อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 37

เรื่องที่ ๓๗๔ สาวไทยในญี่ปุ่น

เรื่องที่ ๓๗๔ สาวไทยในญี่ปุ่น
ชีวิตของคนไทยในต่างแดนจะเป็นชีวิตที่เข้มแข็ง และต้องอดทนเป็นอย่างยิ่ง
ต้องปรับตัวให้ได้ทุกอย่าง ทั้งด้านความเป็นอยู่



 

 
 
คุณดรุณี พันธุ์โนราช
และลูกชาย
 
 
   

ชีวิตของคนไทยในต่างแดนจะเป็นชีวิตที่เข้มแข็ง และต้องอดทนเป็นอย่างยิ่ง ต้องปรับตัวให้ได้ทุกอย่าง ทั้งด้านความเป็นอยู่ วัฒนธรรมประเพณี เพราะจะต่างกันลิบลับ ยิ่งประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในการดำเนินชีวิตต้องรีบเร่งจนไม่มีเวลาหยุดทักทายกัน หรือถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน ซึ่งตรงข้ามกับชีวิตในเมืองไทย ถ้าอยู่ในชนบทมีเวลามากหน่อยก็หยุดทักทายตะโกนทักกันได้ หรือถ้ามีเวลาค่อนข้างน้อย ทักกันไม่ทันก็ยังมีเวลา ยิ้มทักทายกันได้


คุณดรุณี พันธุ์โนราช คือผู้หนึ่งที่ต้องไปใช้ชีวิตในต่างแดน เพราะได้แต่งงาน มีสามีเป็นชาวญี่ปุ่นแดนอาทิตย์อุทัย ครอบครัวของคุณดรุณีเป็นครอบครัวที่อบอุ่น คุณดรุณีเล่าถึงชีวิตในต่างแดนห่างไกลจากแผ่นดินเกิดว่าถึงอย่างไร ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ยังไม่มากเท่ากับของสังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมของเมืองพุทธ และสิ่งหนึ่งที่คุณดรุณีประพฤติปฏิบัติเป็นประจำทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเหมือนได้อยู่ในแผ่นดินไทย คือเมื่อเกิดความทุกข์ใจ คุณดรุณีจะต้องไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิตามที่ได้อ่านเจอในหนังสือ อยากจะตักบาตรพระก็ไม่มีพระให้ตักบาตรเหมือนเมืองไทย


จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๓๙ มีโอกาสได้อ่านนิตยสารสายใย ทำขึ้นมาเพื่อแจกคนไทยในต่างแดน ในนั้นแจ้งข่าวว่า มีพระภิกษุจากเมืองไทยมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา มาทำการสอนนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม พออ่านเจอถึงตรงนี้คุณดรุณีบอกว่ารู้สึกดีใจมาก เพราะเป็นสิ่งที่รอคอยมานาน ชีวิตครอบครัวขณะนั้นมีบุตร ๒ คน คนโตกำลังเข้าสู่วัยรุ่น ถ้าลูกมีโอกาสได้มาใกล้ชิด ซึมซับกับสังคมแบบชาวพุทธบ้าง เมื่อเขาเติบโตจะได้มีทางเลือกที่ดีกว่า ในการใช้ชีวิตวัยรุ่นในญี่ปุ่น และที่แน่นอนคือ ตนเองได้ฝึกสมาธิกับพระภิกษุ ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญที่ดีเยี่ยม ตั้งแต่นั้นมาคุณดรุณีก็เดินทางไปทำบุญร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมโตเกียวมิได้ขาด โดยไปกับน้องชายคนรองอีกคนที่ไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน น้องชายทำงานอยู่อีกเมืองหนึ่งห่างไกลจากบ้านของคุณดรุณีและศูนย์โตเกียวมาก แต่ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในการประกอบคุณงามความดี และเชื่อว่าสิ่งนี้แหละที่จะทำให้ชีวิต ได้พบกับความสุขความสมบูรณ์ในชีวิตอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะ ในการเดินทางไกลสักเพียงไหนก็ไม่ยอมให้การบำเพ็ญทานรักษาศีลและการเจริญภาวนาขาดหายไปจากชีวิต และทำหน้าที่ผู้นำบุญอย่างเข้มแข็ง เพราะปี พ.ศ.๒๕๓๙ เป็นปีแรกๆ ที่เริ่มบุกเบิก การหาสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมยังไม่ลงตัว คุณดรุณีเป็นขุนพลกล้าอีกท่านที่ทำหน้าที่นำประทีปธรรมไปจุดประกายให้เกิดขึ้นในดวงใจของชาวพุทธในญี่ปุ่น ได้บอกบุญชวนทุกคนที่นั่นร่วมสร้างพระธรรมกายประจำตัว สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ได้ถึง ๑๐๐ กว่าองค์ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่เคยกลับมาเมืองไทย แต่ได้ร่วมเป็นประธานรองทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ถึง ๔ ครั้ง ควบคู่ไปกับการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิภาวนาตามที่พระอาจารย์แนะนำ ได้พบความสงบภายใน มีพระรัตนตรัยเป็นทั้งที่พึ่งที่ระลึก

 
มีพระภิกษุจากเมืองไทยมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา  

เมื่อมีโอกาสกลับมาเยี่ยมเมืองไทย จึงได้เดินทางมาวัดพระธรรมกาย และความศรัทธายิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อมาได้พบหมู่คณะพี่น้องนักสร้างบารมี ทำให้เกิดกำลังใจในการทำความดีให้ยิ่งขึ้นไป นั่งสมาธิไม่เคยขาดเลย คุณดรุณีได้สร้างองค์พระธรรมกายประจำตัวให้กับคุณพ่อ คุณแม่ ลูกๆ และน้องทุกคน ได้รับพระของขวัญพระมหาสิริราชธาตุ เมื่อกลับไปญี่ปุ่น ก็หมั่นสวดสรรเสริญเป็นประจำมิได้ขาดวันละ ๙ จบ ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่กัลยาณมิตร สั่งสมบุญทุกรูปแบบที่ญี่ปุ่น


ความเจ็บป่วยภายในร่างกายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวัฏฏสงสาร คุณดรุณีเล่าว่า เมื่อกลางเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๔๒ อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการเท้าบวมขึ้นมา อาการก็มีทั้งปวดทั้งบวม เริ่มจากข้อเท้าลามขึ้นมาจนถึงหัวเข่า จึงไปหาคุณหมอในโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่น คุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรครูมาตอยด์ คุณหมอบอกต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่คุณดรุณีไม่สามารถนอนพักรักษาตัวได้ เพราะมีภาระดูแลครอบครัว คุณหมอจึงยอม แต่บอกว่าต้องเดินทางมาตรวจรักษาทุกวัน ยิ่งนานวัน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าคุณหมอจะรักษาถูกโรค เพราะอาการปวดบวมเพิ่มที่ข้อแขนทั้งสองข้าง เวลาอากาศเย็นหรือฝนตก จะปวดทรมานมาก ปวดจนถึงกระดูก จนย่างเข้าเดือนที่ ๔ ของอาการป่วยก็ไม่สามารถลุกขึ้นได้เองต้องมีคนคอยพยุงให้ลุกขึ้นได้ก่อนถึงจะเดินได้ จำได้ว่าครั้งล่าสุดนี้ถึงขนาดคุณหมอนัดไปเจาะน้ำที่คั่งอยู่บริเวณหัวเข่าทั้งสองข้างออก วันนั้นเป็นวันที่ถัดจากการไปทอดผ้าป่าวันวิสาขบูชา ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๒ ที่ผ่านมานี้เอง อาการก็ยังคงปวดทรมานเรื่อยมา

 
แม้อยู่ต่างแดนก็ไม่เคยขาดการทำบุญกุศล
 

จนถึงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๒ คุณดรุณีต้องพบความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส วันนั้นฝนตกหนักมาก ตั้งแต่เช้า อาการปวดของร่างกายเพิ่มมากขึ้นทุกทีแข่งกับสายฝนที่เทกระหน่ำลงมา อากาศยิ่งหนาวจัด อาการปวดก็ทับทวีจนต้องนอนร้องไห้ แน่นหน้าอกหายใจไม่สะดวก วันนี้นับเป็นวันที่เกิดสภาวะวิกฤตในชีวิต สามีก็ออกไปทำงาน ลูกชายคนโต น้องคิว อายุ ๑๒ ขวบ เกิดท้องเสียอย่างแรงขับถ่ายติดต่อกันหลายครั้งจนไข้ขึ้นสูงหมดแรง ต้องนอนราบกับพื้นข้างล่างอยู่ปลายเตียงนอนของผู้เป็นแม่


