อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ

พระมหาสิริราชธาตุ รุ่นดูดทรัพย์ สำหรับ ผู้สร้างพระธรรมกายประจำตัวภายในมหาธรรมกายเจดีย์นั้น จะได้รับของที่ระลึกเป็นพระธรรมกายของขวัญ

อานุภาพพระมหาสิริราชธาตุ เล่ม 40

เรื่องที่ ๓๙๗เด็กตกตึก

เรื่องที่ ๓๙๗เด็กตกตึก
ร่างของน้องฟ้าลอยทะลุหลังคาลงมาตรงช่วงที่มีอ่างล้างมือที่ทำเป็นร่องยาวด้วยปูนซีเมนต์
เสียงกรีดร้องด้วยความเสียวไส้อีกครั้งเมื่อร่างของน้องฟ้าใกล้ตกลงถึงพื้น


 

 
 
อาจารย์สมศรี มหาลี้ตระกูล อธิษฐานเอาบุญช่วยลูกศิษย์ยามที่
มีเคราะห์
 
 

คุณสมศรี มหาลี้ตระกูล เป็นอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อาจารย์รู้จักวัดพระธรรมกายและเข้าวัดปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๙ โดยมีน้องสาวคือคุณสมจิต มงคลศรี เป็นกัลยาณมิตรคนแรก อาจารย์รักในบุญกุศลมาก หมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นประจำสม่ำเสมอ และเชื่อมั่นในคุณของพระรัตนตรัยมาก เพราะบ่อยครั้งที่อาจารย์พบอานุภาพของพระรัตนตรัยทำให้แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ หรือผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ และเคยอธิษฐานช่วยเหลือลูกศิษย์หลายครั้ง


ประสบการณ์ครั้งหนึ่ง เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๒ ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ชั้น ๒ ของอาคารเรียน เวลาประมาณ ๑๑ นาฬิกาเศษ อาจารย์สมศรีกำลังสอนเรื่องการหาความยาวโฟกัสของเลนส์นูน โดยให้แสงอาทิตย์ผ่านเลนส์ เพื่อรวมแสงเป็นจุดเดียวกัน และทำการวัดระยะห่างของโฟกัส นักเรียนได้แบ่งกันกลุ่มละ ๓ คนแยกย้ายกันไปทอลองหาจุดโฟกัส บางกลุ่มก็ลงไปยังสนามด้านล่าง ต่างเดินหาจุดที่มีแสงแดดส่อง แต่มีนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งได้พากันปีนข้ามแผงกันเหล็กที่เป็นรอยต่อระหว่างตัวอาคารกับระเบียงกันสาดด้านนอก ความสูงจากพื้นดินถึงระเบียงนี้สูงมากทีเดียว และที่เชื่อมติดกับระเบียงเบื้องล่างคือหลังคาของโรงอาหาร เด็กหญิง ๓ คน กล้าปีนออกไป เพราะแต่งชุดพละศึกษาซึ่งปีนป่ายสะดวก ในกลุ่มนี้มีน้องฟ้าซึ่งเป็นผู้เอาเลนซ์ส่องกับแสงแดด ส่วนเพื่อนอีก ๒ คน คอยสังเกตผลของการทดลอง


อาจารย์สมศรีเดินออกมา ดูผลการทดลองของลูกศิษย์ เห็นลูกศิษย์ ๓ คนกำลังจุดโฟกัสแบบหวาดเสียวเช่นนั้น ด้วยความห่วงใยลูกศิษย์ จึงรีบตะโกนด้วยเสียงอันดังไปว่า "นี่พวกเธอเข้ามาเดี๋ยวนี้นะ ใครบอกให้ออกไปมันอันตรายรู้ไหม" เด็กทั้ง ๓ คนสะดุ้งสุดตัวประกอบกับรู้ตัวว่าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

 
 
บริเวณระเบียงที่เด็กนักเรียนแอบปีนมาทำการทดลอง
 

จังหวะเดียวกันนั้นเองที่น้องฟ้าก้าวขาพลาดลงไปบนอากาศที่ว่างเปล่าไม่สามารถจะเกาะเกี่ยวสิ่งใดได้เลย บริเวณนั้นเป็นที่โล่งว่าง เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก เพื่อน ๒ คนที่ยืนห่างออกไป ตกตะลึง ขาแข็ง มองดูร่างของน้องฟ้าลอยละลิ่วลงไปยังพื้นเบื้องล่าง เสียงร่างของน้องฟ้ากระแทกกับกระเบื้องมุงหลังคาโรงอาหาร "เพล้ง" เสียงกระเบื้องแตก ไม่สามารถรับแรงกระแทกของน้องฟ้าได้ พร้อมกับเสียงกรีดร้องของแม่ค้าที่เห็นภาพหวาดเสียวสยดสยอง

ร่างของน้องฟ้าลอยทะลุหลังคาลงมาตรงช่วงที่มีอ่างล้างมือที่ทำเป็นร่องยาวด้วยปูนซีเมนต์เสียงกรีดร้องด้วยความเสียวไส้อีกครั้งเมื่อร่างของน้องฟ้าใกล้ตกลงถึงพื้น ห่างจากขอบกระเบื้องซีเมนต์เพียงฝ่ามือเดียว แต่อนิจจา... ร่างของเธอกลับไปโดนมุมของโต๊ะอาหารพอดี และฟาดลงกับพื้นอีกครั้ง น้องฟ้าสลบแน่นิ่งไม่ได้สติ ร่างที่อยู่บนพื้นนองไปด้วยเลือด เลือดไหลไม่หยุด อาจารย์และเพื่อนที่อยู่ชั้นบนรีบวิ่งลงมาดู "ตายรึเปล่า !! เป็นอะไรมากไหม!" คำถามที่ดังขึ้น ณ จุดเกิดเหตุ ทุกคนได้แต่มอง แต่ก็ตอบอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ "อาจารย์ครับ ผมอาสาพาน้องไปส่งโรงพยาบาลเองครับ" ศิษย์เก่าที่พึ่งจบม.๖ ที่บังเอิญแวะมาเยี่ยมโรงเรียนเอ่ยขึ้น พร้อมกับอุ้มน้องฟ้าขึ้นรถตู้ของโรงเรียนที่เข้ามาจอดเทียบโดยเร็ว ร่างอันไร้สติของน้องฟ้าอยู่ในรถคันนี้แล้ว พร้อมกับอาจารย์อีก ๓-๔ คน "ไปโรงพยาบาลวชิระ" อาจารย์เอ่ยขึ้น เลือดที่ศีรษะยังคงไหลไม่หยุด


ตอนนี้น้องฟ้าอยู่ที่ห้องฉุกเฉินแล้ว ผู้ปกครองและญาติได้มารวมกันประมาณ ๗-๘ คน ทุกคนตกใจหลังจากที่ได้รับแจ้งจากทางโรงเรียน สีหน้าทุกคนแสดงถึงความกังวลใจอย่างมาก โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ เธอนั่งไม่ติดที่เลย พวกเขาได้แต่รอคอยเวลาช่างผ่านไปนานเหลือเกินในความรู้สึกของทุกคน น้องฟ้าถูกเข็นออกมาจากห้องฉุกเฉิน ทุกคนเดินตรงเข้าไปที่รถเข็น ร่างของน้องฟ้า นอนทอดอยู่ หมอบอกทุกคนว่าภายใน ๖ ชั่วโมงต้องคอยดูอาการอย่างใกล้ชิด ถ้าคนไข้อาเจียน แสดงว่าเลือดคั่งในสมอง ต้องผ่าตัดใหญ่อีกครั้ง

 
กระเบื้องที่เปลี่ยนใหม่ ภายหลังจากที่ร่างของน้องฟ้าร่วงทะลุลงไป
 

หมอได้ทำการเอ็กซเรย์ และตรวจเช็คทุกอย่างเพื่อช่วยน้องฟ้าให้ได้มากที่สุดแล้ว


เตียงคนไข้ได้ถูกเข็นไปยังห้องพักฟื้นคนไข้ พอน้องฟ้าได้สติ ทุกคนพยายามถามและพูดคุยกับน้องฟ้า แต่คำตอบที่ทุกคนได้รับคือ น้องฟ้าจำใครไม่ได้ เนื่องจากสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก แม่ได้แต่ร้องไห้ ญาติและครูทุกคนต่างก็กังวลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย


ในขณะนั้นเอง อาจารย์สมศรีได้ถอดสร้อยพระมหาสิริราชธาตุให้น้องฟ้ากำไว้ในมือ และเธอก็หลับตาลงนั่ง สวดบทสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุ ๓ จบในใจ พร้อมกับอธิษฐานจิตให้น้องฟ้าปลอดภัยหายเป็นปรกติโดยเร็วอยู่สักครู่ใหญ่ และก็ขออนุญาตแม่ของน้องฟ้านำเอารูปพระมหาสิริราชธาตุไปไว้ที่ใต้หมอนที่น้องฟ้านอนอยู่ พร้อมกับอธิบายให้ผู้เป็นมารดาทราบว่า รูปภาพนี้เป็นภาพของพระมหาสิริราชธาตุ ให้แม่สวดมนต์นั่งสมาธิให้ลูกโดยให้องค์พระมหาสิริราชธาตุเป็นทางผ่านของบุญ เมื่อสวดมนต์ใจนิ่งดีแล้วก็ให้มารดาอธิษฐานจิตขอบุญกุศลให้ลูกหายโดยเร็ว มารดาของเด็กก็ทำตามเพราะเชื่อในคุณของพระรัตนตรัย และบุญกุศลต้องช่วยชีวิตของลูกได้แน่นอน

 
ความสูงจากระเบียงถึงพื้น ที่น้องฟ้าตกลงมา
 
 

อาจารย์สมศรีได้ไปเยี่ยมลูกศิษย์ทุกวันด้วยความห่วงใย ทุกครั้งที่ไปอาจารย์ก็จะสวดสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุ อธิษฐานเสร็จนำองค์พระใส่มือให้น้องฟ้า ถึงจะพูดยังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่แนะสิ่งใดก็ทำตาม น้องฟ้าอธิษฐานตามที่ครูบอกทุกวัน อาการป่วยดีขึ้นเรื่อยๆ ดีวันดีคืน วันที่สองน้องฟ้าเริ่มคุยรู้เรื่องบ้างเป็นช่วงๆ ป้อนคำถามมากๆ ก็จะงงและเบลอบ้าง พอวันที่ ๓ น้องฟ้าจำทุกคนได้ คุยกับเพื่อนๆ ได้ จนคุณหมอรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมฟื้นตัวเร็วนัก หมอเฝ้าตรวจเช็คดูอีก ๒ ระยะ คนไข้ดีขึ้น ตอนบ่ายอนุญาตให้กลับบ้าน อยู่โรงพยาบาล ๓ วัน ระหว่างพักฟื้นน้องฟ้าก็อธิษฐานขอให้หายเป็นปรกติเร็ว น้องฟ้าพักเพียงสัปดาห์เดียวก็สามารถหายเป็นปรกติ

อาจารย์เล่าให้ฟังว่า เธอได้ช่วยเหลือและแนะนำลูกศิษย์หลายคน เช่นรายที่ถูกรถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว หรือแนะนำให้แม่ค้าที่โรงเรียนสวดบทสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุแล้วเขาบอกว่า เขาขายของดีขึ้นมาก และอีกอย่างที่เจอกับตัวเองคือ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๒ อาจารย์เดินตกบันไดที่โรงเรียน ถึง ๗ ขั้น เพราะส้นของรองเท้าส้นสูงไปเกี่ยวกับขอบของบันได และพลัดตกลงมา แต่ไม่เป็นอะไรเลย แค่ช้ำนิดหน่อยซึ่งปรกติ คนอายุมาก (๔๙ปี) ตกจากบันไดสูงขนาดนี้น่าจะเท้าแพลง หรือกระดูกหัก แต่อาจารย์กลับไม่เป็นอะไรมากนัก อาจารย์บอกว่า อาจารย์สวดบทสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุตลอดเวลา เวลาเดินก็สวดไปด้วย ใจจะเกาะเกี่ยวอยู่กับพระรัตนตรัยตลอดเวลา เวลาเจออะไรก็จะถูกผ่อนหนักให้เป็นเบา จากเบาก็หายไปเลย

อาจารย์สมศรีไม่ใช่หมอ ไม่รู้วิธีรักษาพยาบาล ทราบเหมือนผู้คนทั่วไปว่า ถ้ามีเลือดคั่งในสมอง ย่อมต้องมีการผ่าตัดสมอง อันเป็นเรื่องค่อนข้างเสี่ยงอันตราย เมื่อไม่ทราบจะช่วยเหลือลูกศิษย์อย่างไร จึงนึกถึงสิ่งที่ตนเองมีศรัทธา คือพระมหาสิริราชธาตุอันเป็นตัวแทนของพระรัตนตรัย ถอดออกจากคอใส่ไว้ในมือเด็ก สวดสรรเสริญเอง และขอให้แม่ของเด็กสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยให้ตลอดเวลาที่นั่งเฝ้า ศรัทธาเป็นความเชื่อในฝ่ายดี เชื่อในกุศลกรรมเป็นบุญกุศล หาประมาณมิได้

 
น้องฟ้าที่รอดมาได้ราวปาฏิหาริย์  

เมื่อเชื่อมั่นแล้ว ย่อมเกิดความเลื่อมใสตามมา ใจที่เลื่อมใสย่อมไม่ขุ่นมัว กุศลกรรมเกิดพลังจิตที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดีของผู้ใกล้ชิดคนป่วยที่สุดคือแม่และครู ย่อมมีกระแสแรงกล้า สามารถกระทบความรู้สึกคนป่วย ทำให้เกิดการรับรู้ได้ แม้ยามสลบอยู่

กระแสบุญจากการอ่อนน้อมในพระรัตนตรัย อันมีคุณประมาณมิได้ทำให้อาการป่วยหนักคลายลง ครั้งแรกที่เด็กฟื้นแต่จำอะไรจำใครไม่ได้เลย คงเป็นเพราะก้อนเลือดที่คั่งอยู่กดทับเส้นประสาทส่วนความจำให้ทำงานไม่ได้ แต่เมื่อฟื้นดีแล้ว ร่างกายเริ่มทำงานดีขึ้น คนเจ็บเห็นอาการดีใจของคนใกล้ชิดแม้จะยังจำไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่ความรู้สึกสบายใจย่อมเกิด ทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ดีขึ้น โลหิตไหลเวียนสะดวก ก้อนเลือดที่ทับเส้นประสาทหลุดออกไป อาการต่างๆ จึงดีขึ้นภายในเวลาเพียง ๓ วัน

ส่วนเรื่องที่อาจารย์สมศรีชอบสวดสรรเสริญพระรัตนตรัยอยู่เสมอ แม้เวลาเดินไปไหนมาไหน และเดินก้าวพลาดตกบันไดถึง ๗ ขั้น ก็ไม่ได้รับอันตรายนั้น เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้ เพราะการสวดมนต์เป็นวิธีทำสมาธิจิตอย่างหนึ่ง จิตใจเมื่อมีสมาธิ จะมีพลังงานเกิดขึ้น พลังงานนี้สามารถต้านทานกระแสความโน้มถ่วงของโลก ผู้ทำสมาธิได้ดีจึงมักรู้สึกว่าตนเองมีน้ำหนักตัวเบา บางทีถึงกับตัวลอยขึ้นจากพื้นที่นั่งอยู่เป็นคืบ เป็นศอก เหมือนพระภิกษุสามเณร บางรูปทำสมาธิ ประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเองโดยบางรายลอยอยู่ตรงที่ตนนั่ง บางรายลอยไปอยู่บนยอดพระเจดีย์ บางรายลอยไปอีกภูเขาหนึ่ง เมื่อน้ำหนักตัวเบา ตกจากที่สูงก็ไม่อันตราย

 

บทความนี้ ถูกใจคุณหรือไม่ + -