
พระอาจารย์ : บ่าไหล่ แขนทั้งสองข้าง ไป จน กระ ท ั่ง ถึง ปลายนิ้วมือ ให้รู้สึกผ่อนคลายทุกอย่าง เรื่อยไปจนกระทั่งถึงลําตัว หลัง หน้าท้อง แข้งขา ปลายเท้า ปลายนิ้วเท้า ให้รู้สึกผ่อนคลาย ให้รู้สึกเบาสบาย เมื่อเราปรับกายของเราให้สบายทุกส่วน ลองสูดลมหายใจลึกๆ สัก 5 6 ครั้ง เพื่อที่จะได้สลัดความตึงเครียด สลัดความคิดความกังวล แล้วก็ทําให้ร่างกายเรานั้นผ่อนคลาย ในขณะสูดลมหายใจเข้าก็ทําความรู้สึก ความสดชื่น เบิกบาน ให้มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าของเรา เป็นรอยยิ้มที่สบายๆ เราปรับร่างกายของเราทุกส่วน ผ่อนคลายทุกอย่าง
ต่อจากนี้ไป เราจะได้นึกน้อมใจของเรา ย้อนกลับมา ให้อยู่ภายในตัวของเรา นึกย้อนกลับ ความรู้สึกของเรานั้นย้อนกลับเข้ามาอยู่ในตัวของเรา เมื่อเราย้อนกลับมา ทําใจของเรานิ่งๆ แล้วนึกถึงลมหายใจนั้น ที่เราสูดเข้าไป ลมหายใจ เราก็รู้ ลมหายใจออกเราก็รู้ ให้เดินจิตไปตามเส้นทางของลมหายใจเข้าออก จนกระทั่งเราคุ้น จากเดิมที่ใจของเรานั้นอยู่ไกลตัว ตอนนี้ก็จะขยับเข้ามาใกล้ตัว หายใจคุ้นเคยกับความรู้สึกใกล้ตัวของเราเรื่อยๆ จนกระทั่งเราสังเกตพบว่า ปลายสุดของลมหายใจก็อยู่ที่ กลางกายของเรานี่เอง
เมื่อถึงจุดที่สบาย ในจังหวะที่ใจไม่ตึงผ่อนคลาย เราก็น้อมจิตของเรา ไม่หยุดนิ่ง ตั้งไว้ บริเวณกลางตัว ประมาณเอาว่าอยู่กลางกายของเรา เราทําความรู้สึกเย็นๆ ทําความรู้สึกสบาย ให้ใจของเราอยู่ตรงนี้ ให้ใจอยู่ตรงนี้นานๆ ถ้าหากว่าใจของเราแว๊บไปที่อื่น เราก็นึกย้อนกลับ เอาใจ วกกลับมาตั้งไว้ที่กลางกายเหมือนเดิม แล้วก็ไม่ว่าจะเกิดความฟุ้ง เกิดภาพในใจอย่างไรก็ปล่อยวาง ให้คิดเสียว่าเป็นเรื่องธรรมดา ให้คิดเสียว่าเป็นเรื่องธรรมดา แล้วเราก็ตัดความกังวลทั้งหลาย ไม่เกาะ ไม่เกี่ยว ไม่เหนียว ไม่รั้ง เรื่องราวอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าลืมว่าชีวิตของเรานั้น ไม่ได้ยั่งยืน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นของธรรมดา ถึงช่วงเวลาหนึ่งนะ เราก็ต้องจากกายนี้ไป เพราะฉะนั้นในช่วงที่เรายังโชคดี ที่ยังมีความสืบต่อของลมหายใจเข้าออก เรายังโชคดี ที่กายกับใจของเรายังสืบเนื่อง เกี่ยวเนื่องกัน เพราะฉะนั้น รักตัวเองให้มากๆ รักตัวเองอย่างแท้จริงก็จะต้อง เอาใจกลับมาอยู่กับตัวเองบ่อยๆ น้อมจิตน้อมใจของเรามาอยู่กับตัวบ่อยๆ อย่าให้มันหลุดไป ทุกครั้งที่ใจหลุดออกไปพร้อมกับการดู การฟัง การดม การลิ้มรส การสัมผัส ใจออกไปอยู่นอกตัวหมด เพราะฉะนั้น นึกน้อมใจมาอยู่ในตัว และนี่คือการรักตัวเองที่แท้จริง คือใส่ใจสภาวะของเราเอง อยู่อย่างสงบ และพร้อมที่จะปล่อยวาง เรื่องราวภายหลัง เรื่องราวข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึง อยู่กับตัวเองในสภาวะปัจจุบัน อยู่กับความเป็นปัจจุบัน ด้วยตัวของเรา
พระอาจารย์ : เจริญพรทุกๆ ท่านสำหรับวันนี้ รายการพระไตรปิฎกยามเช้าก็มาถึงอีพีที่สามร้อยสี่สิบห้า หัวข้อของเราวันนี้คือ หักห้ามใจตัวเราเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน พระองค์สอนพระเอาไว้ว่า การที่จะฝึกให้นิสัยของเรานั้นสมบูรณ์พร้อม หรือที่เรียกว่ามีศีลที่สะอาดบริสุทธิ์สมบูรณ์เนี่ย พระองค์ได้แนะนำในเรื่องของ ปาริสุทธิศีล ประกอบด้วย 4 หมวด:
ปาฏิโมกข์สังวร : ศีลสิกขาบท 227 ข้อของพระ ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ดี
อินทรียสังวร : การสำรวมระวังใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรควรดูควรฟังก็ทำ สิ่งไหนฟังแล้วจะขุ่นมัวก็ระมัดระวัง
อาชีวะปริสุทธิศีล : การเลี้ยงชีพชอบ ระมัดระวังในการเข้าไปสู่ชุมชน ไม่เอาตัวเองเข้าไปชุ่มแช่อยู่ในสภาวะแบบทางโลกมากเกินไปจนเสียสมณะสารูป
ปัจจัยสันนิสิตศีล : การพิจารณาก่อนใช้สอยปัจจัยสี่ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ใช้สอยแต่เพียงพอดี มีความพอใจ และใช้อย่างประหยัด
ถ้าเรารู้จักบริหารจัดการและทำให้ดีในสิ่งรอบตัวของเรา นิสัยดีๆ จะเกิดขึ้น และนิสัยของการหักห้ามใจเรามันจะเกิดมาทีละนิดทีละนิด เดี๋ยวต่อไปจากเรื่องเล็กเล็กเรายังจัดการได้ เดี๋ยวเรื่องที่มันเกี่ยวเนื่องกับชีวิตจิตใจของเรา เราก็จะตัดใจได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน แต่ต้องฝึก เอาเป็นว่าต้องฝึกทุกวันเลย การฝึกอารมณ์แบบตัดทิ้งทุกอย่างพร้อมตายเนี่ย ความรู้สึกมันจะไม่หนัก เมื่อเราเจอสิ่งที่มันหนักหนัก มันจะไม่หนักเกินไป เพราะว่าใจเรามันซ้อมแล้วมันฝึก ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการฝึกบริหารจัดการเรื่องใกล้ตัวเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ปัญหาใหญ่โตแค่ไหนในอนาคต เราก็จะทำใจได้แน่นอน
พระอาจารย์สัจจาธิโก : ทําไมเราห้ามใจตัวเองไม่ได้ เพราะเรายังอบรมสั่งสอนตัวเองจากเรื่องเล็กน้อยมาสู่เรื่องใจไม่ได้ ใน คณะกโมคคัลลานะสูตร พระพุทธเจ้าสอนเป็นลำดับขั้น:
สํารวมในศีล
สํารวมในอินทรีย์ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร
หมั่นประกอบความเป็นผู้ตื่นอยู่ (รู้ตัวและแยกแยะ)
มีสติสัมปชัญญะ
เสพเสนาสนะอันสงัด (ปลีกวิเวก)
ห้ามใจตัวเราก็ต้องเริ่มจากการระงับไม่ให้ตัวเราลุแก่การกระทําไม่ดีเหล่านั้น เช่น ห้ามใจตัวเองไม่ให้ด่าก็ต้องระงับความด่าเสร็จ ต่อไปเอาตัวเราหลีกเลี่ยงจากการกระทบ ถ้าเรารู้ว่าเราแพ้ต่อคำไหน ให้เปลี่ยนเส้นทางการตีความของคำเป็นการสํารวมหูตัวเรา มนุษย์ชอบอะไรที่ด่วนได้ แต่การฝึกต้องค่อยค่อยทํา ทําจากหนึ่งไปหาสอง ไปหาสาม ไปหาสี่ เริ่มจากกติกาว่าอะไรไม่ควรทํา อะไรควรทํา และนําไปสู่การลงมือทําโดยทําอย่างประมาณ
พระอาจารย์สัจจาธิโก
ฟังเพิ่มเติมได้ที่