คุณดรุณีสงสารลูกสุดหัวใจ ในขณะที่ตัวเองก็มีความรู้สึกว่า มัจจุราชราชาแห่งความตายมายืนรออยู่ข้างหน้าแล้ว ในสภาวะเช่นนี้จึงตัดสินใจขอพึ่งคุณพระศรีรัตนตรัย คุณครูบาอาจารย์ บุญกุศลที่เพียรสั่งสมมา จึงสะกดความทรมานในร่างกายด้วยการตะโกน เรียกชื่อหลวงพ่อสด พระมหาสิริราชธาตุขึ้นมาว่า "หลวงพ่อช่วยลูกด้วย หลวงพ่อขออย่าให้ลูกปวดทรมานอย่างนี้เลย ลูกจะขอมีชีวิตอยู่ช่วยงานพระพุทธศาสนาให้ยิ่งๆ ขึ้น จะปฏิบัติธรรมถวายบูชาธรรมแด่ท่าน" เสร็จแล้วก็ฮึดสู้เกาะข้างผนังพยุงกายลุกขึ้นไปหยิบองค์พระมหาสิริราชธาตุที่มีอยู่ทั้งหมด สวดสรรเสริญ อาราธนาท่านแช่น้ำอธิษฐานจิต ทำน้ำมนต์ขอให้รักษาลูกชายให้หาย แล้วให้ดื่ม ส่วนตัวเองก็อธิษฐาน นำองค์พระมหาสิริราชธาตุมาถูบริเวณแขนที่ปวดบวม ส่วนตรงช่วงขาก็อธิษฐานจิตเอา ไม่กล้าถูบริเวณนั้น เพราะรู้สึกว่าไม่ควร และถูบริเวณศีรษะให้ลูกชายด้วย แล้วทั้งสองแม่ลูกก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลียทั้งคู่ มารู้สึกตัวตื่นตอนเย็น คุณดรุณีก็พบกับความอัศจรรย์ สามารถเคลื่อนไหวตัวเองได้ แขนทั้งสองข้างที่บวมยุบไปเลย... หายเป็นปลิดทิ้ง และลุกขึ้นเองได้ เดินได้เป็นปกติ ส่วนลูกชายก็บอกว่า "มาม้า ลูกไม่เป็นอะไรแล้ว หายหมดแล้ว" ลองจับศีรษะลูกดู ไม่ร้อนแล้ว แล้วลูกก็ลุกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนเป็นปกติ คุณดรุณีทั้งงง ทั้งปีติ น้ำตาเอ่อ ซาบซึ้งในอำนาจของพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ท่านพึ่งได้จริงคุณหมอที่รักษาอยู่ก็งง ร้องโอ้โห ของศักดิ์สิทธิ์ พระมหาสิริราชธาตุของเมืองไทยช่วยรักษาโรคได้

 
พิธีเปิดบ้านกัลยาณมิตรที่ประเทศญี่ปุ่น
 

คุณดรุณีกล่าวถึงบรรยากาศ การเปิดบ้านกัลยาณมิตรที่ประเทศญี่ปุ่นว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับทราบโครงการนี้ จะได้สร้างบรรยากาศแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรม ทุกๆ คนที่ได้มาพบกันและร่วมกันสวดมนต์นั่งสมาธิ จะพบกับความสงบภายในและได้เข้าใจพระพุทธศาสนา และการเผยแพร่การปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิของวัดพระธรรมกายนี้เป็นสิ่งที่ดีให้ผลดีจริงกับผู้ที่ลงมือปฏิบัติแล้ว เมื่อทุกคนเข้าถึงสันติสุขภายในแล้ว จะได้ช่วยสร้างสันติสุขภายนอกให้เกิดขึ้น และช่วยกันขยายให้ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษามาแสวงหาความสุขที่แท้จริงที่มีอยู่ในกายของตัวเอง ด้วยการให้ความรู้สึกที่ดีๆ เกิดจิตใจสงบนุ่มนวล แผ่ขยายไปยังคนรอบข้าง ให้ได้รับกระแสแห่งความดีงาม และอยากมาลองลงมือประพฤติปฏิบัติด้วยตนเองให้ได้สัมผัสกับความดีงามนี้ไปด้วย คุณดรุณีมั่นใจว่าในเวลาอันใกล้นี้ ญี่ปุ่นต้องสว่างไสวด้วยบรรยากาศของบ้านกัลยาณมิตรอย่างแน่นอน

ชีวิตคนไทยในต่างแดนนั้น น่าสรรเสริญเสียจริง มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา รู้คุณค่าของการมีศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ มีวิริยะบารมีเป็นเยี่ยม อย่างเช่นที่น้องชายคุณดรุณี นั่งรถเร็วข้ามจังหวัด มาทำบุญวันอาทิตย์ต้นเดือน และคุณดรุณีเองเป็นผู้นำบุญที่เข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่อความเจ็บป่วย กระทั่งเดินเองไม่ไหวต้องอาศัยคนอื่นช่วยพยุงก็ไม่ยอมขาดงานบุญ

 
 
มิเคยให้ความดีขาดหาย
ไปจากชีวิต
 

ส่วนชีวิตคนไทยในเมืองไทย มีพระพุทธศาสนา มีพระภิกษุดีๆ อยู่ไม่รู้ค่า พากันเชื่อข่าวผิดๆ ไม่ยอมใช้วิจารณญาณ ช่วยกันเหยียบย่ำทำลายทุกรูปแบบ ยิ่งกว่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำ แต่่เป็นทั้งไม่พาย ทั้งราน้ำ และเจาะท้องเรือให้รั่วล่มจมไปเสียเลย น่าอนาถใจ


โรคภัยไข้เจ็บที่คุณดรุณีเป็นอยู๋นี้ เข้าใจว่าน่าจะเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากกรรมที่เป็นอกุศลในอดีตชาติของตนเอง เพราะอยู่ๆ ก็เกิดเองเป็นเองขึ้นมาในตัว ไม่ใช่โรคติดเชื้อจากผู้คนหรือสิ่งภายนอกและเจ้าตัวก็ทนทุกข์ทรมานอยู่ได้เป็นหลายเดือน ทั้งที่ทราบข่าวอานุภาพน้ำมนต์ของพระมหาสิริราชธาตุดีอยู่


อาจเป็นไปได้ว่า เวลาที่ผ่านไปทั้ง ๔ เดือนนั้น เป็นเวลาที่ต้องใช้หนี้กรรม กรรมจึงบันดาลใจให้นึกวิธีแก้ไขอะไรไม่ออก รอจนหมดหนี้ลงด้วย อาการป่วยเพิ่มมากเพราะอากาศเปลี่ยนด้วย เจ็บปวดถึงที่สุด จึงนึกถึงบุญ นึกถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ นึกถึงพระมหาสิริราชธาตุ อธิษฐานจิตให้บุญมาช่วยเหลือ จึงได้หายเป็นอัศจรรย์


ส่วนลูกชายที่บังเอิญเจ็บป่วยท้องเสีย เป็นไข้ตัวร้อนเป็นไฟ ในวันเดียวกับที่แม่เจ็บปวดหนักที่สุดนั้น พออธิบายได้ว่า โดยปกติคนเรา ที่จะมาเกิดเป็นญาติสนิท เช่นพ่อ แม่ ลูก พี่ น้องกันได้นั้น ไม่ใช่เหตุบังเอิญต่างคนต่างมาพบกันในชาตินี้ ความจริงแล้ว ล้วนแต่เคยมีบุพกรรมร่วมกันมาในชาติปางก่อนทั้งสิ้น เคยทำกรรมร่วมกันไว้ทั้งฝ่ายบุญและบาป เช่นร่วมมือกันทำบุญสร้างสาธารณกุศลสถานต่างๆ ซึ่งเป็นฝ่ายดี หรือร่วมมือกันทำปาณาติบาต หรืออทินนาทานไว้ อันเป็นฝ่ายชั่ว


กรรมที่ร่วมกันทำไว้เหล่านั้น ยังตามไม่ทัน ยังไม่ให้ผลในชาติก่อนๆ เพิ่งมาตามทันในชาตินี้ ในเวลานี้ กรรมก็เข้าทวงหนี้ทันที เมื่อทำกรรมครั้งนั้นไว้ด้วยกัน พร้อมกัน เมื่อมาทวงหนี้ทัน ก็จะทวงกับคนทั้งหมดเหล่านั้น พร้อมๆ กัน


ด้วยเหตุนี้จึงมักปรากฏว่า ถ้าคนในครอบครัวคนใดคนหนึ่งมีโชคลาภ ได้ทรัพย์ ยศ ชื่อเสียง ความสุขใดๆ อันเป็นผลมาจากกุศลกรรมส่งผล คนอื่นๆ ในครอบครัวนั้นก็พลอยฟ้าพลอยฝนได้รับผลดีเหล่านั้นตามๆ กัน เพราะทุกคนเคยร่วมกันทำกุศลกรรมครั้งโน้นด้วยกันไว้
ตรงข้ามถ้าเป็นผลบาปตามทัน ก็จะตามต่อเนื่องพร้อมๆ กันทั่วหน้า ในบรรดาที่ร่วมทำบาปด้วยกันไว้ พ่อตาย แม่เจ็บหนัก พี่คนโตค้าขายขาดทุน น้องคนรองถูกรถชน น้องคนเล็กสอบตก ฯลฯ ว่ากันเป็นขบวน จึงเรียกว่า มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์จริง ๆ


นี่คุณดรุณีกับลูกชายก็คงเข้้าทำนองดังกล่าวนี้ ต้องมีอกุศลวิบากที่เคยทำด้วยกันไว้ตามมาทันพอดีทั้งคู่ จึงพากันเจ็บป่วยชนิดไม่มีใครพึ่งใครได้ในเวลาเดียวกัน วันเดียวกัน อันเป็นการบันดาลของแรงกรรม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เมื่อมีบุญปัจจุบันทำร่วมกันอยู่ แรงบุญจึงบันดาลให้หนักเป็นเบา หรือเป็นอโหสิกรรม


ครอบครัวใดบังเอิญเป็นดังที่เล่าไว้นี้ ขอได้ทำความเข้าใจเรื่องของกรรมให้ถูกต้อง เพื่อจะได้หมั่นชวนกันทำแต่กรรมดีฝ่ายเดียวตลอดไป

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -