแทนปากกา แล้วใช้น้ำในมหาสมุทร เอามาแทนน้ำหมึก จากนั้นก็เขียนบรรยายพระคุณพ่อพระคุณแม่ เขียนไปจนกระทั่งตัวอักษรเต็มท้องฟ้า ภูเขาที่มาแทนปากกาก็สึกไปจนเหี้ยน น้ำในมหาสมุทรแทนน้ำหมึกก็แห้งไปหมดทั้งโลก แต่ว่าพระคุณพ่อพระคุณแม่ยังจารึกได้ไม่หมดเลย


เมื่อเด็กๆ ได้ยินผู้ใหญ่ท่านพูดอย่างนี้ มีความรู้สึกว่า ไม่เชื่อ ไม่เห็นด้วย แต่ว่าเมื่อได้บวช ได้เรียนจนกระทั่งวันนี้ ก็ต้องให้คำยืนยันกับโบราณจารย์ทั้งหลายว่าท่านพูดถูก พระคุณท่านยิ่งใหญ่ขนาดนั้นจริงๆ


ในเรื่องนี้ บูรพาจารย์ทั้งหลายก็ให้ข้อคิดขั้นต้นเอาไว้ก่อนว่า ในเรื่องพระคุณของพ่อ พระคุณของแม่น่ะ การที่คนใดคนหนึ่งจะมองเห็นนั้น
ประการที่ ๑ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะว่าต้องเป็นเรื่องของผู้มีสติปัญญาเท่านั้น จึงจะเห็น
ประการที่ ๒ ใครมีปัญญามากก็เห็นพระคุณมาก ใครมีปัญญาน้อยก็เห็นพระคุณน้อย นี้เป็นข้อจำกัดของแต่ละบุคคล

หลวงพ่ออยากจะให้ข้อคิดคือ ให้ถามตัวเองว่า
ความสุขกาย สบายใจทั้งหลาย ที่เราได้รับมาแล้วตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงวันตายของพวกเรา และความดีที่เราจะทำได้ตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตายนี้ ใช้อะไรเป็นเครื่องรองรับ


ความสุขต้องได้ร่างกายที่เป็นคน และไม่พิกลพิการจนกระทั่งช่วยตัวเองไม่ได้ เป็นเครื่องรับรอง
ส่วนความดีต้องได้ใจที่รู้จักผิดชอบชั่วดี เป็นที่รองรับ


ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นสุดยอดของมนุษยสมบัติ สมบัติทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าวปลาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เพชรนิลจินดาอะไรต่างๆ เรียกกันว่ามนุษยสมบัติ แต่สุดยอดของมนุษยสมบัติ คือร่างกายของเรา ที่ประกอบด้วยเลือด ด้วยเนื้อและไม่พิกลพิการ

ถ้าขาดร่างกายอย่างนี้ และขาดจิตใจที่รับผิดชอบชั่วดี สมบัติทั้งหลาย ความสุขทั้งหลาย ความดีทั้งหลาย รองรับไม่ได้ ยกตัวอย่าง หนังสือพิมพ์เคยลงไว้ว่า มหาเศรษฐีคนหนึ่งรักสุนัขของตัวเองมาก ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ ๑๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน ถ้าคิดเป็นเงินไทยขณะนี้ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท


สมบัติ ๓,๐๐๐ ล้าน เศรษฐีนั้นบอกว่าให้กับสุนัข ใครก็ได้ เอาสมบัติให้ความสุข ความสะดวกกับสุนัขของเขา ก็จะมีรางวัลให้กับคนที่มาดูแลเจ้าสุนัขตัวนี้ด้วย ซึ่งเศรษฐีนี้ต้องพลัดพรากตายจากไปก่อน


ข้อคิดก็คือ สมบัติ ๑๐๐ ล้านเรียญ หรือ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ไม่ใช่มนุษยสมบัติ สุนัขจะไปหาความสุขจากสมบัตินั้นก็ไม่ได้ เพราะว่าปัญญาและจิตใจของมัน เป็นได้แค่ใจสุนัข ปัญญาสุนัข ก็เลยเอาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไปใช้ไม่ได้ เอาไปทำความดีก็ไม่ได้ จะรองรับความสุขก็ไม่ได้


มองใกล้เข้ามา ตัวเราเองนี้ที่ยังอยู่ดีมีสุข มีความรู้ มีความดี มีทรัพย์สมบัติใช้สอยเต็มที่ หาความสุขได้ก็เพราะว่า ได้ร่างกายที่เป็นมนุษย์ แล้วก็ได้จิตใจที่รู้ดี รู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก รู้บุญบาป จึงได้ความสุข ความดี ความเจริญรุ่งเรืองอย่างที่เป็นอยู่นี้


ร่างกายที่ไม่พิกลพิการ ใครให้มา ถ้าไม่ใช่พ่อกับแม่ ใครเลี้ยงดูร่างกายนี้มาถ้าไม่ใช่พ่อกับแม่ ใครอบรมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูเรามา ให้สติปัญญาเรามา ถ้าไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่ จริงอยู่ที่บางคนตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นหน้าพ่อหรือแม่ เพราะท่านได้ตายจากไปบ้าง พลัดพรากกันไปบ้าง หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ ท่านไม่เคยมาเลี้ยงดูหรือมาอบรมเราเลย ถามว่าคุณพ่อท่านนี้มีพระคุณอะไรกับเราหรือเปล่า


เรื่องนี้ หลวงพ่อเคยไปถามหลวงพ่อธัมมชโย ท่านชี้ให้ดูประเด็น ท่านบอกว่า ของอะไรในโลกนี้ จะมีค่าหรือไม่มีค่าอยู่ที่แบบนะ อย่างก้อนดินเหนียว ถ้าเด็กเอามาเล่น ทำเปื้อนทำเปรอะเลอะบ้าน มันก็ไม่มีค่า แต่ก้อนดินเหนียวก้อนนั้น ถ้าได้แบบดีๆ เช่น เป็นถ้วยเป็นชาม เป็นตุ๊กตุ่นตุ๊กตา หรือว่าเป็นแบบพระพุทธรูป เจ้าดินก้อนนั้นมันได้แบบดี จึงมีค่าน่าชื่นชมเช่นกัน เวลาสัตว์โลกจะเกิดมา ถ้าได้รูปร่างอย่างอื่นนั้น ไปทำความดีไม่ได้ จะรองรับความสุขก็ไม่ได้


เพราะฉะนั้นพ่อแม่ ไม่ว่าจะเลี้ยงดูหรือไม่เลี้ยงดูก็ตาม พระคุณขั้นต้นก็ยิ่งใหญ่คือ ให้รูปกายที่เป็นคน เอาไว้รองรับความสุข ความรู้ ความดี ให้กับเราคือได้ต้นแบบจากท่าน พระคุณก็มากมายแล้ว


ถ้าใครยังไม่เคยคิดถึงพระคุณพ่อแม่ในแง่นี้ จนกระทั่งบางครั้งไปจับผิดท่านในแง่อื่นๆ ให้หยุดคิดตรงนี้ แล้วจะเห็นว่าพระคุณข้อนี้ข้อเดียวหักกลบลบหนี้กับความผิดพลาดอย่างอื่นที่ท่านเคยมีกับเราอีกทั้งโลกได้


ส่วนประเด็นที่ ๒ ความรู้ ความดีทั้งหลายที่คนเราจะมีต่อไปได้ในอนาคต นอกจากรองรับด้วยรูปกายที่สมบูรณ์ ไม่พิกลพิการ ยังมีอีกอย่างหนึ่งก็คือ จิตใจที่ดีงาม พอจะแยกออกได้ว่า สิ่งนั้นดี สิ่งนั้นชั่ว สิ่งนี้ผิด สิ่งนี้ถูก สิ่งโน้นบุญ สิ่งโน้นบาป สิ่งนั้นควรไม่ควร ใจอย่างนี้จึงจะเป็นใจที่รองรับความรู้ ความสุข ความดี เอามาใช้เพิ่มพูนความสุข เพิ่มพูนความดี ให้กับตัวเราได้


ใจถ้าไม่ได้รับการประคบประหงม ไม่ได้รับการกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู ทั้งสั่งสอน ทั้งอบรม ทั้งฝึกฝน สิ่งเหล่านี้ถ้าเว้นจากพ่อแม่แล้วใครเขาจะให้เรา


แต่ความที่เราได้ทั้งความรู้ ทั้งความดี ทั้งความสุขจากพ่อแม่นี้ เราได้มาง่าย เพราะทุกอย่างที่ท่านให้ ไม่เคยมีสัญญากับเราเลยว่า ต้องมาใช้คืนกลับมาเท่านั้นเท่านี้ เราก็เลยมองข้ามทั้งความรู้ ทั้งความดี ทั้งความสุขที่ท่านทุ่มเทให้ บางคนถึงกับหลงตัวเองว่า ฉันได้ดีด้วยตัวเอง ฉันเป็นสุขด้วยตัวเอง ซึ่งความจริงไม่ใช่ ต้องได้พื้นฐานจากร่างกายที่เป็นมนุษย์ ได้จิตใจที่รู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก


แล้วความสุข ความดี ที่ท่านทั้งสองให้ไม่ใช่แค่นี้ มีจนกระทั่งปราชญ์บัณฑิตบอกว่า เอาท้องฟ้ามาแทนกระดาษ เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด แล้วเอาภูเขาทั้งโลกมาแทนปากกา ยังพร่ำเขียนพระคุณของท่านได้ไม่รู้จักหมด ซึ่งถ้าใครยังไม่ได้หยุดคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วล่ะก็ เรานั่นแหละคือคนเจ้าปัญหา แล้วจะกลายเป็นคนเนรคุณไป คือนึกถึงคุณท่านก็ไม่ออก ตอบแทนคุณท่านไม่เป็น มีแต่จะหาบาป ร่างกายที่ได้มาเดี๋ยวจะใช้ทำบาป ความรู้ที่มีอยู่จะเอาไปทำบาป ณ วันนี้ บางท่านก็กำลังเป็นพ่อคนแม่คน บางท่านเป็นพ่อแล้ว มีลูกแล้ว จะเอาธรรมะอะไรอบรมลูก ลูกของเราถ้าไม่ได้รับการอบรมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูให้ดี ไม่ได้ชี้ผิดชี้ถูก ไม่ได้สั่งสอน ไม่ได้อบรม ไม่ได้ฝึกฝน ลูกเราในอนาคตก็จะก่อบาปไม่มีที่สิ้นสุด


ตรงกันข้ามถ้าเรารู้พระคุณพ่อ พระคุณแม่ อย่างละเอียดละออพอที่จะเขียนอักษรสรรเสริญพระคุณท่านให้เต็มท้องฟ้า คนอย่างเรานี่แหละที่จะสร้างมนุษย์พันธุ์มีปัญญา มนุษย์พันธุ์มีความดีให้เกิดขึ้นในโลกนี้ และให้มาสร้างความดีให้เต็มโลก


เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องหยุดคิดวันนี้ ปีนี้เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเจริญพระชนมพรรษาได้ ๗๒ พรรษา สมควรที่เราจะต้องมานั่งหยุดคิด มองความดีของพ่อเรา มองความดีพ่อแห่งชาติด้วย แล้วจะได้ประมวลเอาความดีนั้น ให้มาอยู่ในตัวเรา ชีวิตที่เหลืออยู่ เอาร่างกายที่พ่อที่แม่ให้มานี้เอามาสร้างความดี เอาร่างกายที่เกิดจากบุญนี้ บุญของเราที่ติดตัวมา บุญที่พ่อแม่อบรมสั่งสอนกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมา บุญที่ได้พระมหากษัตริย์อย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา เอามาใช้สร้างความดีให้เต็มที่จนกระทั่งลาโลกกันไป
ถ้าเราได้คิดอย่างนี้ ตรองได้อย่างนี้ตลอดทั้งปี ปีนี้จึงจะเป็นปีมหามงคลจริงๆ ก็ขอฝากถึงผู้ชายทุกคนตั้งแต่อายุ ๑๕ ตามกฎตามระเบียบที่กำหนดไว้ ขอเชิญมาร่วมบวชอุบาสกแก้วกัน ๒๙-๓๑ มกราคมนี้


หลวงพ่อและพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย จะช่วยให้แนวทางในการคิด การพูด ในการปฎิบัติแก่พวกเรา เพื่อเอาสุดยอดของมนุษยสมบัตินี้ไปใช้สร้างความดีกันให้เต็มที่ แล้วญาติสนิทมิตรสหายอยู่แห่งหนตำบลไหน ไปเชิญชวนมาร่วมบวช อย่าปล่อยปละละเลย โอกาสมิ่งมหามงคล ๗๒ พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เอามาใช้สร้างบุญ สร้างบารมี สร้างความดีกันให้เต็มที่ จะใช้มนุษยสมบัติคือ กายและจิตใจที่สมบูรณ์ของเรานี้ สร้างความดีกันให้ต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด แม้ฝ่ายหญิงก็เชิญมาร่วมปฎิบัติธรรมวันอาทิตย์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๒ มาร่วมฟังธรรมในการบวชอุบาสกแก้วกัน


ฝ่ายชายมาร่วมบวชอุบาสกแก้ว ฝ่ายหญิงมาร่วมอนุโมทนาแล้วก็มาฟังการสรุปข้อสรุปที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านจะให้ในการที่จะใช้ร่างกาย ใช้มนุษยสมบัติที่มีอยู่คือ ตัวและจิตใจของเรานี้ ไปใช้สร้างมนุษยสมบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย ไปสร้างทิพยสมบัติให้เกิดขึ้นอีกด้วย และไปสร้างนิพพานสมบัติให้เกิดทับทวีขึ้นมาอีกนะ

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร